Test

Tuesday, March 25, 2014

บทที่ 2 :สัมภาระที่หายไป

บทที่ 2 สัมภาระที่หายไป
วันที่ 23 มีนาคม
พวกเรามาถึงสนามบินนานาชาติ แองคอเรจในเวลา ตี 4 ครึ่งของวันที่ 23 มีนาคมในสภาพอากาศประมาณ -10 องศาเซลเซียลภายนอกสนามบิน ผมและนนต่างไม่มีใครหลับลงและไม่รู้สึกเหนื่อยล้าใดๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากความตื่นเต้นหรือเบาะของอลาสก้าแอร์ไลน์ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับสรีระคนเอเชียอย่างเราก็เป็นได้ บรรยากาศภายนอกสนามบินดูเป็นสีเทาดำเมื่อความมืดปกคลุมผสมกับกองหิมะขาว ผมกระชับเสื้อกันหนาวตัวเดิมที่ยังติดตัวมาตั้งแต่ประเทศไทย กอดอกแน่นขึ้นเมื่อเสียงลมหนาวคำรามหวีดหวิดกรีดผ่านอากาศขณะเรากำลังเดินออกจากตัวเครื่องไปยังอาคารผู้โดยสาร ผู้คนตัวสูงใหญ่ใส่เสื้อผ้าหนาเตอะ เพื่อป้องกันความหนาวและสาวๆที่รูปร่างดูแปลกตาต่างจากสาวเอเชียซึ่งอาจจะเกิดจากอากาศและอาหารการกิน แต่อย่างไรก็ตามความตื่นเต้นจากสิ่งเหล่านี้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งต่อไปที่พวกเราพบเจอในจุดเริ่มต้นที่สุดของการเดินทาง

          กระเป๋าเดินทางหาย! เป็นคำตัวโตๆที่ผลุดเข้ามาในหัวของพวกเราหลังจากที่เดินดูจนทั่วสายพาน เราตัดสินใจเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของสายการบินยูเอสแอร์เวย์ด้วยความหวังว่าจะได้รับคำตอบว่ามีใครสักคนเก็บกระเป๋าของพวกเราไว้ให้. . .เพราะถึงแม้ว่าตัวของเราจะตกเครื่องแต่กระเป๋าของเราไม่น่าจะตก เพราะได้โหลดขึ้นเครื่องก่อนหน้านี้แล้ว

             แต่ทันทีที่พนักงานยูเอสแอร์เวย์ทราบว่าเราไม่ได้เดินทางมากับสายการบินของตนและไม่มี Luggage ID หรือ สติ๊กเกอร์ที่ยืนยันรหัสกระเป๋าเดินทาง [1](ทุกไฟท์ที่เคยบินมา ก็ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาตรวจเลยสักครั้งเวลาหยิบกระเป๋าจากสายพาน) เจ้าหน้าที่ก็บอกกับพวกเราว่า ตรวจเช็คไม่ได้และไม่มี รายชื่อกระเป๋าของเราขึ้นเครื่องมาเลยด้วยซ้ำ
         สภาวะจิตใจของพวกเราตกต่ำลงถึงขีดสุดเมื่อเริ่มเปิดโทรศัพท์สืบหาข้อมูลก่อนจะพบว่ายูเอสแอร์เวย์ เป็นสายการบินที่ทำกระเป๋าของผู้โดยสารหายมากที่สุด! เป็นจำนวนถึง 8 % ของกระเป๋าทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวนมากถึง 1.8 ล้านชิ้นเพียงแค่สำหรับไฟล์ทบินภายในประเทศ ในปี 2012

      แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาบอกกับเราว่าสายการบินที่โดยสารมาจะเป็นผู้ดูแลสัมภาระทุกอย่างของเรา ดังนั้นอลาสก้าแอร์ไลน์จะเป็นผู้เดียวที่เราจะสามารถติดต่อได้ในขณะนี้

            ร่างกายของพวกเรารู้สึกอ่อนเพลียและจิตใจรู้สึกอ่อนแรง นี่อาจจะเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในการเดินทางครั้งนี้หากพวกเราทำกระเป๋าหายภายในวันแรกที่มาถึงอเมริกา

            เป็นเวลาเกือบ 6 โมงเช้าแล้ว ที่พวกเราอาศัยเบาะที่มีอยู่เหลือเฟือภายในสนามบินนานาชาติแองคอเรจเป็นที่นอน ท้องฟ้าภายนอกยังมืดสนิทพวกเรายังคงหลับไม่ลงหากแต่ปรึกษากันถึงแผนการเดินทางที่ดูเหมือนจะหายไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง และเริ่มสำรวจสิ่งของที่มีอยู่ ภายในตัวรู้สึกตื่นเต้นและเลือดลมสูบฉีดราวกับกำลังเล่นเกมผจญภัยที่ภาพคมชัดจัดจนสัมผัสได้จริง

            ผมมีเพียงเสื้อกันหนาวบางๆที่สามารถทำให้รู้สึกอุ่นได้ภายใต้แอร์คอนดิชั่นอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส สมุดบันทึกสมุดวาดรูประบายสี หนังสือเล่มหนึ่ง กับเงินติดตัวอีกประมาณ 400 $ US (เงินที่เหลืออีกพันกว่าดอลล่าห์อยู่ในกระเป๋าเดินทาง!)ด้าน นนรู้สึกว่าจะโชคดีกว่าผมหน่อยที่มีอุปกรณ์กันหนาวมากกว่า โน้ตบุ๊คเครื่องใหญ่และเงินทั้งหมดที่นำมา (ประมาณ 2000 $ US)

            พวกเราพยายามที่จะออกไปภายนอกสนามบินเพื่อสำรวจสิ่งต่างๆ ที่ไม่ใช่สีขาวของหิมะ ที่มีมากมายบนพื้นถนนทั่วไปแต่มันหนาวเกินไปสำหรับเสื้อผ้าที่ติดตัวพวกเราอยู่ตอนนี้

            ภายใต้สภาวะอุณหภูมิ -9 องศาเซลเซียส คนเราอาจจะไม่ถึงกับตายในทันทีแต่อาการสั่นที่เกิดขึ้น เป็นสัญญาณเตือนให้ร่างกายปรับตัวและหาสถานที่ใหม่ในการหลบซ่อนตัว พวกเราเดินออกไปสัมผัสอากาศยามเช้าที่สดชื่นและหนาวจัดแล้วเดินกลับเข้ามาเมื่อคิดว่าทนไม่ไหวแล้ว อบอุ่นร่างกายสักครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินออกไปซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราใช้ในการปรับตัวถึงมันจะดูตลกแต่มันก็สนุกและได้ผลดีทีเดียว

            เดิมที พวกเราวางแผนที่จะ นั่งรถไฟต่อไปยังแฟร์แบงค์สถานที่ที่ชมแสงเหนือหรือออโรร่า บอเลลลิสได้สวยที่สุดที่หนึ่ง [2] แต่เมื่อพบกับความเป็นจริงที่ว่าตั๋วรถไฟต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนและราคาแพง ( มักมาพร้อมกับทัวร์ ) ทำให้พวกเเราค้นพบความจริงข้อถัดไป ในทริปนี้พวกเราจะพลาดการเดินทางโดยรถไฟอลาสก้าที่โด่งดังไปอย่างแน่นอน  ไม่มีใครโทษใคร การวางแผนที่หละหลวมก่อให้เกิดปัญหาแต่บางทีการวางแผนที่ประหยัดเกินไปก็ก่อให้เกิดปัญหาเช่นกัน

            แต่สิ่งที่แย่ที่สุดในการเดินทางก็คือการสูญสิ้นความหวัง และเกิดความกลัว ในใจของผมตอนนี้หวังเพียงแต่ว่าจะเก็บรักษาความกล้าและความหวังไว้ให้ได้มากที่สุดถึงแม้ว่าจะต้องพบเจออะไรต่อ นี่ยังคงไม่เลวร้ายที่สุดในความคิดของผม ถึงแม้การมองโลกในแง่ร้ายจะสอนผมว่ามันอาจจะมีอะไรที่แย่กว่านี้รอผมอยู่เบื้องหน้า! แต่มันก็ทำให้ผมมีกำลังใจมากพอที่จะสู้กับปัญหาตรงหน้า
            และในที่สุดเมื่อเราไม่สิ้นความหวังผมก็เจอสติ๊กเกอร์ Luggage ID มันติดอยู่กับตั๋วตั้งแต่เมื่อเราขึ้นเครื่องมาจากสุวรรณภูมิ!!

            พวกเรารีบนำไปส่งให้เจ้าหน้าที่ของสายการบินได้ผล !! ถึงตอนนี้แม้ว่าเราจะยังคงไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน แต่มันก็หมายความว่าหากกระเป๋าของพวกเรา ”หาย” มันจะไม่ได้ ”หาย” ไปฟรีๆ แน่นอนอย่างน้อยเราต้องได้อะไรคืนมาบ้าง
            เจ้าหน้าที่ของสายการบินบอกกับพวกเราว่ามันช่วยได้มากทีเดียว และบอกกับพวกเราว่าหากมันยังอยู่จะมีโอกาสสูงที่มันกำลังจะตามมาในไฟท์เดียวกันของวันพรุ่งนี้

            เวลา 7 โมงแล้วที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าพร้อมๆกับกาแฟสตาร์บัคแก้วแรกเพื่อปลอบใจตนเอง . . . และฉลองให้กลับความหวังที่ส่องประกายขึ้นอีกครั้งราวกับแสงยามเช้าที่งดงามระยับจับขอบฟ้าในอีกซีกโลกหนึ่งที่พวกเราไม่เคยสัมผัส
            สตาร์บัคที่นี่ไม่ได้ถูกกว่าเมืองไทยหากแต่ราคาของทุกๆอย่างที่นี่แพงขึ้นจนสตาร์บัคก็เป็นเพียงร้านกาแฟที่ราคาพอๆกับร้านอื่นๆทั่วไป ในด้านรสชาติพวกเราก็ต้องขอบอกโดยสัตย์จริงว่าไม่สามารถเปรียบเทียบได้เนื่องจากไม่ใช่คอกาแฟที่เชี่ยวชาญจนสามารถให้คำวิจารณ์ใดๆได้

            คนไทยอยู่ที่ไหนก็จะไม่ทิ้งกันดูท่าจะเป็นความจริงเมื่อเราพบหญิงคนหนึ่งอายุราวๆ 40 ต้นๆหุ่นท้วมผิวสีคนไทย หน้าตาคนไทย และพูดภาษาอังกฤษที่พวกเราฟังออกแทบทั้งหมด ภาษาอังกฤษสำเนียงไทย ถูกต้อง หญิงคนนั้นเป็นคนไทย
            ป้านกทำให้เราทราบว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาทางสนามบินได้จ้างเด็กไทยมาทำงานที่นี่อยู่บ้างหากแต่บางคนอยู่แล้วไม่ยอมกลับจึงไม่มีการจ้างเพิ่มอีกในปีถัดๆมา และยังบอกถึงที่อยู่ของวัดไทยในแองคอเรจ ป้านกยังใจดีสำทับให้อีกด้วยว่า "ถ้าไม่รู้จะไปไหนไปนอนที่นั่นก็ได้มีที่นอนมีอาหารไทย" น้ำเสียงภาษาไทยป้านกแม้ไม่หวานเท่าไหร่แต่น่าแปลกถ้อยคำดังกล่าวช่างรื่นหูเสียนี่กระไร เรากล่าวขอบคุณป้านก ก่อนจะยกมือไหว้พร้อมกับรอยยิ้มและเดินจากไป
            ดูเหมือนโลกนี้จะมีสิ่งดีๆให้เราออกไปพบอยู่อีกมากเหลือเกิน

            คำถามถัดมาที่น่าสนใจก็คือเราจะต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่หรือไม่ คำตอบคือใช่แน่นอนหากกระเป๋าเราหาย หรือถ้าหากกระเป๋าไม่หาย แต่อีกนานกว่าจะได้คืนซึ่งก็มีเคสมากมายให้เห็นเป็นตัวอย่าง 3 เดือน 6 เดือน พวกเราก็คงต้องซื้อใหม่เช่นกัน
             แต่สิ่งที่ตามมากับคำตอบเหล่านั้นก็คือเรามีเงินไม่มากพอ สำหรับเสื้อผ้าเหล่านั้น เราจะคาดหวังกับกระเป๋าที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้คืน หรือว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด? เสื้อกันหนาวตัวหนึ่งอย่างบางราคาประมาณ 25$ เฉลี่ยอาหารทั่วไป มื้อละ 4$ (วันละสองมื้อก็อยู่ได้)

            ภายในย่านการค้าที่เรียกว่า Downtown ภายในเมืองแองคอเรจไม่มีอะไรมากนอกจากห้างสรรพสินค้าที่พารากอนแถวสยามเซ็นเตอร์ยังสวยกว่ามากและร้านอาหารที่เราไม่มีงบพอจะใช้บริการ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยสีขาวของหิมะ (มีส่วนน้อยที่เป็นหิมะสกปรกจนเป็นสีดำและน้ำแข็งที่จับตัวกันเป็นรูปทรงแปลกๆคงคล้ายๆกับแอ่งน้ำขังบ้านเรา)
            รองเท้าที่ทำท่าจะลื่นอยู่ตลอดเวลาก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดี เพื่อความอยู่รอด ทุกๆอย่างจะต้องปรับตัว รองเท้าก็เช่นกัน. . . ผมไม่ได้ซื้อเสื้อกันหนาวเพิ่ม ไม่ใช่ว่าอากาศอุ่นขึ้นแต่อย่างใดแต่เป็นร่างกายของผมเองที่ปรับตัวได้ดีขึ้นอดทนได้มากขึ้น แต่ก็แค่ในระดับหนึ่ง

            ขณะที่เราเตร็ดเตร่อยู่ในย่านดาวน์ทาวน์เราได้มีโอกาสคุยกับนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนคนหนึ่งเธอเล่าว่าเธอได้พบกับออโรร่าระดับ 8 ที่เมืองแฟร์แบงค์เมืองที่ว่ากันว่ามองเห็นออโรร่าได้สวยที่สุดของอเมริกา เมืองที่เป็นจุดหมายของพวกเราในการเดินทางครั้งนี้ จากคำบอกเล่าทำให้ไฟของพวกเราลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งผมกับนนมองหน้ากันด้วยความยินดีก่อนจะสัญญากับตนเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกระเป๋าหายหรือไม่มีรถไฟทางใดทางหนึ่งพวกเราก็จะไปแฟร์แบงค์ให้ได้เรามั่นใจว่าออโรร่ากำลังยิ้มต้อนรับรอพวกเราอยู่ที่นั่น

            เราตัดสินใจสอบถามคนในเมืองถึงการไปแฟร์แบงค์ ที่ "ถูกที่สุด" เราตัดสินใจเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีคนนักซื้ออุปกรณ์กันหนาวที่จำเป็นเพิ่มคนละอย่างสองอย่าง เสื้อกันหนาวที่นี่ราคาถูกพอๆกับเมืองไทยแต่ถ้ามองในแง่รายได้ของผู้คนที่นี่ก็นับได้ว่าราคาพอซื้อได้อย่างสบายเลยทีเดียว (ทำงานชั่วโมงละ 8.5 $ เสื้อกันหนาวตัวละ 20-40$)
            "ไปแฟร์แบงค์อย่างไรถูกที่สุดครับ" พวกเราถามเป็นภาษาอังกฤษ
            "ได้หลายทางนะ เอางี้ไอ้หนุ่ม ลองไปถาม แชด ดูนะหมอนั่นน่ะรู้ทุกอย่างเลย เขาเป็น "ผู้เฝ้าประตู" ที่โรงแรมกัปตันคุก"
            ผู้เฝ้าประตูหรือ Concierge (อ่านออกเสียงประมาณว่า คอนซิเอิจ) จริงๆแล้วก็มีหน้าที่คล้ายกับพนักงานต้อนรับหรือ Receptionist ทั่วไปที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแขกในทุกๆด้าน เพียงแต่คำๆนี้จะแปลว่า พนักงานต้อนรับก็ดูจะให้ภาพทั่วๆไปไม่ค่อยเหมือนสิ่งที่พวกเราเห็นสักเท่าไหร่

            แชดเป็นชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีรูปร่างค่อนข้างอ้วนแต่ก็ยังดูดีในชุดสูทประจำตำแหน่งคอนซิเอิจที่โรงแรมกัปตันคุก โรงแรมหรูระดับ 4 ดาวซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองแองคอเรจ ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1965 ณ ปัจจุบันประกอบด้วยตึกทั้งหมด 3 ตึกและมีห้องขนาดต่างๆให้เลือกกว่า 500 ห้องพัก
แชดบอกกับพวกเราว่าเขามาจากแคนาดาและทำงานมากว่า 2 ปีแล้ว เขารู้สึกเหนื่อยและไม่ค่อยได้พักแต่กระนั้นเขาก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสและช่วยเหลือพวกเรามากมาย จนพวกเราสัญญากับตัวเองว่าถ้ามีโอกาสก็จะกล่าวชื่นชมเขาให้คนอื่นๆฟังอย่างแน่นอน (อย่างเช่นในโอกาสนี้เป็นต้น)

            แชดช่วยพวกเราหาทางไปแฟร์แบงค์โดยทั้งโทรถามรถประจำทางและเกือบทุกๆอย่างโดยในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าการขับรถไป น่าจะเป็นทางที่ถูกและดีที่สุด เรากล่าวขอบคุณแชดและให้คำมั่นว่าจะมาพบกับเขาในเวลา 9 โมงเช้าของวันถัดมา

            พวกเราประทับใจแชดมากแต่บางที "ผู้เฝ้าประตู" คนเก่งอาจจะยังไม่รู้ว่าเราไม่ได้พักที่โรงแรมกัปตันคุก และเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่บริการเรา หากแต่พวกเราบอกกับตนเองว่าแชดเป็นคนดีและคนดีย่อมยินดีที่จะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากสองคนในสถานที่แปลกถิ่นและหนาวเหน็บ

        อย่างไรก็ตามเรากลับมานอนที่สนามบินอีกครั้ง สงบเงียบ ปลอดภัย มีปลั๊กไฟ (สำคัญอย่างยิ่งในยุคที่มือถือนับเป็นอวัยวะที่ 33 ของคนเรา) อากาศไม่หนาวจนเกินไปและที่สำคัญ "มันฟรี"
       เวลาตีสองครึ่งโดยประมาณของวันใหม่เรากลับมาที่เคาน์เตอร์ของสายการบินและพบกระเป๋าทั้งสองใบของพวกเราวางอยู่ทีนั่นความรู้สึกยินดีปรี่ล้นขึ้นมามากพอๆกับความตื่นเต้น กระตุ้นกล้ามเนื้อบนใบหน้าของพวกเราทั้งสองคนให้ยิ้มจนแก้มแทบปริ และรู้สึกดีมากพอจนแทบจะกระโดดหอมแก้มพนักงานประจำเคาน์เตอร์ของสายการบินได้
      กระเป๋าพร้อม เงินพร้อม . . . ที่สำคัญ เสื้อกันหนาวพร้อม
       การผจญภัยของพวกเรา กำลังเริ่มขึ้นอีกครั้ง

   





[1] *ทุกครั้งที่โหลดของไปกับสายการบินจะต้องมีสติีกเกอร์แบบนี้ให้ไว้ทุกครั้ง เอาไว้ใช้ในการขอรับกระเป๋า

[2] ถ้าหากเป็นแสงใต้จะเรียกว่า ออโรร่า โพลาลิส

No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...