วันที่ 22 มีนาคม
ยิ่งเราอยู่สูงเท่าไรสิ่งเบื้องล่างก็ดูจะค่อยๆเล็กลงเท่านั้นดูจะเป็นความจริงมากขึ้นเมื่อพวกเรากำลังอยู่บนเครื่องบินที่ระดับความสูง
30,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล . . .ราวกับโลกทั้งโลกกำลังเปลี่ยนไปเมื่อสิ่งที่เราเห็นเปลี่ยนไป
ภูเขาใหญ่ๆก็กลายเป็นเพียงก้อนหินขนาดย่อมๆที่มีตะไคร่น้ำเขียวๆเกาะอยู่
"ประเทศไทย" ประเทศที่เราอาศัยอยู่มาตลอดชีวิต
(แต่ก็ยังเที่ยวไม่หมด) ก็กลายเป็นประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งบนโลกใบใหญ่
ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า ปัญหามันก็เหมือนกับวัตถุอะไรสักอย่าง
ที่เมื่อเรามองต่างมุม
มันก็ต่างออกไปการแก้ปัญหาบางครั้งก็ไม่ได้ใช้อะไรมากไปกว่าการเปลี่ยนมุมมอง
พวกเราเริ่มออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ (ในวันที่ 21 เดือน 3 เวลาประมาณ 11.00) โดยมีจุดแวะพักดังนี้
ไทเป ลอสแองเจิลลิส ฟีนิกซ์ และไปจบลงที่ แองคอเรจ ตามแผนที่วางไว้
พวกเราไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการบินนอกเสียจากความรู้สึกว่าพวกเราเดินทางมาไกลเหลือเกิน
หากเทียบระยะทาง ความเร็ว และเวลาแล้ว พวกเราก็เพิ่งจะเคยเคลื่อนที่เร็วขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
(ผมหมายถึงการเดินทางเกือบครึ่งโลกในระยะเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงโดยประมาณ) แรงสั่นสะเทือนเล็กๆมาพร้อมกับเสียงประกาศของนักบินถึงหลุมอากาศที่เรากำลังเผชิญอยู่
ทำให้ผมหลับตาปี๋รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน ความคิดในหัวเชื่อมโยงไปถึงอาการเมารถที่บรรเทาได้ด้วยการมองออกไปนอกหน้าต่าง
ผมมองเห็นภาพจากมุมสูงของต้นไม้แห่งท้องฟ้าที่มีใบปุยสีขาว
คนบนพื้นดินมักจะเรียกใบของมันว่า ก้อนเมฆ . . . เมฆบางก้อน
ถูกกองสูงขึ้นไปเป็นชั้นๆจนกลายเป็นภูเขาแห่งท้องฟ้าและบางแห่งก็หายไปเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่จนดูคล้ายกับน้ำตกยักษ์บนท้องฟ้า
ผมใช้สายตาสอดส่อง
ไปทั่วก้อนเมฆเพื่อที่จะหาว่าเมื่อไรเจ้าตัวที่อาศัยอยู่บนก้อนเมฆจะโพล่ออกมาให้เเห็นบ้าง
. . . ถ้าก้อนเมฆทั้งหมดนี้จะดูอบอุ่นนุ่มนวลน่านอนขนาดนี้ มันช่างน่าสงสัยจริงๆ
ว่าในโลกของเราจะไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนเลยหรือที่จะพยายามปรับตัวให้เข้ากับเมฆเหล่านี้ได้
| ภาพคลาสสิคที่ทุกคนต้องถ่าย เมื่อขึ้นเครื่องบินครั้งแรกๆ |
เวลากลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญกับพวกเรามากไปกว่ากลางวัน
และกลางคืน การมีจุดมุ่งหมายทำให้เวลาผ่านไปไม่ช้าเกินไปนัก
เมื่อสอดส่ายสายตาไปสำรวจผู้โดยสารร่วมทางผมก็พบว่าพวกเขาเหล่านั้นมิได้ดูดีอกดีใจหรือวิตกใดๆบางคนอ่านหนังสือพิมพ์
บางคนก็ดูภาพยนตร์บนจอเล็กๆที่ฝังอยู่หลังเบาะของคนข้างหน้า
แต่จุดสนใจของผมยังคงเป็นท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างนั่น
ความขาวและความนุ่มนวลชวนให้ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่คล้ายกับอ้อมกอดของคนรักและครอบครัว
ที่สนามบินลอสแองเจิลลิส หรือสนามบินรหัส LAX
สนามบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอเมริกา
และจำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการกว่า 70 ล้านคนในปี 2014
ผมจึงไม่แปลกใจใดๆที่เห็นผู้คนพลุกพล่าน หลากหลายชาติพันธ์สมกับเป็นอเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพ
แต่จำนวนคนที่มากมายและสนามบินที่ใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองถึงความจำเป็นในการเดินทางของผู้คนทั่วโลก
ในสนามบินแห่งนี้ เป็นสถานที่แรกที่พวกเราได้ใช้เงินยูเอสดอลล่าร์
อาหารที่แพงอันเนื่องมาจากอยู่ในสนามบินประกอบกับความงกส่วนตัวทำให้ผมเลือกช๊อคโกแลตถูกๆยี่ห้อหนึ่งเป็นอาหารกลางวัน
จากความผิดพลาดของสายการบินที่ส่งอีเมลยืนยันเวลาผิดพลาดและความชะล่าใจของพวกเราที่ไม่ยอมลุกไปตรวจเช็ค
เวลาออกของเที่ยวบิน ทำให้พวกเราตกเครื่องที่ควรจะไปลงที่ ฟีนิกซ์ (ใช่!มันเป็นสถานที่ที่อยู่ในซีรีย์ภาพยนต์แวมไพร์ชื่อดังอย่าง
แวมไพร์ทไวไลท์)
สิ่งสุดท้ายที่พวกเราเห็น
ก็คือคำว่า Departed ซึ่งแปลว่า “ออกแล้ว” ตรงป้ายบอกสถานะเที่ยวบินในขณะที่พวกเรากำลังจะเช็คอินเข้าไปในเกจพวกเราช็อคอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตรงเข้าไปถามพนักงานที่กำลังตรวจตั๋วอยู่
ผมรู้สึกถึงเหงื่อเม็ดโตๆที่ผุดขึ้นภายใต้อากาศหนาวเหน็บ
ใช่พวกเราตกเครื่องบินและพวกเราอาจจะต้องจ่ายเพิ่ม
!
ค่าตั๋วเครื่องบินตามปกติแล้วก็ไม่ถูกสักเท่าไรนักยิ่งในทริปการเดินทางที่พวกเราไม่ได้เอามาเพียงเงินหากแต่เอาความไว้วางใจของคนที่บ้านตามมาด้วย
ดังนั้นถ้าหากการตกเครื่องครั้งนี้จะนำไปสู่การที่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มหรือซื้อตั๋วใหม่
ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก
แต่ดูเหมือนโชคยังเข้าข้างพวกเราอยู่ที่บังเอิญมีเที่ยวบินของสายการบิน
อลาสก้าแอร์ไลน์ที่ยังว่างอยู่และเป็นสายการบินพาร์ทเนอร์กับยูเอสแอร์ไลน์
(ที่พวกเราตกเครื่อง)
อันหมายถึงสายการบินที่ช่วยเหลือกันในกรณีที่มีผู้โดยสารตกเครื่องและยังมีที่ว่างในเครื่องของสายการบินอื่นอยู่
โดยจะมีการเปลี่ยนเครื่องที่ซีแอทเทิลแล้วจึงค่อยไปแองคอเรจ
อย่างไรก็ตามพวกเราไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
ความกังวลที่ถูกบรรยายไว้ ใน
วรรคที่แล้วแทบจะถูกทำลายหมดลงไปในไม่กี่วินาที
ในอีกยี่สิบนาทีโดยประมาณ
พวกเราก็จะถึงท่าอากาศยานแองคอเรจ ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิทมาสักครู่แล้ว มันเป็นเวลา
2 นาฬิกาของวันที่ 23
มีนาคมเบาะของ อลาสก้า แอร์ไลน์ ใหญ่สมคำร่ำลือผมชอบมันนะถึงมันจะไม่มี ทีวี เกม
หรือ อะไรให้ดูเลยก็ตาม (สายการบินของประเทศในแถบเอเชียอื่นๆมักจะมี)
มันอบอุ่นดีสำหรับหัวใจที่ไกลบ้าน
No comments:
Post a Comment