Test

Friday, April 12, 2019

13/4 คุณปู่ โรงพยาบาล ฬ และการ แก้เหงาด้วยครอบครัว

จริง ๆ หลายวันมานี่เป้นช่วงที่เหงามาก ทั้ง ๆ ที่ก็รู้สึกว่ามีอะไรให้ทำอยู่เยอะแยะเหมือนเดิม

แต่เวลาเหงาก็คือเหงานั้นแหละ เหงาของมนุษย์อาจต้องใช้มนุษย์อีกคนเข้ามาแก้

คราวนี้เลยเป็นคราวของครอบครัว

ช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณปู่ป่วยออดๆ แอดๆ เป็นโรคคนแก่, น้ำตาลสูง อ่อนเพลีย ฯลฯ

แต่คุณปู่ก็มีคนดูแลมากมาย นั่นก็คือลูก ๆ หลาน ๆ

ปู่มีลูกหกคน และมีไลน์กลุ่มบ้าน เหมือนครอบครัวส่วนใหญ่ในยุคนี้

ไลน์กลุ่มบ้านจะเด้งสม่ำเสมอ และบ่อยถี่จนต้องปิดโนติไว้ และกลับไปอ่านรวดเดียวจบเหมือนอ่านเพื่ออัพเดทข่าวสารก่อนนอน หรือเวลาว่าง ๆ

อาจจะต่างกันที่ลูกหกคนของคุณปู่ถึงจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็หมั่นแวะเวียนมาเยี่ยมคุณปู่อย่างสม่ำเสมอ

โดยมีอาน้องเล็ก ที่เคยเป็นพยาบาลอาชีพ ก่อนลาออกมาขายแอมเวย์ รับบทเป็นผู้ดูแลหลักและประสานพี่ ๆ น้อง ๆให้มาช่วยเหลือกัน และใช้เวลานอกเหนือจากนั้นดูแลปู่และย่า หรือ ป๋า กับ แม่ ของตนเอง

เช่นกันกับอาหริ คุณครูสอนคอมพิวเตอร์สุดทันสมัย ที่ยังครองความเป็นโสด และมีห้องหนังสือขนาดใหญ่วางเรียงรายอยู่รอบเตียงนอนเล็ก ๆ อาหริรับหน้าที่ดูแลกิจการบ้านเช่าของครอบครัว และเล่นกับป๋าที่แก่จนกลับวัย (กลับไปคล้ายเด็กๆ อีกครั้ง) เหมือนเวลาสอนนักเรียน ที่ต้องมีลูกล่อลูกชน

ลูก ๆ คุณปู่ (พ่อ และ อาๆ ทั้งหลายของเรา) เรียกคุณปู่ว่า ป๋า และเรียกคุณย่าว่า แม่

เราไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ และยังรู้สึกว่าจัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเวลาต้องไปอยู่ใกล้ ๆ ผู้สูงอายุ เรายังคงมีความสงสัยกับสิ่งรอบตัวที่ไม่คุ้นชินมากมาย เราชอบมองดูผิวแห้งเหี่ยวของคุณปู่ การบิดเบี้ยวของทรงหน้า ที่เกิดจากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงอีกต่อไป น่าประหลาด เวลาช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัว และอดคิดไม่ได้ว่าวันหนึ่งเราเองก็จะมีสภาพนี่เช่นกัน

คุณปู่มีข้อนิ้วที่ใหญ่กว่าเราตามปกติของผู้ชายที่แข็งแรงและทำงานหนัก ตัวสูงเคยพกไม้เท้าหัวสวยๆ ถ่ายรูปในภาพรับปริญญาของลูกๆ แต่ตอนนี้คุณปู่แห้งเหี่ยวเหลือตัวแค่นิดเดียว

หลายปีก่อนที่ปู่ยังพูดจาชัดเจน ไม่หลงลืม และไม่เอาแต่นอน คุณปู่มักเล่าให้ฟังถึงอดีตที่ต่อกรกับเหล่าอันธพาล ที่มักจะมาหาเรื่องร้านขายของชำเล็ก ๆ ของแก หรือในยามเกณฑ์ทหารที่ปู่ปฏิบัติดี มีเหตุผลถูกใจจ่า จนจ่าอนุญาติให้กลับบ้านได้ก่อนเพื่อน

เมื่อว่างและเหงา เราจึงไปเยี่ยมคุณปู่ที่โรงพยาบาล

รพ. ฬ ใหญ่และดูสะอาดสะอ้านเมื่อเทียบกับความนึกคิดถึงโรงพยาบาลรัฐฯ ในภาพจำ ตอนเด็ก ๆ เราก็เช้าโรงพยาบาลบ่อย เพราะโรคหอบหืดและหวัด โรคสำออยของเด็กยุคกินนมผง ซึ่งในอีกหลายปีต่อมาก็มีผู้เชี่ยวชาญคนเดียวกับที่เคยช่วยโฆษณานมผง ออกมาบอกว่า ทานนมแม่ดีกว่า

แต่อย่างไรเราก็ไม่เคยชอบโรงพยาบาลสักที
ไม่มีอะไรน่าดูนอกจากคุณหมอและพยาบาลสวย ๆ

เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วย
เราต้องสร้างเกราะคิดบวกและเกราะความหวังใส่ตัวเองอย่างหนาแน่น เมื่อเดินฝ่ากลุ่มฝูงชนผู้สิ้นหวังและท้อแท้กับอาการเจ็บป่วยของญาติพี่น้อง ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้เราหมองตามไปด้วย

นี่ยังไม่รวมผู้ป่วยที่หายใจรดทิ้งไปบนเตียงอย่างน่าเสียดายทั้ง ๆ ที่สามารถทำอะไรได้มากมายแท้ๆ
(เราเคยนอนโรงพยาบาล เพราะโรคหอบหืด เราขนหนังสือไปอ่านและเกมส์ไปเล่นมากเกินกว่าจะทำอะไรด้หมด)

การพบกับครอบครัว เหมือนมีอะไรบอกเราว่า แม้เมื่อไรก็ตามที่เราหาอะไรที่เหมือน ๆ กันกับคนเหล่านั้นไม่ได้ (มักเกิดขึ้นบ่อยในสังคม) อย่างน้อย เราก็ยังมีสายเลือด มี ดีเอ็นเอ ที่ใกล้เคียงกัน มันก็อาจจะช่วยให้อุ่นใจขึ้นได้บ้างละมั้ง

คุณปู่ปีนี้อายุ 84 และต้องทานอาหารเหลว คุณปู่ไม่มีฟันเหลืออีกแล้ว มีเพียงเหงือก ที่มักพยายามเคี้ยวอาหารเหลว ๆ นั่นตลอดเวลา

ในวันที่สมองทำงานได้ลดน้อยลง เรียกร้องการพักผ่อนตลอดเวลา สิ่งที่ทำงานแทนสมองก็คือสัญชาตญาณมั้งนะ แม้ไม่มีฟัน กล้ามเนื้อปากยังคงพยายามเคี้ยว แม้ไม่ได้คัน บางครั้งร่างกายกลับยกแขนขึ้นมาลูบ ๆ คลำ ๆ ใบหน้า
ท่าทางการหวีผมที่เหมือนเดิม และการนอนไคว้ขาที่คุ้นเคย แม้มันอาจจะทำให้เกิดบาดแผลกดทับเนื้อจากกล้ามเนื้อสะโพก หลัง หรือ ลำตัว ไม่มีแรงพลิกเองได้อีกต่อไป

ครอบครัวที่มาเยี่ยมเป็นสิ่งสำคัญ คล้ายแสงสว่างในความอึมครึมของโรงพยาบาล ศูนย์รวมแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วย น่าแปลก การพูดคุยหัวเราะในห้องพักฟื้นแม้ไม่ถูกไม่ควรและอาจรบกวนคนไข้เตียงข้าง ๆ แต่เรากลับรู้สึกว่า เสียงหัวเราะนั่นแหละ เป็นสิ่งที่สำคัญกว่ายาใด ๆ ที่เจาะ เท บด ใส่หลอด ฉีดเข้าเส้น ให้คนป่วยทานซะอีก

คิดอย่างนี้ได้แล้วก็เลยพลอยรู้สึกตัวเองไม่ไร้ประโยชน์เท่าไร เวลาไปทำท่าตลก ๆ หรือเล่นมุข แฮะๆ ให้ญาติๆ ในห้องคนป่วยดู

ไม่เป็นไรครับ โชว์ตลกบ้างไม่ตลกบ้าง ฟรีไม่คิดสตางค์

เพราะทั้ง ๆ ที่พยายามเรียนรู้การดูแลผู้ป่วย ติดเตียง บ้าง แต่ก็ยังมีอีกมากเหลือเกินที่เรายังไม่สามารถทำได้ (ยกเว้นการป้อนอาหารเหลวนะ เราว่าเราทำได้ดีทีเดียว)









No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...