Test

Sunday, July 7, 2019

7/7 งานเขียนเป็นยาพิษ

หลายวันมานี้รู้สึกว่างานเขียนเป็นยาพิษ

ไม่ใช่ยาพิษธรรมดาแต่เป็นยาเสพติด

ถ้าวันไหนไม่ได้เขียนวันนั้นจะรู้สึกลงแดงตาย
วันไหนไม่มีคอมใกล้ ๆ มือจะรู้สึกอยู่ไม่สุข

ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะช่วงนี้มีอะไรอยู่ในหัวเต็มไปหมด หากไม่สามารถเอาออกมาได้เลยคงทำให้ทรมาน หรือจะเป็นเพราะว่ากดดันตัวเองให้เขียนอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย

ทำร้ายตัวเองจนชิน ?

ไม่อยากไปบินเลย ไม่อยากทำงานไม่อยากเจอผู้คนใหม่ ๆ
ต้องเจอกับคนที่ไม่ค่อยสนิทด้วยอีกแล้วสินะ

ต้องตอบคำถามอะไรมากมายอีกแล้วสินะ

สิ่งที่ต้องเจอช่วงนี้มันหดหู่แปลก ๆ
ปู่ไม่สบาย อาการหนักขึ้น เราไม่ชอบไปโรงพยาบาลเลยถึงจะรักปู่แค่ไหนก็เถอะ
จริง ๆ เราอาจจะไม่ได้รักเค้ามากก้ได้
พอมาคิดอีกที

เราอาจจะไม่ได้รักใครเลยก้ได้
ที่ผ่านมาเราอยู่มาได้ด้วยหนังสือล้วน ๆ
การเอาตัวเองเข้าเซฟโซนในโลกของหนังสือมันช่วยได้มาก
ในตอนเด็ก ๆ

แต่พอโตขึ้นมา มีภาระ มีงานมีหน้าที่
หนังสือกลับค่อย ๆ ทิ้งเราไป ?

หรืออาจจะเป็นเราเองที่ ค่อย ๆ ปล่อยโลกหนังสือให้หลุดหาย ?
เราอาจจะโตมากขึ้นและเรียกร้องบางสิ่งบางอย่างที่ดีเอ็นเอกำหนดมาเช่นความรักจากเพศตรงข้าม
บางสิ่งบางอย่างที่หนังสือไม่สามารถให้ได้อีก

จริง ๆ เรื่องครอบครัวมันก็ฝากแผลเป็นไว้ในใจเรามาตลอดนั่นแหละ เพียงแต่หนังสือช่วยหลบซ่อนเราไว้
หนังสือกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเรา โดยเฉพาะหนังสือเล่มหนา ๆ
ที่อ่านยาก ๆ จบยาก ๆ หนังสือสักเล่มที่เราจะอยู่ในโลกใบนั้นได้เนิ่นนาน

หลายครั้งเราหลงใหลไปกับ คุณธรรม ความรัก ความแค้น อารมณ์ที่เดือดพล่านของหนังสือกำลังภายในยาวยืด เกือบสิบเล่มติดต่อกัน ตัวละครชื่อประหลาด พฤติกรรมประหลาด น่าติดตาม

เราคิดถึงวันเวลาเหล่านั้น

เราเบื่องานที่ต้องทำตอนกลางคืน
มันหดหู่มากเลยนะที่ต้องออกไปทำงานตอนกลางคืน มันเป็นเวลาที่ควรพักผ่อน

เราอยากเห็นพระอาทิตย์ตอนเช้า ไม่ใช่จากบนรูเล็ก ๆ บนเครื่องบิน
ในขณะที่เรายังอยู่ในหน้าที่
บางทีเราอาจจะแอบดูก้ได้นี่นา นั่งดูนาน ๆ เลยก้ได้ ในตอนพระอาทิตย์ขึ้นนั่นน่ะ
แต่เราก็จะไม่ได้อาบแสงแดดแบบนั้นหรอกนะ

หรือว่าจริง ๆ เราแค่ต้องอดทนไป

บินอีกสิบวันเราก้จะได้หยุดติดกันเกือบสิบวัน
ทรมานชะมัน

ไหน ๆ จะบ่นแล้วเราบ่นต่อแล้วกัน

คงไม่น่ามีใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วล่ะ

เรารู้สึกอ่อนล้ามาก ๆ อ่อนใจ หมดกำลังใจ
ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม 55
 การอยู่ต่อของเรา มันมีแค่ภาระหน้าที่เท่านั้นเอง

ชีวิตที่หากตายไปแล้วจะทำให้คนอื่นลำบาก
ไม่น่าเรียกว่าชีวิตของเราเอง

เราเคยตกมาสู่จุด ๆ นี้ในช่วงนึงของชีวิตนี่นะ
ในตอนนั้นเราต้องไปปรึกษาจิตแพทย์เลยด้วยซ้ำ

ปรึกษาเฉย ๆ ไม่ถึงขั้นต้องเทคยา

ท่าทางเราจะต้องกลับไปจุดนั้นอีกแล้ว
ถ้าหากในวันสองวันนี้เรายังไม่ดีขึ้น

เราไม่อยากตกลงสู่จุดที่ลึกที่สุด ก่อนจะรู้สึกตัวว่ามันสายไป

...

เราอยากตะโกนให้คนช่วย
แต่ก็ไม่รู้จะให้ช่วยยังไงดี
ทุกเรื่อง ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของเรา
มีเพียงเราเท่านั้นที่สามารถช่วยตัวเองได้

หลายคนพยายามจะช่วยเรา
แต่มันจะทำยังไงละ
พวกเขาไม่รู้วิธี
เราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

เราคิดมากในหลาย ๆเรื่อง
ทั้งเรื่องค่ารักษาพยาบาล
ทั้ง ๆ ที่มีประกัน แต่ไม่รู้วิธีเบิกจ่าย
ขั้นตอนวุ่นวายจนปวดหัว

เรื่องที่อยู่ที่หลับนอน
เรานอนหลับไม่สนิทมานานแล้ว
และคิดว่าเป็นเพราะภูมิแพ้
ไปหาหมอมาแล้ว พบว่าเป็นไซนัสระยะแรก ๆ
น่าเบื่อชะมัด

เราอยากมีห้องริมแม่น้ำ
ห้องที่สูงจนยุงบินไม่ถึง
ห้องที่เวลานอนสามารถเปิดหน้าต่างนอน
ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์

ตู้ใส่หนังสือแบบมีกระจกปิดสักตู้หนึ่ง
กันฝุ่นเข้า
ห้องอาบน้ำ ที่น้ำไม่ขัง
ครัวเล็ก ๆ ตู้เย็น
ผ้าม่านสีดำ เพื่อให้หลับสนิท

ห้องนั้นจะโล่ง มีของแค่ที่เราใช้
ไม่มากเลย

น่าจะทำได้สักวันนึง
แต่คิดแล้วก็เหนื่อยชะมัด

หลายครั้งเราอยากโทรหาใครสักคน
ไม่ได้มีเรื่องที่อยากจะคุยอะไรเป็นพิเศษ
แค่อยากได้ยินเสียงใครสักคนที่จะว่างเพื่อเรา
ในช่วงเวลาที่เราอยากได้ยินเสียงใครสักคน
ที่ยังอยู่ตรงปลายสาย บอกเราว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว
มันเห็นแก่ตัว
และเราไม่อาจมอบสิ่ง ๆ นั้นกลับคืนไปได้
แต่นั้นคือสิ่งที่เราต้องการ






2 comments:

  1. เราแค่บังเอิญผ่านมาเจอค่ะ แต่ไม่รู้ทำไมข้อความของคุณถึงสะกิดใจเราแปลกๆ เราอ่านทวนซ้ำๆ ขอให้เข้มแข็งนะคะ ให้ได้มีห้องริมแม่น้ำที่คุณจะได้นอนหลับสนิท และใครสักคนที่จะคอยให้คุณรอฟังเสียงเขา

    ReplyDelete
    Replies
    1. รู้สึกแปลกใจที่มีคนผ่านมาครับ แต่นอกจากผ่านมาแล้วยังอ่านจนจบ อ่านซ้ำอีกต่างหาก ขอบคุณสำหรับถ้อยคำที่ส่งต่อความปรารถนาดีครับ

      Delete

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...