Test

Monday, March 24, 2014

บทที่ 1 ต้นไม้บนท้องฟ้า


วันที่ 22 มีนาคม

            ยิ่งเราอยู่สูงเท่าไรสิ่งเบื้องล่างก็ดูจะค่อยๆเล็กลงเท่านั้นดูจะเป็นความจริงมากขึ้นเมื่อพวกเรากำลังอยู่บนเครื่องบินที่ระดับความสูง 30,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล . . .ราวกับโลกทั้งโลกกำลังเปลี่ยนไปเมื่อสิ่งที่เราเห็นเปลี่ยนไป

            ภูเขาใหญ่ๆก็กลายเป็นเพียงก้อนหินขนาดย่อมๆที่มีตะไคร่น้ำเขียวๆเกาะอยู่ "ประเทศไทย" ประเทศที่เราอาศัยอยู่มาตลอดชีวิต (แต่ก็ยังเที่ยวไม่หมด) ก็กลายเป็นประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งบนโลกใบใหญ่

            ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า ปัญหามันก็เหมือนกับวัตถุอะไรสักอย่าง ที่เมื่อเรามองต่างมุม มันก็ต่างออกไปการแก้ปัญหาบางครั้งก็ไม่ได้ใช้อะไรมากไปกว่าการเปลี่ยนมุมมอง

             พวกเราเริ่มออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ (ในวันที่ 21 เดือน 3 เวลาประมาณ 11.00) โดยมีจุดแวะพักดังนี้ ไทเป ลอสแองเจิลลิส ฟีนิกซ์ และไปจบลงที่ แองคอเรจ  ตามแผนที่วางไว้ พวกเราไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการบินนอกเสียจากความรู้สึกว่าพวกเราเดินทางมาไกลเหลือเกิน

            หากเทียบระยะทาง ความเร็ว และเวลาแล้ว พวกเราก็เพิ่งจะเคยเคลื่อนที่เร็วขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต (ผมหมายถึงการเดินทางเกือบครึ่งโลกในระยะเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงโดยประมาณ) แรงสั่นสะเทือนเล็กๆมาพร้อมกับเสียงประกาศของนักบินถึงหลุมอากาศที่เรากำลังเผชิญอยู่ ทำให้ผมหลับตาปี๋รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน ความคิดในหัวเชื่อมโยงไปถึงอาการเมารถที่บรรเทาได้ด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่าง

            ผมมองเห็นภาพจากมุมสูงของต้นไม้แห่งท้องฟ้าที่มีใบปุยสีขาว คนบนพื้นดินมักจะเรียกใบของมันว่า ก้อนเมฆ . . . เมฆบางก้อน ถูกกองสูงขึ้นไปเป็นชั้นๆจนกลายเป็นภูเขาแห่งท้องฟ้าและบางแห่งก็หายไปเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่จนดูคล้ายกับน้ำตกยักษ์บนท้องฟ้า

            ผมใช้สายตาสอดส่อง ไปทั่วก้อนเมฆเพื่อที่จะหาว่าเมื่อไรเจ้าตัวที่อาศัยอยู่บนก้อนเมฆจะโพล่ออกมาให้เเห็นบ้าง . . . ถ้าก้อนเมฆทั้งหมดนี้จะดูอบอุ่นนุ่มนวลน่านอนขนาดนี้ มันช่างน่าสงสัยจริงๆ ว่าในโลกของเราจะไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนเลยหรือที่จะพยายามปรับตัวให้เข้ากับเมฆเหล่านี้ได้

           
ภาพคลาสสิคที่ทุกคนต้องถ่าย
เมื่อขึ้นเครื่องบินครั้งแรกๆ
ท้องฟ้ากว้างใหญ่เป็นสิ่งที่เราพบมากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้มันดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดภายนอกหน้าต่างวงกลมเล็กๆนั่น

            เวลากลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญกับพวกเรามากไปกว่ากลางวัน และกลางคืน การมีจุดมุ่งหมายทำให้เวลาผ่านไปไม่ช้าเกินไปนัก
            เมื่อสอดส่ายสายตาไปสำรวจผู้โดยสารร่วมทางผมก็พบว่าพวกเขาเหล่านั้นมิได้ดูดีอกดีใจหรือวิตกใดๆบางคนอ่านหนังสือพิมพ์ บางคนก็ดูภาพยนตร์บนจอเล็กๆที่ฝังอยู่หลังเบาะของคนข้างหน้า แต่จุดสนใจของผมยังคงเป็นท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างนั่น ความขาวและความนุ่มนวลชวนให้ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่คล้ายกับอ้อมกอดของคนรักและครอบครัว

            ที่สนามบินลอสแองเจิลลิส หรือสนามบินรหัส LAX สนามบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอเมริกา และจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการกว่า 70 ล้านคนในปี 2014 ผมจึงไม่แปลกใจใดๆที่เห็นผู้คนพลุกพล่าน หลากหลายชาติพันธ์สมกับเป็นอเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพ แต่จำนวนคนที่มากมายและสนามบินที่ใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองถึงความจำเป็นในการเดินทางของผู้คนทั่วโลก

            ในสนามบินแห่งนี้ เป็นสถานที่แรกที่พวกเราได้ใช้เงินยูเอสดอลล่าร์ อาหารที่แพงอันเนื่องมาจากอยู่ในสนามบินประกอบกับความงกส่วนตัวทำให้ผมเลือกช๊อคโกแลตถูกๆยี่ห้อหนึ่งเป็นอาหารกลางวัน
            จากความผิดพลาดของสายการบินที่ส่งอีเมลยืนยันเวลาผิดพลาดและความชะล่าใจของพวกเราที่ไม่ยอมลุกไปตรวจเช็ค เวลาออกของเที่ยวบิน ทำให้พวกเราตกเครื่องที่ควรจะไปลงที่ ฟีนิกซ์ (ใช่!มันเป็นสถานที่ที่อยู่ในซีรีย์ภาพยนต์แวมไพร์ชื่อดังอย่าง แวมไพร์ทไวไลท์)

            สิ่งสุดท้ายที่พวกเราเห็น ก็คือคำว่า Departed ซึ่งแปลว่า “ออกแล้ว” ตรงป้ายบอกสถานะเที่ยวบินในขณะที่พวกเรากำลังจะเช็คอินเข้าไปในเกจพวกเราช็อคอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตรงเข้าไปถามพนักงานที่กำลังตรวจตั๋วอยู่ ผมรู้สึกถึงเหงื่อเม็ดโตๆที่ผุดขึ้นภายใต้อากาศหนาวเหน็บ

            ใช่พวกเราตกเครื่องบินและพวกเราอาจจะต้องจ่ายเพิ่ม !

            ค่าตั๋วเครื่องบินตามปกติแล้วก็ไม่ถูกสักเท่าไรนักยิ่งในทริปการเดินทางที่พวกเราไม่ได้เอามาเพียงเงินหากแต่เอาความไว้วางใจของคนที่บ้านตามมาด้วย ดังนั้นถ้าหากการตกเครื่องครั้งนี้จะนำไปสู่การที่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือซื้อตั๋วใหม่ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก

            แต่ดูเหมือนโชคยังเข้าข้างพวกเราอยู่ที่บังเอิญมีเที่ยวบินของสายการบิน อลาสก้าแอร์ไลน์ที่ยังว่างอยู่และเป็นสายการบินพาร์ทเนอร์กับยูเอสแอร์ไลน์ (ที่พวกเราตกเครื่อง) อันหมายถึงสายการบินที่ช่วยเหลือกันในกรณีที่มีผู้โดยสารตกเครื่องและยังมีที่ว่างในเครื่องของสายการบินอื่นอยู่ โดยจะมีการเปลี่ยนเครื่องที่ซีแอทเทิลแล้วจึงค่อยไปแองคอเรจ อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

            ความกังวลที่ถูกบรรยายไว้ ใน วรรคที่แล้วแทบจะถูกทำลายหมดลงไปในไม่กี่วินาที

ในอีกยี่สิบนาทีโดยประมาณ พวกเราก็จะถึงท่าอากาศยานแองคอเรจ ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิทมาสักครู่แล้ว มันเป็นเวลา 2 นาฬิกาของวันที่ 23 มีนาคมเบาะของ อลาสก้า แอร์ไลน์ ใหญ่สมคำร่ำลือผมชอบมันนะถึงมันจะไม่มี ทีวี เกม หรือ อะไรให้ดูเลยก็ตาม (สายการบินของประเทศในแถบเอเชียอื่นๆมักจะมี)
            มันอบอุ่นดีสำหรับหัวใจที่ไกลบ้าน



No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...