Test

Saturday, March 29, 2014

บทที่ 3 : เส้นทางสู่แฟร์แบงค์

บทที่ 3 : เส้นทางสู่แฟร์แบงค์
วันที่ 24 มีนาคม

            หลังจากที่ตื่นขึ้นจากการหลับไม่ค่อยเต็มอิ่ม พวกเรามีนัดกับแชดตอน 9 โมงเช้าโดยดูจากตารางการเดินรถ[1]ทำให้เราทราบว่ารถเมล์รอบแรกจะมาตอน 11.00 ในทุกวันอาทิตย์ และบังเอิญเป็นอย่างยิ่งว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์นั่นหมายความว่าพวกเราจะต้องออกจากสนามบินแห่งนี้โดยวิธีอื่นที่ไม่ใช่รถเมล์

            เมื่อเช็คแล้วว่าไม่มีทางอื่นเข้าเมืองได้อีกนอกจากแท๊กซี่พวกเราจึงเริ่มออกหาคนที่จะ แชร์ค่าแท๊กซี่ไปกับพวกเรา การหาเพื่อนร่วมทางนอกจากจะได้เพื่อนใหม่ๆเพิ่มขึ้นแล้วยังเป็นการประหยัดงบการเดินทางได้อย่างดีอีกด้วย

            สนามบินยังคงมีผู้คนให้เห็นบางตาแต่พวกเราก็ไม่แปลกใจเท่าไรนักเพราะนอกจากขนาดที่เล็กของสนามบินแล้ว ฤดูหนาวยังเป็นฤดูที่ไม่ค่อยมีคนนิยมมาเที่ยวสถานที่ที่มีแต่หิมะและน้ำแข็งเช่นอลาสก้า เมื่อสายตาสอดส่องไปยังตู้กดเงินเราก็พบครอบครัวคนผิวดำ 2-3 คนได้แก่ผู้หญิงที่ดูเคร่งเครียดที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่และเด็กชายหญิงที่ดูแล้วคาดว่าคงมีอายุประมาณ 14-15 ปี ในสนามบินที่รกร้างผู้คน พวกเราตัดสินใจเข้าไปคุยกับเด็กชายผิวดำที่ดูโตกว่า เสื้อตัวใหญ่กับหมวกแก๊ปปีกกว้างแบบฮิปฮอป เด็กชายกลับมีท่าทีพูดคุยต่างจากเครื่องแต่งกายที่มองเห็น . . . เขาพูดจาธรรมดาไม่ใช่พูดคำด่าคำอย่างที่เด็กไทยชอบเลียนแบบแร็ปเปอร์ชื่อดังจากต่างชาติ หลังจากได้พูดคุยกันทำให้เราทราบว่าพวกเขามาจากไมอามี่ รัฐหนึ่งของอเมริกาและกำลังมีปัญหาในการกดเงินออกมาใช้ หลังจากคุยกันอยู่พักหนึ่ง เราก็ขอบคุณและเดินจากไปเมื่อทราบว่าพวกเขาจะยังไม่ไปไหนหากยังกดเงินออกมาไม่สำเร็จ

            เวลาผ่านไปเราพบกับเด็กชายผิวสีอีกครั้งท่าทางเหนื่อยหอบจากการวิ่งตามหาเราก่อนที่เขาจะยื่นตารางเดินรถประจำทางของสนามบินให้
   พวกเรากล่าวขอบคุณอีกครั้งพร้อมกับอธิบายให้เขาฟังว่าไม่มีรถก่อนเวลา 11 โมงในวันอาทิตย์ ดวงตากลมซื่อของเด็กชายฉายแววเศร้าเล็กน้อยก่อนจะพยายามบอกกับเราว่าให้ไปลองดูที่ท่ารถ

            พวกเรายิ้มและเดินไปดูที่ท่ารถด้วยกันกับเด็กชายแม้จะมั่นใจว่าที่นั่นไม่มีรถประจำทางใดๆรออยู่ อากาศที่หนาวเหน็บภายนอกแต่หัวใจพวกเรากลับอบอุ่นรอยยิ้มและดวงตาสีขาวกลมโตตัดกับสีผิวของเด็กชายยังคงประทับใจพวกเราอยู่ถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่เราทั้งสองต่างก็เพิ่งมาเที่ยวที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกัน

            ถึงแม้ว่าการช่วยเหลือจะไม่สำเร็จ แต่แค่เพียงความพยายามในการช่วยเหลือ บางครั้งก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ อะไรหลายๆอย่างดีขึ้นมาอย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้ยังคงไม่ขาดแคลนน้ำใจจนเกินไปนัก

            ภายในสนามบินเราพบกับเชอรี่ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดแต่งตัวคล้ายๆกับสาวออฟฟิศในเมืองเขตหนาว เช่น ถุงมือ เสื้อโค้ท ผ้าพันคอ และ รองเท้าบูทสูงที่ไม่ค่อยเข้ากับเสื้อผ้าอื่นๆสักเท่าไหร่ เธอกำลังง่วนอยู่กับใบแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในศูนย์แนะนำนักท่องเที่ยว

หลังจากคุยกันเธอบอกกับเราว่าเธอเกิดที่เกาหลีใต้แต่เป็นคนอเมริกันและทำงานที่ลอสแองเจิลลิสมาได้ 18 ปีแล้ว เธอมาเที่ยวคนเดียว เราไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับครอบครัวของเธอหรือว่าทำไมเธอถึงมาเที่ยวคนเดียว เพราะคำถามบางอย่างที่อาจจะนำไปสู่ความไม่สบายใจของผู้ให้คำตอบบางครั้งถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่น่าจะต้องถามโดยเฉพาะคำถามที่อาจจะสร้างความลำบากใจให้ทั้งสองฝ่ายในช่วงเวลาอันน้อยนิดที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน (ผมหมายถึงในรถแท๊กซี่)

ถนนที่พวกเรานั่งออกมาจากแองคอเรจนั้นมีหิมะถูกกองไว้เป็นเนินสูงตลอดสองข้างทาง และถึงแม้ว่าเราจะเห็นรถโกยหิมะที่จอดอยู่เป็นระยะๆแต่ก็ยังพอมีหิมะและน้ำแข็งเกาะพื้นถนนให้คนขับแท๊กซี่ได้สถบเล่นบ้างในเวลาที่รถลื่น

แองคอเรจในเวลา 9 โมงเช้าเช่นนี้แทบจะร้างผู้คนแต่ต้นไม้ที่มีอยู่มากมายทำให้เมืองดูไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก และพวกเราสองคนก็ยังคงตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกใหม่ที่ได้เห็นถึงแม้ว่าจะเป็นทางเดียวกับที่ผ่านมาเมื่อวานก็ตาม แองคอเรจก็เหมือนเมืองอื่นๆในอเมริกาที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูปิดและตื่นสายในวันอาทิตย์

ด้วยความที่รถยนต์มีน้อยหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ แต่ที่นี่เมื่อรถเห็นคนที่จะข้ามถนน รถทุกคันจะชะลอความเร็วลงโดยไม่มีข้อแม้ (แต่เท่าที่เราเห็นทุกๆคนก็ข้ามถนนในที่ๆจัดไว้ให้ เช่นทางม้าลายที่มีปุ่มกดสัญญาณข้ามถนน) นับว่าการข้ามถนนในเมืองแห่งนี้เป็นอะไรที่ปลอดภัยมากๆเลยทีเดียว (เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมฝรั่งไม่กล้าข้ามถนนที่ไทย)

            ระหว่างที่อยู่บนรถพวกเราคุยกับเชอรี่ถึงเรื่องความเป็นอยู่และสถานที่ที่เธอกำลังจะไปต่อ เธอเล่าว่าเธอเที่ยวพอแล้วและกำลังจะกลับลอสแองเจิลลิสไปทำงานในค่ำวันนี้ พวกเราจึงเล่าเรื่องการเดินทางของพวกเราบ้าง เธอยิ้มและหัวเราะเมื่อเราเล่าเรื่องกระเป๋าหายและได้คืนพร้อมกับสมทบว่าพวกเราโชคดีมาก

เมื่อมาถึง มิเตอร์แท๊กซี่บอกราคา 20$ โดยประมาณพวกเราก็ส่งเธอลงที่ สปา แห่งหนึ่งใกล้ๆกับโรงแรมกัปตันคุก เธอจากไปพร้อมกับรอยยิ้มแต่เรากลับสัมผัสได้ถึงมวลอากาศเหงาที่เธอทิ้งไว้ในรถ . .การเที่ยวคนเดียวก็อาจจะสนุกดีแต่คงไม่ใช่ในที่แปลกถิ่นและห่างไกลเช่นนี้สำหรับพวกเรา

       โรงแรมกัปตันคุกยังดูสวยสง่าราวกับเป็น ”ที่พำนักของโจรสลัด” ชั้นเยี่ยม พนักงานรักษาความปลอดภัยหนวดเฟิ้มเปิดประตูต้อนรับเราและยิ้มให้อย่างเป็นมิตรก่อนจะกล่าวคำทักทาย ภายในพื้นที่ของโรงแรมกัปตันฮุคตกแต่งสไตล์โรโกโก หรือ สไตล์ที่ดูหรูหราด้วยสีเงินและทอง ด้านพนังก็ประดับไว้ด้วยภาพและคำบรรยายเกี่ยวกับยุครุ่งเรืองของโจรสลัด มีปืน มีหมวกและปืนไขว้ ติดโชว์อยู่เด่นหราบนกำพนังสีลูกพีช พวกเราสอบถามจากพนักงานบริเวณนั้นและทราบว่าแชดยังมาไม่ถึง ภายนอกหน้าต่างของโรงแรมกัปตันคุกผู้คนเริ่มเดินผ่านไปผ่านมาให้เห็น แต่ก็ยังนับว่าน้อยมากอยู่ดีเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ที่พวกเราจากมา

            เมื่อแชดมาถึงเรากล่าวทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่เขาจะจัดการโทรเรียกบริษัทเช่ารถให้มารับพวกเรา ดูท่าทางเขายังคงยิ้มๆสบายๆราวกับว่าในโลกนี้ไม่น่าจะมีอะไรกวนใจคอนซีเอิจอารมณ์ดีคนนี้ให้หงุดหงิดได้

            พวกเราบอกลาแชดด้วยรอยยิ้ม ท่าทางเขาก็คงยังไม่รู้ว่าพวกเราไม่ได้พักที่นี่ . . . .ขอโทษนะแชดถ้าคุณเข้าใจผิดแต่อย่างไรคุณก็ดีกับพวกเรามากพวกเราจะจำชื่อคุณไว้และจะกล่าวถึงอย่างชื่นชมในบางโอกาส (เช่นโอกาสนี้เป็นต้น) ก่อนที่รถจะมาแชดก็ส่งนามบัตรที่ทำจากกระดาษพับครึ่งอย่างดี (น่าจะเป็นกระดาษ 100ปอนด์ ) สีโอรสสดใสประทับตราโรงแรมกัปตันคุก พร้อมกับชื่อของเขาเด่นเป็นสง่าอยู่ภายในให้กับพวกเรา 1 ใบ
            “ไปถึงแล้วยังไงเล่าให้ผมฟังบ้างนะ” แชดขยิบตาบอกกับพวกเราก่อนที่จะจากลากันอีกครั้ง

เมื่อมาถึงเราก็พบว่าค่าเช่ารถแพงกว่าที่พวกเราคิดไว้มากทีเดียว
จริงๆมันก็เท่ากับตอนที่คุยกันไว้นะแหละเพียงแต่พอบวกค่าประกัน ค่านู่นนี่ มันก็แค่คูณสองเข้าไปค่าเช่ารถโดยประมาณ 7 วัน 800$ แต่เราก็ได้ประกันสำหรับทุกๆอย่างและเบอร์โทรฉุกเฉินหากรถเป็นอะไรไปกลางทาง ผมไม่มีใบขับขี่สากล แต่ก็โชคดีที่ใบขับขี่ไทยมีภาษาอังกฤษกำกับทางร้านเช่ารถจึงยอม [2] เพื่อนร่วมทางคันใหม่เป็นรถ โตโยต้า โคโรร่า สีขาวสวยราวกับหิมะ เมื่อลองขับดูซักพัก ก็พบว่ารถคันนี้ใหม่ใช้ได้ทีเดียวและทุกอย่างน่าจะปกติ (ผมไม่สามารถถอดรถออกมาเช็ดได้อย่างละเอียดหรอก!) และเธอก็พร้อมแล้วสำหรับการเดินทาง!

สถานที่แรกที่เราแวะไปก็คือห้างที่ขายของราคาถูกและชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา วอลมาร์ท! หลังจากจอดรถบนที่จอดรถที่มีอยู่มากมายเราพบผู้ชายคนหนึ่งตัวใหญ่ผิวออกแดงไม่ขาวไว้หนวดประปรายดวงตาเล็กและคิ้วหนา เขาบอกว่าเขาเป็นโฮมเลสหรือพวกที่ตกงานแล้วก็ไร้บ้านนั่นเอง เขาพูดกับพวกเราอย่างสุภาพและขอให้พวกเราช่วยเลี้ยงอาหารเขาสักมื้อได้หรือไม่. . บางทีอาจจะเป็นแค่แม๊คโดนัลล์ สักมื้อที่นี่แม๊คฯ ราคาพอๆกับร้านอาหารทั่วไป (6-8$)

พวกเราตอบตกลงด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง ในสถานที่นี้เราเป็นต่างด้าวเหมือนกันต่างกันแค่เราพอมีเงินแต่เขาไม่มี

ชายโฮมเลสเล่าให้เราฟังว่าพวกเขามีทั้งหมด 3 คนเป็นเอสกิโมอพยพ 2 คนและเนวันดา 1 คนชีวิตของพวกเรานั้นโหดร้าย ผ่านสงครามและการอพยพจนทำให้ไม่เหลือครอบครัว ไม่เหลืออะไรเลย
ผมถามต่อถึงสภาพความเป็นอยู่ของเขา เขาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงโทนต่ำและเบาอย่างคนขาดความมั่นใจ พอได้ใจความว่า รัฐบาลจะคอยจัดหางานให้พวกเขาแต่นานๆจะมีสักทีหนึ่งและในทุกๆเย็นวันจันทร์จะมีซุปอุ่นๆ ไว้แจกที่บริเวณ “เชลเตอร์” ซึ่งน่าจะหมายถึงบ้านพักชั่วคราวนั่นเอง

ในตอนนี้สภาพความเป็นอยู่ของเขาลักษณะการพูดจา การกินอาหารทำให้ผมนึกถึง “คนจรจัด” ในบ้านเรา โฮมเลสพวกนี้ถึงจะดูสกปรกแต่ก็ยังมีเสื้อผ้าใส่ สภาพร่างกายก็ไม่ได้ดูขี้โรค ติดยา หรือมีกลิ่นเหม็นโชย และการพูดจาก็ยังถือว่าทำได้ดี จนผมอดตั้งข้อสงสัยถึงความเป็น ”เมืองพุทธ” ที่คนไทยเราภูมิใจนักหนาไม่ได้

            ในระหว่างที่กินอาหารอยู่เรายังพบ คนที่เข้ามาพูดเรื่องศาสนาคริสต์ พูดเรื่องพระเจ้าและเรื่อง Believer (อ่านว่า บีลีฟเวอร์ ไม่ใช่นักร้องวัยรุ่นชื่อดังชาวอเมริกัน) เขาพูดว่า เรามีอะไรที่เหมือนกัน ตรงที่เราทำความดี เขามั่นใจ เขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าเรา ศาสนาอะไรบางที ศาสนาของเอเชียคงจะมีมากเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ

            การขับรถในอลาสก้าครั้งนี้ไม่สิ ในอเมริกาหรือประเทศแถบยุโรปแทบทั้งหมดจะมีพวงมาลัยอยู่ที่ด้านซ้ายของรถ แต่มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดสำหรับคนที่มีความจำเป็นจะต้องขับเช่นพวกเรา (ใช่! พวกเราเช่ารถมาแล้ว) ปิดกระจกเปิดฮีทเตอร์และพวกเราก็พร้อมออกเดินทาง

เรามุ่งหน้าออกจาก แองคอเรจ เมื่อเวลาประมาณ บ่ายโมง จุดมุ่งหมายต่อไปของเราคือ
 เดนาลิ เมืองตีนภูเขาที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งในรัฐ อลาสก้า

บน ภาพผมและรถโตโยต้า คอโรร่าสีขาวที่เพิ่งเช่ามาสดๆร้อนๆ

     เมื่ออกจากแองคอเรจ มาได้สักสิบห้านาที เราก็เริ่มเข้าสู่ไฮเวย์ (คล้ายๆกับถนนออกต่างจังหวัดบ้านเรา) มันเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดเส้นทางหนึ่งที่เราเคยพบเห็นในชีวิตของเราถนนที่ เรียบ สวยงาม ปราศจากขยะและสองข้างทางรายล้อมไปด้วย ภูเขา และ ทุ่งหิมะสีขาว มันสวยมากซะจน ผมสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของมัน คล้ายกับผู้หญิงบางคน ที่เราได้แต่วาดฝันถึงความนุ่มนวลของเธอ แม้จะไม่ได้สัมผัสแต่ก็มีความสุข . .

ท้องฟ้าสีฟ้าจัดและเมฆรูปทรงแปลกๆทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ฟ้าที่เราเห็นที่นี่กับฟ้าที่บ้านของเรานั้นเป็นฟ้าเดียวกันจริงหรือ. . . อาจจะเพราะอากาศ,อุณหภูมิหรืออะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้ ฟ้าที่นี่มีสีฟ้าจัดกว่าบ้านเราอย่างแน่นอน เมื่อมองตรงไปผมก็เห็นถนนที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา เส้นขอบฟ้าก็ดูจะแนบชิดติดกับทุ่งน้ำแข็งอันเวิ้งว้างว่างเปล่าที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยภูเขาหิมะแมคคินลีที่อยู่เบื้องหน้า  ภูเขาแมคคินลีหรือเดนาลีจัดได้ว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแถบ อเมริกาเหนือ ซึ่งมีความสูงราว 20,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล และเป็นส่วนหนึ่งเทือกเขาอลาสก้าเบื้องหน้าของพวกเรานั่นเอง

นนกำลังพยายามถ่ายรูปข้างทางผ่านกระจกรถในขณะที่ตัวผมกำลังขับรถอยู่ ในขณะที่หน้าปัดรถบอกความเร็ว 80 ไมล์ต่อชั่วโมง(เกือบ 130 กม./ชม.) ลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามาจากกระจกรถที่แง้มไว้ทำให้มือผมเริ่มจะชา และภาพบรรยากาศที่งดงามสองข้างทาง ก็ทำให้ผมคิดว่าบางทีผมอาจกำลังฝันไป
ล่าง นนและผมกำลังกินขนมปังราคาถูกที่ซื้อมาจากวอลมาร์ท (เรียงจากซ้ายไปขวา)
 


พวกเราพักจอดรถกลางทางเพื่อกินขนมปังถูกๆที่ซื้อมาจากวอลมาร์ท มันเป็นอาหารที่มีไว้เพื่อประทังชีวิตอย่างแท้จริง มันเป็นขนมปังแถวยาวที่ราคาพอๆบ้านเรา  (1.5 $ ซึ่งนับว่าถูกที่สุดแล้วถ้าเทียบกับอาหารประเภทอื่นๆ) พวกเราทามันกับครีมเฮเซลนัทชอคโกแลตกินอย่างเอร็ดอร่อยท่ามกลางลมที่เย็นเยียบ (ขนมปังราคาถูกนี้จัดเป็นอาหารมื้อหลักของเราตลอดการเดินทางครั้งนี้)

ฤดูท่องเที่ยวของอลาสก้า ส่วนใหญ่จะอยู่ในฤดูร้อนไม่ใช่ฤดูหนาวเช่นในเวลานี้ รถที่สวนไปมาจึงบางตาตลอดเส้นทาง และหากจะบอกว่าส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นรถบรรทุกที่มีคนขับโพกผ้าใส่แว่นกันแดดและหน้าตาเหี้ยมเกรียมคล้ายในหนัง ก็ไม่ผิดมากนัก

ไฮเวย์เส้นที่พวกเรากล่าวถึงนี้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า จอร์จ พาร์ค ไฮเวย์ ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่บริเวณทิศเหนือของแองคอเรจไปจนถึงแฟร์แบงค์ มีความยาวทั้งสิ้น 323 ไมล์ (520 กิโลเมตร) หรือรู้จักกันในถนน แองคอเรจ-แฟร์แบงค์นั่นเอง โดยตลอดระยะทางเส้นนี้จะมีจุดจอดพักรถและให้ถ่ายรูปกันเป็นระยะๆ ทำให้พวกเราเริ่มรู้สึกดีขึ้นและคิดในแง่ดีว่าหากนั่งรถไฟไปคงจะไม่ได้สัมผัสอะไรอย่างนี้แน่นอน

เวลาผ่านไป รถคันอื่นๆเร่งความเร็วขับแซงพวกเราไปอย่างไม่สนใจ พวกเขาคงเคย พบมันทุกวัน . . . สิ่งที่สวยงามต่อให้สวยอย่างไรก็คงมีวันเบื่ออาจจะเปรียบได้กับ
ซ้าย ภาพถ่ายของผมบริเวณริมถนน จอร์จ ปาร์คไฮเวย์และมีเทือกเขา
อลาสกาเป็นฉากหลัง
 

ภูเขาหิมะในฤดูหนาวแต่ภูเขาหิมะในฤดูร้อน (ที่พวกเราเห็นในภาพ) มักจะมาพร้อมกับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักที่พร้อมจะจ่ายสำหรับกิจกรรมใดๆที่พวกเขาโปรดปราน ชาวอลาสก้าคงรักมันมากกว่า มันเป็นสิ่งที่สวยงามและมีประโยชน์

พวกเรามาถึงเดนาลีในเวลาประมาณบ่ายสามโมง เดนาลีในเวลานี้ ไม่มีใครอยู่เลย. . .อีกทั้งอุทยานแห่งชาติก็ปิด ยังคงเหลือแต่โรงแรมใหญ่ๆ ที่คาดว่าคงแพงเกินไปสำหรับนักเดินทางกระเป๋าลอย  เช่นพวกเราและมันก็คงจะรู้สึกแปลกๆ หากต้องอยู่ในโรงแรมขนาดใหญ่ที่เปิดอยู่เพียงไม่กี่ห้อง
ภาพเดนาลีที่พวกเราเห็นจากโฆษณา เป็นเดนาลีในฤดูร้อน เดนาลีที่มีใบไม้สีเขียวตัดกับดอกสีแดงและมีภาพเบื้องหลังเป็นภูเขาหิมะสีขาวนวล ที่ยังคงไม่ละลาย

            เมื่อขับรถวนดูซักพักพวกเราตัดสินใจขับต่อมาจนถึง แฟร์แบงค์ รวมระยะทางจาก แองคอเรจแล้วก็ประมาณ 400 ไมล์หรือประมาณ 640 กิโลเมตรมันเป็นการขับรถที่ไกลที่สุดของผมตั้งแต่ได้ใบขับขี่มาประมาณปีกว่าๆ. . . และถึงแม้ผมจะขับดีบ้างไม่ดีบ้าง (ยิ่งเวลาขับผ่านแอ่งน้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็งรถจะลื่นมากจนรู้สึกได้) แม้ นนจะนอนไม่หลับเลยตลอดทางทั้งๆที่มันบอกว่า ปกติมันขึ้นรถแล้วหลับง่ายยิ่งกว่าอะไร อย่างไรก็ตามผมก็พาพวกเรามาถึงจุดหมาย

            แฟร์แบงค์ในยามดึกเงียบเหงาแต่ก็ยังพอเห็นผู้คนบ้างประปราย อากาศเย็นลงจนในรถต้องเปิดฮีทเตอร์ตลอดเวลา การหาบ้านพักเอาดาบหน้าแบบนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดี แต่การเดินทางที่ไม่มีการวางแผนก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราเหนื่อยกันมาหลายวันและต้องการเตียงที่อุ่นและนุ่มกว่าเบาะสนามบิน

            พวกเราขับรถวนสอบถามหาโรงแรมกันพักใหญ่ จนสุดท้ายพวกเราก็บังเอิญมาเจอบ้านพัก เซเว่นเกเบิ้ล ( 7gables ) หรือแปลเป็นไทยได้ว่า 7 หน้าจั่ว บ้านที่ปรับให้กลายเป็นห้องพักของนักเดิน ที่ด้านหน้าเป็นทุ่งหิมะที่พวกเราเดาว่ามันคงเป็นแปลงดอกไม้ที่สวยมากในฤดูร้อน
ผมจอดรถในที่ที่ดูเหมือนจะมีหิมะครอบครองอยู่เต็มไปหมด ก่อนจะค่อยๆเดินลงมาช้าๆ หิมะสูงท่วมรองเท้าของเราทำให้ต้องระวังมากเป็นพิเศษในทุกๆย่างก้าว

บริเวณหน้าประตูไม่มีกริ่งใดๆที่ให้กดได้ แต่ประตูที่ไม่ได้ล็อคประกอบกับอากาศที่เย็นเยียบในยามค่ำคืน ทำให้เราถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปก่อนจะพบกับแปลงปลูกผักเล็กๆในบ้านที่เห็นร่องรอยของความพยายามปลูกอะไรสักอย่างแต่ไม่สำเร็จ มองตรงไปเบื้องหน้าก็เห็นทางแยกเป็นบันไดขึ้นทางซ้ายและทางขวา โดยยังไม่ทันที่จะตัดสินใจถูก ชายแก่หนวดรุงรังคนหนึ่งก็เปิดประตูด้านขวาออกมา เมื่อเราแจ้งจุดประสงค์ของการมาแก่ชายดังกล่าวเรียบร้อย เขาจึงเชื้อเชิญเราให้เข้ามาด้านในอย่างสุภาพ

ภายในบ้านถูกตกแต่งด้วยโทนสีส้มสว่างตลอดทางเดินและเพิ่มจุดเด่นด้วยหนังสือมากมายที่ดูเหมือนวางอยู่ในทุกหนทุกแห่งตามที่จะมีโอกาสวางได้ ผมหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาดู มันเป็นคู่มือทำขนมเล่มหนาหน้าปกสีสวยที่มีกระดาษข้อความเล็กๆเสียบอยู่เต็มไปหมด พลิกมันไปมาครู่หนึ่งก่อนจะวางลง หนังสือเหล่านี้ทำให้บ้านนี้ดูเป็นบ้านที่อบอุ่นและหนอนหนังสืออย่างผมก็รู้สึกได้ถึงตัวหนังสือที่เป็นมิตรหลั่งไหลมาจากกองหนังสือเหล่านั้น ผมหลงรักบ้านหลังนี้เข้าเสียแล้ว

เดินเข้ามาจนถึงห้องโถงเราก็สังเกตเห็นว่ามีเปียโนหลังหนึ่งถูกวางไว้ พร้อมกับโน๊ตเล็กๆที่ติดไว้ว่า “ของส่วนรวมกรุณาใช้อย่างเบามือ” และเมื่อเดินจนถึงห้องครัว “พอล” ชายแก่เจ้าของบ้านก็เริ่มแนะนำตัวและยื่นชาอุ่นๆให้พวกเราก่อนที่จะสอบถามที่มาที่ไป

เมื่อจิบชาจนอุ่นดีแล้วพอลก็อธิบายให้ผมฟังว่า ที่นี่อยู่กันเหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งที่จะมีการกินข้าวเช้าด้วยกันในบรรดาแขกที่มาพักโดยจะมีการให้ลงชื่อไว้ว่าใครจะลงมากินข้าวเช้าบ้าง (เพื่อที่อาหารจะได้ไม่เหลือ) และอาจจะได้ทำความรู้จักกันไว้

พอลพาพวกเราไปดูห้องพักที่ยังคงเหลืออยู่อันได้แก่ห้องใต้ดิน 1 ห้องและห้องชั้นสองที่มีชื่อน่ารักๆว่าการ์เดนรูม โดยมันเป็นห้องทีมีเตียง 2 เตียงนอนได้ 2 คน พนังสีขาวนวลกับโคมไฟสีส้มน้ำตาลบนโต๊ะไม้เล็กๆส่งแสงอ่อนๆทำให้มันดูเป็นห้องที่ดูน่าสบายมากห้องหนึ่ง เตียงดังกล่าวเป็นเตียงที่ดูสูงเนื่องจากมีนวมอยู่หลายชั้นพวกเราสามารถกระโดดนอนลงบนเตียงได้สุดแรงโดยที่ยังไม่รู้สึกถึงอะไรแข็งๆ ที่ปกติมักใช้รองเตียงอยู่ การตกแต่งห้องด้วยสิ่งประดับเล็กๆทำให้ห้องดูน่ารักราวกับเป็นห้องของเด็กหญิงฝาแฝดในวัยกำลังซน

พวกเราตกลงกับพอลเรื่องค่าเช่าห้องได้คืนละ 65 $ หารสองแล้วก็ถือว่าเป็นราคาที่พวกเราพอใจ หลังจากนั้นพวกเราก็ขนอาหารลงมาจากรถเพื่อบรรเทาเสียงโวยวายจากกระเพาะอาหารที่ดังขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจใคร แฮมราคาถูกกับขนมปังก็ทำให้ร่างกายรู้สึกดีว่าอย่างน้อยพวกเราก็มีโปรตีนตกถึงท้องบ้าง
ห้องพักของพวกเราในแฟร์แบงค์ 7 เกเบิ้ล : การ์เดนรูม
 



ในขณะที่กำลังกินอยู่ ผมก็มีโอกาสได้คุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อเจน (เป็นชื่อที่จำง่ายและมีใบหน้าที่สวยน่าจดจำ) ผมเชื้อเชิญให้เธอกินด้วยกัน เธอตอบรับและเล่าให้ฟังถึงปัญหาที่บ้านและแฟนหนุ่ม ผมรู้สึกแปลกที่เธอยอมเล่าเรื่องเหล่านี้ให้คนแปลกหน้าอย่างผมฟัง

คุยกันอยู่ไม่นานพอลเจ้าของบ้านผู้อารีก็ออกมาพบกับเธอ พูดคุยอะไรกันสักอย่างก่อนที่เธอจะจากไปสู่ความมืดมิดของค่ำคืน เราคงไม่ได้พบกันอีกเหมือนกับหลายๆคนที่ผ่านมาและผ่านไป

เทียบกันแล้วมันก็เหมือนกับใครสักคนที่ออกจากชีวิตของเราไป มันเป็นไปไม่ได้เชียวหรือที่เราจะตามเขากลับมา สมมุติเช่นในสถานการณ์นี้หากผมต้องการ ที่จะติดต่อกับเธออีกผมก็แค่เดินตามเธอออกไป มันไม่ยากที่จะรู้จักกับใครสักคน หากคุณต้องการมันจริงๆ
ใช่ หากคุณต้องการมันจริงๆ

ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราเลือกเองได้  มันไม่ยากที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งหากคุณต้องการทำมันจริงๆ

ผมอาบน้ำอุ่นและทำความสะอาดร่างกายตัวเองนานกว่าปกติ อาบนานให้สมกับที่ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน น่าแปลกที่ร่างกายยังคงสดชื่นและไม่มีกลิ่นเหม็น มันทำให้ผมคิดถึงการอาบน้ำวันละสองสามครั้งในไทยเวลาอากาศร้อนจัด

ในคืนนั้นผมกับนนวางแผนเกี่ยวกับการไปดูออโรร่า และสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวต่อ ผมเริ่มพูดกับนนว่าเราเดินทางกันมาไกลแค่ไหนและอีกใกล้เพียงใดที่ความฝันของเราจะเป็นจริง ออโรร่า บอเลลริส (แสงเหนือ) ที่สวยงามที่สุดรอเราอยู่บนยอดเขาใดสักที่หนึ่งในเมืองแห่งนี้

ภายนอกหน้าต่างผมเห็นหิมะขาวโพลนค่อยๆโปรยลงมาในค่ำคืนที่มืดสนิท อากาศภายในห้องอุ่นได้ที่ในขณะที่สีขาวของหิมะกำลังกลบทุกสิ่งทุกอย่างภายนอกนั่นให้ขาวโพลนคล้ายกับการพยายามต่อสู้กับราตรีสีดำอันทรงพลัง

หลังจากหัวถึงหมอน ผมหลับลงภายในเวลา 6 วินาที (โดยประมาณ) ภายใน 6 วินาทีนั้นผมภาวนาให้ตัวเองมีความกล้า
กล้า มากขึ้นกว่าเดิม เพราะผมรู้แล้วว่ามันคือสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ที่ผมต้องการ




[1] รถเมล์ที่นี่มีชื่อเรียกเก๋ๆว่า People Mover จริงๆก็อาจจะแปลตรงตัวได้ว่าขนส่งมวลชน
[2] ผมแน่ใจว่าการเช่ารถในต่างประเทศนั้นต้องใช้ใบขับขี่สากล แต่ในกรณีที่ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวเช่นนี้ ลูกค้าหายากจึงอาจมีการอนุญาติเป็นกรณีพิเศษไป

4 comments:

  1. พอตื่นขึ้นมาวันใหม่ ขอให้เป็นวันที่ดี
    เที่ยวเผื่อกูด้วยนะ
    อัพบ่อยๆ กูรออ่าน :)

    ReplyDelete
    Replies
    1. เพื่อนรออ่าน น้ำตาจะไหล : ))

      Delete
  2. เจ๋งอ่ะพี่โทรนัท เขียนหนังสือได้เลยนะเนี่ย =)

    ReplyDelete
    Replies
    1. แท้งค์กิ้ว จ้า นัดกลม 555 ยังต้องฝึกอีกเยอะ

      Delete

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...