บทที่
2 สัมภาระที่หายไป
วันที่
23 มีนาคม
พวกเรามาถึงสนามบินนานาชาติ แองคอเรจในเวลา ตี 4 ครึ่งของวันที่ 23 มีนาคมในสภาพอากาศประมาณ -10
องศาเซลเซียลภายนอกสนามบิน ผมและนนต่างไม่มีใครหลับลงและไม่รู้สึกเหนื่อยล้าใดๆ
ซึ่งอาจจะเกิดจากความตื่นเต้นหรือเบาะของอลาสก้าแอร์ไลน์ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับสรีระคนเอเชียอย่างเราก็เป็นได้
บรรยากาศภายนอกสนามบินดูเป็นสีเทาดำเมื่อความมืดปกคลุมผสมกับกองหิมะขาว ผมกระชับเสื้อกันหนาวตัวเดิมที่ยังติดตัวมาตั้งแต่ประเทศไทย
กอดอกแน่นขึ้นเมื่อเสียงลมหนาวคำรามหวีดหวิดกรีดผ่านอากาศขณะเรากำลังเดินออกจากตัวเครื่องไปยังอาคารผู้โดยสาร
ผู้คนตัวสูงใหญ่ใส่เสื้อผ้าหนาเตอะ
เพื่อป้องกันความหนาวและสาวๆที่รูปร่างดูแปลกตาต่างจากสาวเอเชียซึ่งอาจจะเกิดจากอากาศและอาหารการกิน
แต่อย่างไรก็ตามความตื่นเต้นจากสิ่งเหล่านี้นั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งต่อไปที่พวกเราพบเจอในจุดเริ่มต้นที่สุดของการเดินทาง
กระเป๋าเดินทางหาย!
เป็นคำตัวโตๆที่ผลุดเข้ามาในหัวของพวกเราหลังจากที่เดินดูจนทั่วสายพาน เราตัดสินใจเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่ของสายการบินยูเอสแอร์เวย์ด้วยความหวังว่าจะได้รับคำตอบว่ามีใครสักคนเก็บกระเป๋าของพวกเราไว้ให้.
. .เพราะถึงแม้ว่าตัวของเราจะตกเครื่องแต่กระเป๋าของเราไม่น่าจะตก
เพราะได้โหลดขึ้นเครื่องก่อนหน้านี้แล้ว
แต่ทันทีที่พนักงานยูเอสแอร์เวย์ทราบว่าเราไม่ได้เดินทางมากับสายการบินของตนและไม่มี
Luggage ID หรือ
สติ๊กเกอร์ที่ยืนยันรหัสกระเป๋าเดินทาง [1](ทุกไฟท์ที่เคยบินมา
ก็ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาตรวจเลยสักครั้งเวลาหยิบกระเป๋าจากสายพาน)
เจ้าหน้าที่ก็บอกกับพวกเราว่า ตรวจเช็คไม่ได้และไม่มี
รายชื่อกระเป๋าของเราขึ้นเครื่องมาเลยด้วยซ้ำ
สภาวะจิตใจของพวกเราตกต่ำลงถึงขีดสุดเมื่อเริ่มเปิดโทรศัพท์สืบหาข้อมูลก่อนจะพบว่ายูเอสแอร์เวย์
เป็นสายการบินที่ทำกระเป๋าของผู้โดยสารหายมากที่สุด! เป็นจำนวนถึง 8 % ของกระเป๋าทั้งหมด
ซึ่งเป็นจำนวนมากถึง 1.8
ล้านชิ้นเพียงแค่สำหรับไฟล์ทบินภายในประเทศ ในปี 2012
แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาบอกกับเราว่าสายการบินที่โดยสารมาจะเป็นผู้ดูแลสัมภาระทุกอย่างของเรา
ดังนั้นอลาสก้าแอร์ไลน์จะเป็นผู้เดียวที่เราจะสามารถติดต่อได้ในขณะนี้
ร่างกายของพวกเรารู้สึกอ่อนเพลียและจิตใจรู้สึกอ่อนแรง
นี่อาจจะเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในการเดินทางครั้งนี้หากพวกเราทำกระเป๋าหายภายในวันแรกที่มาถึงอเมริกา
เป็นเวลาเกือบ
6 โมงเช้าแล้ว
ที่พวกเราอาศัยเบาะที่มีอยู่เหลือเฟือภายในสนามบินนานาชาติแองคอเรจเป็นที่นอน ท้องฟ้าภายนอกยังมืดสนิทพวกเรายังคงหลับไม่ลงหากแต่ปรึกษากันถึงแผนการเดินทางที่ดูเหมือนจะหายไปพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง
และเริ่มสำรวจสิ่งของที่มีอยู่ ภายในตัวรู้สึกตื่นเต้นและเลือดลมสูบฉีดราวกับกำลังเล่นเกมผจญภัยที่ภาพคมชัดจัดจนสัมผัสได้จริง
ผมมีเพียงเสื้อกันหนาวบางๆที่สามารถทำให้รู้สึกอุ่นได้ภายใต้แอร์คอนดิชั่นอุณหภูมิ
25 องศาเซลเซียส
สมุดบันทึกสมุดวาดรูประบายสี หนังสือเล่มหนึ่ง กับเงินติดตัวอีกประมาณ 400
$ US (เงินที่เหลืออีกพันกว่าดอลล่าห์อยู่ในกระเป๋าเดินทาง!)ด้าน
นนรู้สึกว่าจะโชคดีกว่าผมหน่อยที่มีอุปกรณ์กันหนาวมากกว่า โน้ตบุ๊คเครื่องใหญ่และเงินทั้งหมดที่นำมา
(ประมาณ 2000 $ US)
พวกเราพยายามที่จะออกไปภายนอกสนามบินเพื่อสำรวจสิ่งต่างๆ
ที่ไม่ใช่สีขาวของหิมะ
ที่มีมากมายบนพื้นถนนทั่วไปแต่มันหนาวเกินไปสำหรับเสื้อผ้าที่ติดตัวพวกเราอยู่ตอนนี้
ภายใต้สภาวะอุณหภูมิ
-9 องศาเซลเซียส
คนเราอาจจะไม่ถึงกับตายในทันทีแต่อาการสั่นที่เกิดขึ้น
เป็นสัญญาณเตือนให้ร่างกายปรับตัวและหาสถานที่ใหม่ในการหลบซ่อนตัว พวกเราเดินออกไปสัมผัสอากาศยามเช้าที่สดชื่นและหนาวจัดแล้วเดินกลับเข้ามาเมื่อคิดว่าทนไม่ไหวแล้ว
อบอุ่นร่างกายสักครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินออกไปซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราใช้ในการปรับตัวถึงมันจะดูตลกแต่มันก็สนุกและได้ผลดีทีเดียว
เดิมที
พวกเราวางแผนที่จะ นั่งรถไฟต่อไปยังแฟร์แบงค์สถานที่ที่ชมแสงเหนือหรือออโรร่า บอเลลลิสได้สวยที่สุดที่หนึ่ง
[2] แต่เมื่อพบกับความเป็นจริงที่ว่าตั๋วรถไฟต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนและราคาแพง
( มักมาพร้อมกับทัวร์ ) ทำให้พวกเเราค้นพบความจริงข้อถัดไป
ในทริปนี้พวกเราจะพลาดการเดินทางโดยรถไฟอลาสก้าที่โด่งดังไปอย่างแน่นอน ไม่มีใครโทษใคร การวางแผนที่หละหลวมก่อให้เกิดปัญหาแต่บางทีการวางแผนที่ประหยัดเกินไปก็ก่อให้เกิดปัญหาเช่นกัน
แต่สิ่งที่แย่ที่สุดในการเดินทางก็คือการสูญสิ้นความหวัง
และเกิดความกลัว
ในใจของผมตอนนี้หวังเพียงแต่ว่าจะเก็บรักษาความกล้าและความหวังไว้ให้ได้มากที่สุดถึงแม้ว่าจะต้องพบเจออะไรต่อ
นี่ยังคงไม่เลวร้ายที่สุดในความคิดของผม
ถึงแม้การมองโลกในแง่ร้ายจะสอนผมว่ามันอาจจะมีอะไรที่แย่กว่านี้รอผมอยู่เบื้องหน้า!
แต่มันก็ทำให้ผมมีกำลังใจมากพอที่จะสู้กับปัญหาตรงหน้า
และในที่สุดเมื่อเราไม่สิ้นความหวังผมก็เจอสติ๊กเกอร์
Luggage ID มันติดอยู่กับตั๋วตั้งแต่เมื่อเราขึ้นเครื่องมาจากสุวรรณภูมิ!!
พวกเรารีบนำไปส่งให้เจ้าหน้าที่ของสายการบินได้ผล
!! ถึงตอนนี้แม้ว่าเราจะยังคงไม่รู้ว่ามันอยู่ไหน แต่มันก็หมายความว่าหากกระเป๋าของพวกเรา
”หาย” มันจะไม่ได้ ”หาย” ไปฟรีๆ แน่นอนอย่างน้อยเราต้องได้อะไรคืนมาบ้าง
เจ้าหน้าที่ของสายการบินบอกกับพวกเราว่ามันช่วยได้มากทีเดียว
และบอกกับพวกเราว่าหากมันยังอยู่จะมีโอกาสสูงที่มันกำลังจะตามมาในไฟท์เดียวกันของวันพรุ่งนี้
เวลา
7
โมงแล้วที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าพร้อมๆกับกาแฟสตาร์บัคแก้วแรกเพื่อปลอบใจตนเอง
. . .
และฉลองให้กลับความหวังที่ส่องประกายขึ้นอีกครั้งราวกับแสงยามเช้าที่งดงามระยับจับขอบฟ้าในอีกซีกโลกหนึ่งที่พวกเราไม่เคยสัมผัส
สตาร์บัคที่นี่ไม่ได้ถูกกว่าเมืองไทยหากแต่ราคาของทุกๆอย่างที่นี่แพงขึ้นจนสตาร์บัคก็เป็นเพียงร้านกาแฟที่ราคาพอๆกับร้านอื่นๆทั่วไป
ในด้านรสชาติพวกเราก็ต้องขอบอกโดยสัตย์จริงว่าไม่สามารถเปรียบเทียบได้เนื่องจากไม่ใช่คอกาแฟที่เชี่ยวชาญจนสามารถให้คำวิจารณ์ใดๆได้
คนไทยอยู่ที่ไหนก็จะไม่ทิ้งกันดูท่าจะเป็นความจริงเมื่อเราพบหญิงคนหนึ่งอายุราวๆ
40
ต้นๆหุ่นท้วมผิวสีคนไทย หน้าตาคนไทย และพูดภาษาอังกฤษที่พวกเราฟังออกแทบทั้งหมด
ภาษาอังกฤษสำเนียงไทย ถูกต้อง หญิงคนนั้นเป็นคนไทย
ป้านกทำให้เราทราบว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาทางสนามบินได้จ้างเด็กไทยมาทำงานที่นี่อยู่บ้างหากแต่บางคนอยู่แล้วไม่ยอมกลับจึงไม่มีการจ้างเพิ่มอีกในปีถัดๆมา
และยังบอกถึงที่อยู่ของวัดไทยในแองคอเรจ ป้านกยังใจดีสำทับให้อีกด้วยว่า
"ถ้าไม่รู้จะไปไหนไปนอนที่นั่นก็ได้มีที่นอนมีอาหารไทย"
น้ำเสียงภาษาไทยป้านกแม้ไม่หวานเท่าไหร่แต่น่าแปลกถ้อยคำดังกล่าวช่างรื่นหูเสียนี่กระไร
เรากล่าวขอบคุณป้านก ก่อนจะยกมือไหว้พร้อมกับรอยยิ้มและเดินจากไป
ดูเหมือนโลกนี้จะมีสิ่งดีๆให้เราออกไปพบอยู่อีกมากเหลือเกิน
คำถามถัดมาที่น่าสนใจก็คือเราจะต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่หรือไม่
คำตอบคือใช่แน่นอนหากกระเป๋าเราหาย หรือถ้าหากกระเป๋าไม่หาย
แต่อีกนานกว่าจะได้คืนซึ่งก็มีเคสมากมายให้เห็นเป็นตัวอย่าง 3 เดือน 6 เดือน พวกเราก็คงต้องซื้อใหม่เช่นกัน
แต่สิ่งที่ตามมากับคำตอบเหล่านั้นก็คือเรามีเงินไม่มากพอ
สำหรับเสื้อผ้าเหล่านั้น เราจะคาดหวังกับกระเป๋าที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้คืน
หรือว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด? เสื้อกันหนาวตัวหนึ่งอย่างบางราคาประมาณ 25$ เฉลี่ยอาหารทั่วไป มื้อละ 4$ (วันละสองมื้อก็อยู่ได้)
ภายในย่านการค้าที่เรียกว่า
Downtown ภายในเมืองแองคอเรจไม่มีอะไรมากนอกจากห้างสรรพสินค้าที่พารากอนแถวสยามเซ็นเตอร์ยังสวยกว่ามากและร้านอาหารที่เราไม่มีงบพอจะใช้บริการ
ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยสีขาวของหิมะ (มีส่วนน้อยที่เป็นหิมะสกปรกจนเป็นสีดำและน้ำแข็งที่จับตัวกันเป็นรูปทรงแปลกๆคงคล้ายๆกับแอ่งน้ำขังบ้านเรา)
รองเท้าที่ทำท่าจะลื่นอยู่ตลอดเวลาก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดี
เพื่อความอยู่รอด ทุกๆอย่างจะต้องปรับตัว รองเท้าก็เช่นกัน. . .
ผมไม่ได้ซื้อเสื้อกันหนาวเพิ่ม ไม่ใช่ว่าอากาศอุ่นขึ้นแต่อย่างใดแต่เป็นร่างกายของผมเองที่ปรับตัวได้ดีขึ้นอดทนได้มากขึ้น
แต่ก็แค่ในระดับหนึ่ง
ขณะที่เราเตร็ดเตร่อยู่ในย่านดาวน์ทาวน์เราได้มีโอกาสคุยกับนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนคนหนึ่งเธอเล่าว่าเธอได้พบกับออโรร่าระดับ
8
ที่เมืองแฟร์แบงค์เมืองที่ว่ากันว่ามองเห็นออโรร่าได้สวยที่สุดของอเมริกา
เมืองที่เป็นจุดหมายของพวกเราในการเดินทางครั้งนี้
จากคำบอกเล่าทำให้ไฟของพวกเราลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งผมกับนนมองหน้ากันด้วยความยินดีก่อนจะสัญญากับตนเอง
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกระเป๋าหายหรือไม่มีรถไฟทางใดทางหนึ่งพวกเราก็จะไปแฟร์แบงค์ให้ได้เรามั่นใจว่าออโรร่ากำลังยิ้มต้อนรับรอพวกเราอยู่ที่นั่น
เราตัดสินใจสอบถามคนในเมืองถึงการไปแฟร์แบงค์
ที่ "ถูกที่สุด"
เราตัดสินใจเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีคนนักซื้ออุปกรณ์กันหนาวที่จำเป็นเพิ่มคนละอย่างสองอย่าง
เสื้อกันหนาวที่นี่ราคาถูกพอๆกับเมืองไทยแต่ถ้ามองในแง่รายได้ของผู้คนที่นี่ก็นับได้ว่าราคาพอซื้อได้อย่างสบายเลยทีเดียว
(ทำงานชั่วโมงละ 8.5
$ เสื้อกันหนาวตัวละ 20-40$)
"ไปแฟร์แบงค์อย่างไรถูกที่สุดครับ"
พวกเราถามเป็นภาษาอังกฤษ
"ได้หลายทางนะ เอางี้ไอ้หนุ่ม ลองไปถาม
แชด ดูนะหมอนั่นน่ะรู้ทุกอย่างเลย เขาเป็น "ผู้เฝ้าประตู"
ที่โรงแรมกัปตันคุก"
ผู้เฝ้าประตูหรือ
Concierge (อ่านออกเสียงประมาณว่า
คอนซิเอิจ) จริงๆแล้วก็มีหน้าที่คล้ายกับพนักงานต้อนรับหรือ Receptionist ทั่วไปที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแขกในทุกๆด้าน เพียงแต่คำๆนี้จะแปลว่า
พนักงานต้อนรับก็ดูจะให้ภาพทั่วๆไปไม่ค่อยเหมือนสิ่งที่พวกเราเห็นสักเท่าไหร่
แชดเป็นชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีรูปร่างค่อนข้างอ้วนแต่ก็ยังดูดีในชุดสูทประจำตำแหน่งคอนซิเอิจที่โรงแรมกัปตันคุก
โรงแรมหรูระดับ 4 ดาวซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองแองคอเรจ ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1965 ณ
ปัจจุบันประกอบด้วยตึกทั้งหมด 3 ตึกและมีห้องขนาดต่างๆให้เลือกกว่า 500 ห้องพัก
แชดบอกกับพวกเราว่าเขามาจากแคนาดาและทำงานมากว่า 2 ปีแล้ว
เขารู้สึกเหนื่อยและไม่ค่อยได้พักแต่กระนั้นเขาก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสและช่วยเหลือพวกเรามากมาย
จนพวกเราสัญญากับตัวเองว่าถ้ามีโอกาสก็จะกล่าวชื่นชมเขาให้คนอื่นๆฟังอย่างแน่นอน
(อย่างเช่นในโอกาสนี้เป็นต้น)
แชดช่วยพวกเราหาทางไปแฟร์แบงค์โดยทั้งโทรถามรถประจำทางและเกือบทุกๆอย่างโดยในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่าการขับรถไป
น่าจะเป็นทางที่ถูกและดีที่สุด เรากล่าวขอบคุณแชดและให้คำมั่นว่าจะมาพบกับเขาในเวลา
9 โมงเช้าของวันถัดมา
พวกเราประทับใจแชดมากแต่บางที
"ผู้เฝ้าประตู" คนเก่งอาจจะยังไม่รู้ว่าเราไม่ได้พักที่โรงแรมกัปตันคุก
และเขาก็ไม่ได้มีหน้าที่บริการเรา
หากแต่พวกเราบอกกับตนเองว่าแชดเป็นคนดีและคนดีย่อมยินดีที่จะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากสองคนในสถานที่แปลกถิ่นและหนาวเหน็บ
อย่างไรก็ตามเรากลับมานอนที่สนามบินอีกครั้ง สงบเงียบ ปลอดภัย มีปลั๊กไฟ
(สำคัญอย่างยิ่งในยุคที่มือถือนับเป็นอวัยวะที่ 33 ของคนเรา)
อากาศไม่หนาวจนเกินไปและที่สำคัญ "มันฟรี"
เวลาตีสองครึ่งโดยประมาณของวันใหม่เรากลับมาที่เคาน์เตอร์ของสายการบินและพบกระเป๋าทั้งสองใบของพวกเราวางอยู่ทีนั่นความรู้สึกยินดีปรี่ล้นขึ้นมามากพอๆกับความตื่นเต้น
กระตุ้นกล้ามเนื้อบนใบหน้าของพวกเราทั้งสองคนให้ยิ้มจนแก้มแทบปริ และรู้สึกดีมากพอจนแทบจะกระโดดหอมแก้มพนักงานประจำเคาน์เตอร์ของสายการบินได้
กระเป๋าพร้อม เงินพร้อม . . . ที่สำคัญ เสื้อกันหนาวพร้อม
การผจญภัยของพวกเรา
กำลังเริ่มขึ้นอีกครั้ง
No comments:
Post a Comment