เก็บรายละเอียดให้มากที่สุด
โดยห้ามลบ
วันที่ 19 มกราคม 2561
เครื่องบิน Airbus A 330 ร่อนลงแตะพื้นเมื่อเวลา 10 นาฬิกา 45 นาที ไฟลท์ XJ 620 ที่เดินทางล่าช้าจากสนามบินดอนเมืองก็ลงจอดอย่างปลอดภัย ณ ท่าอากาศยาน New chitose
อากาศข้างหน้าอุณหภูมิ -1 หิมะขาวโพลนปกคลุมพื้นที่โดยรอบสนามบิน แน่นอนยกเว้นรันเวย์ และส่วนสำคัญต่างๆ ของท่าอากาศยานที่เน้นถึงความปลอดภัย
ผมสวมชุดคลุมดำเครื่องแบบยูนิฟอร์มฤดูหนาวที่ยาวเลยเข่าลงมาท่าทางคล้ายเพนกวินตัวใหญ่ ชุดสูทฤดูหนาวนี้โดยปกติแล้วจะออกแบบตัดเย็บให้พอดีกับตัวผู้สวมใส่ แต่ในช่วงหลัง ๆ ผมรู้สึกว่าช่างตัดเสื้อนั้นทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ก้าวออกมาจากตัวเครื่องบิน อากาศหนาวและหิมะรอต้อนรับผมเป็นอย่างดี พนักงานทำความสะอาดเครื่องบินจำนวนหนึ่งก้าวเข้าตัวเครื่องและเริ่มทำความสะอาด สุภาพสตรีหญิงชาวญี่ปุ่นที่มีมารยาทกล่าวทักทายด้วยคำทักทายตอนเช้าแม้เวลาจะล่วงเลยเข้าสู่เที่ยงวัน "โอไฮโยโกไซมัส" ผมกล่าวตอบ
พนักงานทำความสะอาดโผกผ้าบนศีรษะสีน้ำตาลอ่อน พับเป็นสามเหลี่ยมปลายแหลมเอนลู่ไปกับผมด้านหลัง ส่วนใหญ่สูงอายุ และสวมเสื้อยูนิฟอร์มคล้ายๆ กัน ทว่ากางเกงยีนส์และรองเท้าแตกต่างกันไปตามรสนิยม
ผมพบพนักงานทำความสะอาดหญิงคนหนึ่ง มีใบหน้าสวยหมดจดและอ่อนเยาว์ เดินผ่านผมไปไร้คำทักทาย เธออาจเห็นสายตาของผมที่มอง หรือเพียงแค่จริงจังกับการทำงานมากเกินไป จริงๆ แล้วหญิงสาวชาวญี่ปุ่นดูสวยแบบสุขภาพดีเยอะมาก จนอาจต้องนึกทบทวนถึงต้นกำเนิด ชาติพันธ์ รวมถึงสภาพแวดล้อม และแน่นอนอาหารการกิน
เดินออกมาจากตัวเครื่องเข้าสู่ งวง หรือ สายพาน - สะพานที่ต่อกับตัวสนามบินกับเครื่องบิน งวงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นส่วนต่อขยายจากประตูสนามบิน โดยใช้รถเป็นภาหนะในการเคลื่อนย้าย
ผมก้มเปิดกระเป๋าเช็คเอกสารสำคัญอีกครั้งหนึ่งก่อนเข้าสู่เขตสนามบิน เพราะเมื่อเข้าสู่ส่วนนี้แล้ว จะเป็นการยากเป็นอย่างยิ่งที่จะกลับเข้าสู่ตัวเครื่องบินอีกครั้ง
เพราะต้องผ่านการรักษาความปลอดภัยเสียก่อน
สนามบินชิโตเสะ สวยเรียบสไตล์ญี่ปุ่น แต่ผมไม่ไคร่จะกล่าวถึงส่วนนี้มากนัก
สิ่งที่อยากจะพูดถึงคือ ความสุภาพและมารยาทของชาวญี่ปุ่น ที่ไม่นิยมพูดภาษาอังกฤษ (แม้จะพูดได้หรือไม่ก็ตามแต่)
"Tsukare sama deshita" พนักงานหญิงสูงอายุคนหนึ่งกล่าวกับขบวนลูกเรือที่ต่อแถวยื่นตรวจพาสปอร์ตเข้าประเทศ ประโยคดังกล่าวสามารถแปลได้หลากหลายมาก เพราะเป็นประโยคที่เกิดจากรากทางวัฒนธรรม เอาเป็นว่าในที่นี้ แปลง่ายๆ ได้ความว่า "ทำงานได้ดีมาก ขอบคุณที่ทำงานหนักครับ/ค่ะ"
และคำพูดต่าง ๆ ก็มีน้ำเสียงที่ไพเราะน่าฟัง
ผมอาจจะเขียนอะไรที่ดู Bias มากไปหน่อยจริง ๆ ก็ต้องยอมรับว่าผมชอบประเทศนี้มากเอาการแหละ
ก้าวเท้าขึ้นรถที่รอรับลูกเรือ พวกเรานั่งคุยกันไปมองสองข้างทางกันไป
ภาพหิมะขาวโพลนตัดกับพื้นฟ้า และต้นสนสีเขียวให้บรรยากาศคล้ายดาวดวงอื่น
หรือไม่ก็แค่เพราะว่า โลกเรากว้างขึ้น จน อาจคล้ายเป็นดาวดวงอื่น
รถขับเคลื่อนจากสนามบิน เข้าสู่ตัวเมืองชิโตเสะ ตัวเมืองเงียบเหงา ผู้คนไม่พลุกพล่านแม้ในช่วงเวลาใด ๆ ก็ตาม อากาศเย็นแต่ไม่มีลมพัด จึงไม่ถึงกับขนาดที่ทานทนไม่ได้ ต้นไม้ส่วนใหญ่ยืนแห้งไร้กิ่ง คงเหลือเพียงพืชตระกูล สน ที่ยังคงมีใบเขียวให้เห็นบ้างแก้เหงา
รถจอดถึงโรงแรมเมื่อเวลา 11 โมงกว่าซึ่งหากเทียบเป็นเวลาญี่ปุ่นก็จะเป็นเวลา บ่ายโมง ผมอาบน้ำนอนและตื่นในอีก สามชั่วโมงถัดมา
ผมมีนัดกับแม่น้ำชิโตเสะ ในทุกไฟลท์ที่ผมบิน ผมชอบเดินชมธรรมชาติรอบ ๆ ที่พัก หรือที่ใด ๆ ก็ตามที่สองเท้าย่ำกรายไปถึงได้ หรือหากมีขนส่งสารธารณะก็ต้องสามารถเข้าถึงได้ไม่ยากนัก
เวลาสี่โมงเย็นญี่ปุ่น ถือว่าเย็นย่ำมากแล้ว เนื่องจากพระอาทิตย์จะตกในเวลา สี่โมงครึ่ง ผมจ้ำเท้าออกจากโรงแรมตรงสู่แม่น้ำ ชิโตเสะ พื้นฟุตปาธ เต็มไปด้วยหิมะอัดแน่นที่เกิดจากฝ่ารองเท้าของมนุษย์เหยียบย่ำมาตลอดทั้งวัน เมื่อเหยียบเท้าลงไปให้ความรู้สึกเหมือนน้ำแข็งกดที่อัดแน่น ส่งเสียงกรอบแกรบเบา ๆ แต่หนักแน่นต่างจากใบไม้แห้ง พื้นลื่นและเดินยากกว่ามากแม้ใช้รองเท้าเดินป่า ที่สามารถเดินบนน้ำแข็งได้ในระดับหนึ่ง
พื้นหิมะนี้แบ่งออกได้เป็นสามอย่างคร่าว ๆ จากการสังเกต 1.พื้นหิมะใหม่ หิมะประเภทนี้จะหนานุ่ม สามารถกอบขึ้นมาทำเป็นลูกบอลหิมะ ปาเล่นหรือสร้างตุ๊กตาหิมะได้ หากเหยียบย่ำลงไปเท้าจะจมหายลงไปในหิมะ หิมะแบบนี้ไม่ลื่นแต่เดินลำบากเพราะต้องคอยชักเท้าออกจาก "รู" หิมะ
2.หิมะเก่าแต่ยังไม่แก่ หิมะแบบนี้ เหยียบแล้วไม่จมเพราะถูกคนข้างหน้าๆ เหยียบมาแล้ว หิมะประเภทนี้จะเป็นหิมะที่เกือบกลายเป็นเกร็ดน้ำแข็ง มีเสียงดังมากที่สุด ลื่นกว่าหิมะประเภทแรกเพราะ
3.หิมะแก่ อาจเป็นหิมะที่เกิดมาแล้วหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ หิมะจะเป็นสีดำและแน่นจนกลายเป็นน้ำแข็งลื่นๆ สีดำ ไม่สวย ไม่ควรค่าแก่การถ่ายรูป และลื่นมากที่สุด หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง รองเท้าประเภทเดียวที่สามารถเดินบนพื้นแบบนี้ได้ดี คือรองเท้าที่ใส่เดือยสำหรับเดินพื้นน้ำแข็ง
ในเวลาบ่ายสี่โมง ผู้คนบนท้องถนนก็ยังคงดูประปราย ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม ทิศตะวันตกอยู่ด้านหลังเยื้อง ๆ ผม ดังนั้นเมื่อเดินไปสักพักผมมักจะหันกลับมาชมการเปลี่ยนแปลงเฉดสีของท้องฟ้าเสมอ เมืองชิโตเสะ ไม่ได้มีผู้คนอยู่หนาแน่น และไม่มีโครงสร้างตึกสูงมากเท่าเมืองใหญ่ ท้องฟ้ายังคงงดงามและอากาศสดชื่นบริสุทธิ์
ผมเดินต่อมาอีกห้านาทีจึงถึงแม่น้ำชิโตเสะ เสียงแม่น้ำไหลเอื่อย ในเส้นทางที่มนุษย์สร้างไว้ ให้ไหลผ่าน สองข้างแม่น้ำเป็นทางเดินเล่นที่มีราวจับ หิมะปกคลุมทั้งหมดแต่ยังคงเห็นเส้นทางได้ชัดเจน เป็ดสองสามตัวว่ายทวนน้ำ บ้างตามน้ำบ้าง ก่อนพาตัวเองไปยังเกาะกลางแม่น้ำได้เป็นผลสำเร็จ
สีขนของเป็ดบ่งบอกเพศ เป็ดสามตัว เป็น ตัวผู้สองตัวและตัวเมียหนึ่งตัว ตัวผู้และตัวเมียคู่หนึ่งผ่านไปก่อนที่ตัวผู้อืกตัวจะตามเข้าไป ผมเดินต่อ และเลิกสนใจเรื่องส่วนตัวของเป็ด
ผมพบสนามเด็กเล่นที่ยังมีโครงสร้างสำหรับปีนป่าย ชิงช้า และแผงลอยสำหรับโหน เด็กสองสามคนปั้นหิมะเล่นอยู่ ณ บริเวณนั้น "Hey look at this shit" เด็กชายหัวโจกใส่วแว่นตะโกนเป็นภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำสำเนียงอะไรไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ british เพื่อชี้ให้เพื่อนดูประติมากรรมหิมะที่ตนตั้งใจทำ ผมนั่งลงบนม้านั่งข้าง ๆ หยิบเสบียงที่แอบไปซื้อเมื่อสองภารากราฟก่อนขึ้นมากิน ไก่ทอดและคร๊อกเกทมันฝรั่ง อาหารจากร้านสะดวกซื้อที่ผมโปรดปรานที่สุด โดยเฉพาะครอกเกตมันฝรั่งกินกับซอสจากแฟมิลี่มาร์ท อร่อยลงตัวที่สุด
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงอย่างรวดเร็ว สีส้มจาง ๆ เริ่มกระจายเต็มท้องฟ้า ก่อนที่จะถูกความมืดเข้าแทนที่ ผมลุกจากม้านั่ง จด ๆ จ้อง ๆ กองหิมะเบื้องหน้า นึกอยากปั้นลูกบอลหิมะขึ้นมาสักก้อน ผมลุกขึ้นลงลังเลอยู่นานก่อนตัดสินใจใช้ถุงมือผ้าที่สวมอยู่โกยหิมะขึ้นกอบเป็นก้อนไว้ในอุ้งมือ
หิมะไม่กลายเป็นก้อนอย่างใจ และถุงมือผ้าเปียก ครู่เดียวผมก็รู้สึกหนาวแปลบจึงถอดถุงมือออก มือของผมกลายเป็นสีม่วงนิดๆ ผมเก็บถุงมือลงกระเป๋า และปาบอลหิมะครึ่งลูกทิ้ง
ผมเดินย้อนกลับในทางเดิม ตามทิศทางแม่น้ำ ฝูงเป็ดหายไปหมดแล้ว เสียงแม่น้ำไหลแผ่วเบา หากเร่งย้ำเดินจะได้ยินเสียงหัวใจและเสียงฝีเท้ากลบจนหมด ต่อเมื่อก้แต่ เดินอย่างแผ่วเบาและเชื่องช้าจึงจะได้ยินเสียงแม่น้ำไหล แม่น้ำชิโตเสะนี้มีน้ำมากและเสียงก็ถือว่าดังอยู่แต่หมวกไหมพรหมที่ใส่คลุมหูทั้งสองข้างทำให้เสียงรอบตัวเบาลงไปมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเดินเข้าสู่ช่องลอดใต้สะพาน เสียงแม่น้ำก็ดังกึกก้องขึ้นมา
ผมรู้สึกปวดฉี่ ก่อนหันซ้ายหันขวา แต่ในที่สุดก็ทำใจไม่ได้ ทำเพียงแค่เดินออกมาจากช่องลอดเท่านั้น การฉี่ในอุโมงค์นั้นไม่มิดชิดและน่าจะทำลายบรรยากาศได้มากพอสมควร
ผมเดินเลียบลำน้ำครู่หนึ่ง ทอดสายตาไปกลางแม่น้ำ และพบก้อนสี่ขาว มากมายอยู่กึ่งกลางแม่น้ำนั้น ในตอนแรกผมคิดว่ามันคือเนินดินที่ขึ้นสูงประปรายชะลอความเร็วน้ำ ทว่าเมื่อเพ่งมอง เนินดินเหล่านั้นกลับเป็นฝูงหงส์ หรือ อาจจะเป็นห่านตัวโต สีขาวนวล จอดนอนอยู่บนเนินดินริมน้ำ บางตัวยังคงแช่ขาไว้ในน้ำแต่ซุกลำคอยาวไว้ในตัวอ่ย่างมิดชิด เหมือน มนุษย์ซุกมือในเสื้อกันหนาวตัวหนา แต่บางตัวก็ฉลาดกว่านั้นโดยการขึ้นมายืนบนเกาะกลางน้ำ ผมมองแล้วคิดชื่นชม สีขาวที่แนบเนียน สีขาวที่ยอดเยี่ยม
ในช่วงเวลานั้นฟ้าก็มืดลงจนแทบจะไม่เห็นแสงอาทิตย์ พระจันทร์ลอยเด่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่ทันสังเกต ขึ้นนี้จันทร์เกือบเต็มดวง ผมยกกล้องมือถือขึ้นมา พยายามถ่ายภาพ แต่ก็ได้ภาพไม่สวยเหมือนที่คิดไว้ คอนทราสไม่ดี และพระจันทร์ดวงไม่ใหญ่พอเหมือนในภาพยนตร์การ์ตูน
ความต้องการที่จะฉี่เร่งเร้าให้ผมเดินไวขึ้น และเลิกใส่ใจเสียงแม่น้ำแผ่วเบา ผมบ่ายหน้ากลับ แต่ยังมิวายใช้ทางอ้อม เพื่อเปิดแผนที่ ศึกษาสถานที่ต่าง ๆ รอบตัว การรู้จักพื้นที่รอบตัวเราให้มากขึ้น จะทำให้คุณรู้สึกสนิทใจที่จะอยู่และสบายใจ มากขึ้นผมรู้สึกอย่างนั้น
เหมือนทำให้สถานที่ไว้ใจเรา เหมือนเวลาทำความคุ้นเคยกับสัตว์ต่าง ๆ
ทางเดินขากลับไม่มีอะไรที่น่าสนใจเท่าไหร่แล้ว มีไฟแดงอยู่แทบทุกทางข้ามถนนสำหรับคนเดิน และแม้ถนนจะโล่งแค่ไหน แต่หากสัญญาณเป็นไฟแดง ผู้คนก้มักจะไม่ข้ามถนน
ระหว่างทางกลับผมแวะซื้ออาหารเย็นและอาหารเช้าสำหรับวันพรุ่งนี้
ข้าวปั้น และซูชิราคาถูก หลังจากลองชิมแล้วก็พบว่าคุณภาพสมราคา แต่มีมาตราฐานญี่ปุ่น
ผมซื้อนมกล่องเล็กไปฝากแม่ (หน้ากล่องเขียนว่า นมที่อร่อยจากฮอกไกโด)
และสตรอเบอรรี่กล่องเล็กไปฝากแฟนๆ (หน้ากล่องมีรูปการ์ตูนและภาษาญี่ปุ่น)
เข้าถึงห้องพัก สมองมึนงงจากการได้นอนน้อยเกินไป
พยายามเขียนไดอารี่แบบมึนๆ ใส่รายละเอียด และลบให้น้อยที่สุด
บางทีความสามารถในการเขียนอธิบายได้เห็นภาพอย่างละเอียดและสวยงาม อาจเกิดจากการเขียนไดอารี่ได้อย่างยอดเยี่ยม
No comments:
Post a Comment