Test

Saturday, March 15, 2014

กุมภาพัศ


ผมลืมตาตื่นขึ้นมาภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศไทย ประเทศแห่งการยิ้มและการทุจริตคอรัปชั่น อันดับต้นๆของโลก
ดาวเคราะห์ดวงที่สามแห่งสุริยจักรวาล
ดาวเคราะห์สีฟ้าที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ
ถูกปกครองโดยเผ่าพันธุ์ประหลาดๆ ที่เรียกตนเองว่า มนุษย์

ผมลุกจากเตียงนอน ขนาดพอดีตัว จัดการถอดเสื้อผ้าคว้าผ้าขนหนูอาบน้ำผืนเก่า ที่ไม่ได้ซักมานาน . . . . ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำการอาบน้ำในตอนเช้าดูจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมในตอนนี้ หลังจากฝันร้ายที่ผ่านพ้นมาเมื่อคืน
ผมออกเดินทางจากห้องพักราคาถูกที่บอกชื่อไปยังไงก็ไม่มีคนรู้จัก ผู้อาศัยบางคนก็ยังจำชื่อยาวๆของมันไม่ได้ด้วยซ้ำ คนคิดชื่อคงคิดว่าการตั้งชื่อให้ดูดีเป็นภาษาฝรั่งจะทำให้หอห่วยๆนี่ดูดีมีราคาขึ้นมาบ้าง
เสื้อเชิ้ตสีเรียบกับเนคไทลายขวาง พร้อมแล้วกับการผจญภัยในวันแรกของเดือนแห่งความรัก บนรถเมล์สถานที่กลิ่นเหงื่อและเชื้อโรคจะมารวมกันโดยมิได้นัดหมาย. . .

มันเป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว ที่ผมค่อยๆแบกสังขารเดินลงจากรถเมล์สายเดียวกันกับเมื่อเช้า สภาพเสื้อเชิ้ตที่ยับยู่ยี่ส่วนหนึ่งเพราะแอบหลับบนโต๊ะทำงาน และคราบเหงื่อที่ติดตัวมาตั้งแต่ลงรถเมล์ในตอนเช้าทำให้ใบหน้าที่ซูบหมองของผมยิ่งดูแย่ขึ้นไปอีก
ภายในถนนข้าหอ แม้ไฟทางเข้าจะถูกขโมยตัดไปจนหมดแต่มันก็ยังพอเดินได้ไม่ยากเกินไป ผมตัดสินใจกินข้าวต้มราคาถูกภายในซอยที่ยังคงเปิดอยู่เพียงร้านเดียว ผมกับเฮียเจ้าของร้านสนิทกัน ข้าวต้มราคาถูกกับคนที่รายได้ไม่มากนักดูเข้ากันได้ดี

เป็นไงบ้างล่า คุณพัศ กลับดึกอีกแล้วนะเฮียอ้วนเจ้าของร้านกล่าวเสียงใส

ก็อย่างนี้แหละครับ เฮีย เป็นลูกจ้างเขา จะทำอะไรได้ 

เหมือนเดิมนะคับเฮียอ้วนกล่าวกับผมเหมือนพูดอยู่คนเดียวเขาไม่ได้รอคำตอบใดๆ

. . . คะน้าปลาเค็มกับกุนเชียงอาหารที่ผมชอบสั่งเป็นประจำ . . .

ว่าแต่ คุณพัศกลุ้มใจอะไรรึเปล่าเหนหมู่นี้ดูหน้าดำคร่ำเครียดเฮียเย้าผมพลางก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับหม้อข้าวต้มใบโต

ผู้หญิงใช่มั้ยล่าเฮียยังคงถามเองตอบเองต่อไป

ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับเฮียผมตอบอ้อมแอ้ม

ใช่ ผมกำลังมีความรัก . . . แต่คงไม่ใช่ความรักที่สมหวังหรอก . . . เธอ เป็นคนที่ทุกคนในออฟฟิศ หลงจนหัวปักหัวปำทุกคนจดจำเธอได้ ตั้งแต่ภารโรงยันผู้บริหาร . . .
. . . ส่วนผมน่ะหรอแม่ยังจำชื่อผมได้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว . . . ผมยิ้มที่มุมปากเล็กๆ

เขาไม่ชอบอะไรคุณพัศล่าขี้อายเกินไปละซี่เฮียยังคงคอนเซ็ปต์ ถามเองตอบเองอย่างเหนียวแน่น

ลองซื้อหนังสือแบบนี้มาดูซี่เฮียพูดพลางบุ้ยปากไปที่หนังสือพัฒนาบุคลิกภาพเล่มหนึ่งบนโต๊ะ

อั๊ว ใช้แล้วได้ผลดีจาตาย เห็งมั้ยพูดชักทุกคำเลยเฮียกล่าวแล้วยิ้มแฉ่ง

เออ. . . ชักไปเถอะเฮีย ผมคิด

หลังจากจัดการกับข้าวต้มตรงหน้าเรียบร้อย ผมจ่ายเงินและเดินออกมาหันกลับไปดูเห็นเฮียโบกมือให้ผมตามหลัง . . . ในมือยังคงถือหนังสือเล่มนั้นอยู่ . . . หนังสือพัฒนาบุคลิกภาพ . . .
ถนนเล็กๆที่ใช้เดินกลับหอของผมเป็นถนนที่ค่อนข้างเปลี่ยวในเวลาค่ำคืน และ มีซอยแยกย่อยออกไปมากมาย  . . . หลังห้าทุ่มเป็นต้นไปแทบไม่มีบ้านหลังไหนที่ยังเปิดไฟอยู่ . . . แต่ในคืนนี้มันแปลกออกไป
ผมพบบ้านหลังหนึ่งที่มีแสงไฟส่องสว่างโดดเด่นออกมาจากสิ่งรอบข้าง ดูไกลๆเหมือนตัวบ้านเรืองแสงส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด

       ปกติแล้ว พัศ ไม่ใช่คนที่กล้าหาญอะไรนักตอนอยู่ ป.หกเขาถูกเด็กป.สี่รังแกพอขึ้น ม.ปลายก็ถูกเด็กม.ต้นไถเงินพอทำงานก็ถูกกดขี่ เขาเคยรู้สึกว่า ตัวเองโชคดีที่เกิดมาหน้าตาไม่ดีเท่าไหร่ มิเช่นนั้นคงมิแคล้วถูกลวนลาม  . . . แต่ในค่ำคืนนี้มันต่างออกไป แสงสว่างจากบ้านหลังนั้นคล้ายช่วยปลุกความกล้าในตัวเขาที่หลับไหลมานานให้ตื่นขึ้นทำงานอีกครั้ง

       ก่อนที่เขาจะรู้ตัว ขาที่อ่อนล้าทั้งคู่พาเขามาสู่หน้าบ้านปริศนาแห่งนั้น เขาค่อยๆสำรวจดูสิ่งภายนอกของมันประตูถูกประดับประดาไปด้วยสิ่งของสะท้อนแสงแสงสีทองอร่ามตาเจิดจ้าจนแทบจะทำให้เขาตาพร่ามัว มีป้ายเล็กๆเขียนคำว่า พัฒนาบุคลิกภาพห้อยอยู่บนลูกบิดประตูบานหน้าต่างเป็นฟิล์มทึบแสงมองไม่เห็นภายในแต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างบางสิ่งบางอย่างที่สว่างและสดใส  
คล้ายกับแสงสว่างนั้นกระตุ้นให้เลือดลมภายในสูบฉีดพัศค่อยๆปลดเนคไทหลวมๆที่คอของเขาออกไป เขาโยนมันทิ้งไว้ข้างๆคล้ายกับมันเป็นภาระที่ติดตัวมานาน

        เขาพลักประตูเข้าไป เสียงเพลงและแสงสว่างที่สาดเข้ามาทำให้เลือดลมสูบฉีดยิ่งขึ้นไปอีก แสงไฟสว่างวาบสลับกับความมืด คล้ายกับห้องที่ปิดไฟจนมืดสนิทแต่มีคนถ่ายรูปแบบเปิดแฟลชสว่างสลับกันไม่หยุดหย่อน ซ้ายที่ ขวาที เขารู้สึกปวดตาแต่เสียงดนตรีสไตล์ ร๊อกแอนด์โรลที่เคยโด่งดังในอดีตคล้ายบังคับให้เขาไม่สามารถหยุดเต้นได้สะโพกที่แข็งเพราะไม่เคยออกกำลังมาก่อนคล้ายถูกแรงปริศนา ทำลายพังพืดที่เกาะอยู่กับมันออกจนหมด และในตอนนี้เขาเต้นได้ดีจนรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่ที่จ้องมอง
 รู้สึกได้ถึงแสงไฟที่สาดส่อง!
ในแสงสว่างนั้นเขาคล้ายกับพบคนคนหนึ่งที่เขารู้จักดาราชื่อดังแห่งจังหวะร๊อกแอนด์โรลชายผู้มีผมเป็นแท่งสีดำ เสื้อสีเงินเป็นประกายขนตางามงอน

 เอลวิส เพลสลี่ย์!

         เขาดื่ม กินและ เต้นอย่างสุดเหวี่ยงโดยไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเขาเต้นไม่หยุดไม่หยุด จนกระทั่งทุกอย่างกลายเป็นสีขาวเบาสบาย  . . . ไม่เจ็บปวด

      ความปวดที่เข้าเล่นงานหัวของเขาจนคล้ายมันถูกกดให้เหลือขนาดเท่ากำปั้นทุบลงบนหัวของเขาปลุกพัศให้ตื่นขึ้นจากการนอนหลับเพดานห้องสีฟ้าที่ปรากฎ ขึ้นตรงหน้าคล้ายกับจะบอกเขาว่า ที่นี่คือห้องของเขา . . . ทันใดนั้นเสียงนาฬิกาปลุกของเขาก็แผดเสียงขึ้นดังสนั่น  
สิบโมงเช้าของวันอังคารที่สอง กุมภาพันธ์

                                                                                     .
            ใช่วันนี้เขาไปทำงานสายแต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ . . . เขาไม่รู้ว่าทำไมแต่เขารู้สึกได้ถึงเสียงดนตรีเมื่อคืนที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว . . . เขารู้สึกมั่นใจขึ้นท่าเดินที่เคยดูหงอยเหงาเปลี่ยนเป็นกระฉับกระเฉงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
                เสียงร๊อกแอนด์โรลภายในหัวทำให้เขาร่าเริง มีพลัง และ ยิ้มได้ทั้งวัน . . .

                ในคืนนั้นหลังจากที่เขาทำให้เฮียอ้วนประหลาดใจด้วยสีหน้าที่ดูร่าเริงและปฏิเสธอาหารเดิมๆของเฮียอ้วนด้วยลีลาที่เฉียบคม เขาพยายามหาที่ตั้งของบ้านปริศนาในคืนก่อนแต่ไม่ว่าจะหาอย่างไรเขาก็ไม่พบวี่แววของมันคล้ายกับบ้านนั้นโพล่ขึ้นมาระหว่างบ้านเลขที่ 11 กับ 12 ด้วยพื้นที่ว่างประมาณหนึ่งถังขยะ กทม. เท่านั้นเอง
       หรือว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความฝัน พัศตั้งคำถามกับตัวเอง . . . แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ เขาก็เลิกล้มความตั้งใจพลางฮัมเพลงและขยับเข้งขยับขาไปตลอดทางกลับหอพัก

                เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดซ้ำอีกในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆมา . . . ไม่นานพัศก็เริ่มเป็นจุดสนใจของบริษัทในเวลาไม่นาน

             หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พัศเดินทางกลับเช่นเดียวกับทุกวัน แต่วันนี้ขาของเขารู้สึกเหนื่อยและล้ามาก เขาอยากก้าวขาให้ช้าลง . . .แต่น่าแปลกเขากลับทำไม่ได้!!
            โดยไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้พัศก้มลงไปมองนาฬิกาที่ข้อมือของเขา . . .
                เป็นเวลา เที่ยงคืนพอดี  และบ้านลึกลับหลังนั้นในซอยสิบสอง ก็ส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง . . .
                 แต่ในคราวนี้บ้านหลังนั้นมิได้สว่างจ้าแสบตาเหมือนครั้งที่แล้วอีกต่อไป . . . มันเป็นแสงอบอุ่น นุ่มนวลที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย น่าแปลกที่ยิ่งพัศเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ความรู้สึกสบายผ่อนคลายกลับยิ่งมากขึ้นแข้งขาที่เคยขยับอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดก็ค่อยๆช้าลงความสุขเอ่อท้นมากขึ้น จนทำให้พัศอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
                ในคราวนี้ พัศเริ่มสำรวจบ้านหลังเดิมมากขึ้นก่อนจะพบว่ามันไม่มีบ้านเลขที่และสิ่งที่ยังเหมือนเดิมอยู่เพียงสิ่งเดียวจากวันจันทร์ที่แล้ว ก็คือ ป้ายเล็กๆที่เขียนคำว่า พัฒนาบุลคลิกภาพมันเป็นบ้านทรงอังกฤษคลาสสิคเก่าๆที่ดูเหมือนมาจากยุคที่อัศวินยังขี่ม้าอยู่และผู้ชายทุกคนพยายามเปลี่ยนตนเองเป็น สุภาพบุรุษกิ่งไม้ที่เลื้อยไปตามตัวบ้านรวมถึงลูกบิดประตูคล้ายถูกสถาปนิกชั้นครู จัดวางไว้อย่างเหมาะสม พัศค่อยๆเปิดประตูเข้าไป . . . ภายในกลับเป็นสวนขนาดใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าจะถูกบรรจุอยู่ในบ้านหลังนี้ได้
                เสียงนกที่ดังเจื้อยแจ้ว แว่วมา . . . กลื่นหอมของดอกไม้ฟุ้งกระจายในอากาศ จนเขาอยากจะหาอะไรสักอย่างมาเก็บมันไว้ . . . . เพราะเขาคงไม่อาจหาคำพูดใดๆมาอธิบายให้ใครเข้าใจได้ . . . เขาเดินสำรวจสวนแห่งนี้ด้วยความตื่นเต้น หัวใจพองโตจนแทบจะหลุดออกมาจากอก . . .

            ทันใดนั้นบทพูดในเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เปลี่ยน เป็นบทกลอน มันไพเราะราวกับหลุดออกมาจากบทละคร
                ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง . . . เสียงของหนุ่มสาวพูดกันด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษคำทุกคำซาบซึ้งกินใจแม้พัศจะฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักแต่เขาก็มั่นใจว่ามันเป็น เสียงกระซิบของคนรัก เขาเดินตามเสียงนั้นไปจนพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งกายเหมือนผู้ดีเก่าชาวตะวันตกกำลังพูดคุยกับสาวน้อยที่นั่งอยู่บนระเบียงสูงของตัวปราสาทขนาดย่อมๆหลังหนึ่ง . . . และเขาก็จำได้
                ฉากระเบียงที่โด่งดัง . . .โรมิโอ แอนด์ จูเลียตทันทีที่คิดได้เขาก็รู้สึกหน้ามืดและก่อนที่พัศจะวูบลงไปใบหน้าของชายคนหนึ่งก็วาบเข้ามา . . . ใบหน้าของชายผู้ให้กำเนิด โรมิโอ แอนด์ จูเลียต . . . เชคสเปียร์

            “วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติ . . . ได้ยินเสียงนกร้องในตอนเช้าแทนเสียงนาฬิกาปลุกเสียงไพเราะที่ผมไม่เคยสังเกตมาก่อนบางสิ่งบางอย่างมันก็อยู่ตรงนั้นแหละเพียงแต่เราไม่ได้สนใจมัน ต่างหาก
             จู่ๆความคิดดีๆเหล่านี้ก็แล่นเข้ามาในหัวของผม . . .
                ผมค่อยๆขยับตัวช้าๆ ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพโรมิโอ กับ จูเลียตยังแจ่มชัดในความทรงจำความหวานซึ้งของคำพูดฝังลึกลงไปในจิตใจ . . . ความสุขแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

                วันนี้นับเป็นวันที่แปลก อีกวันหนึ่งของผม . . . มันไม่ได้มีอะไรพิเศษ . . . เพียงแต่ ผมรู้สึก มีความสุข ท้องฟ้าที่สดใสกลายเป็นฟ้าสีครามงามสดไสว คล้ายๆกับฟ้านั้น ปลิวลอยลมไปพร้อมกับมวลเมฆ . . . ดอกกุหลาบสีแดงที่งดงามแต่งแต้มผืนดินให้ปราศจากความเหงา
            ใช่ . . . ผมกลายเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน . . . แต่หลายๆคนก็เรียกมันว่า น้ำเน่าอย่างไรก็ตามผมมีความสุขถึงแม้จะไม่เด่นเหมือนเมื่อก่อน . . .
                อย่างไรก็ตาม . . . มุมมองความรักของผม ก็ได้เปลี่ยนไป

                ภากับผมคุยกันมากขึ้น . . . แต่กระนั้นมันก็ไม่เป็นไปตามที่ผมคิด . . .
                แต่ไม่เป็นไรหากเรามีความสุขคนก็จะเข้ามาหาเรา ใช่ . . . เขาจะเข้ามาแบ่งความสุข จากเราไป . . . จะว่าไป ณ ตอนนี้ผมมีงานอดิเรกใหม่ . . . ที่นับว่าเยี่ยมยอดได้อย่างหนึ่งเลยนอกจากการเล่นกีตาร์และเต้นขั้นเทพในอาทิตย์ที่แล้ว . . . ผมสามารถแต่งกลอนได้ดี . . .ไม่สิ ดีมากเลยแหละ
            . . . .
                . . .
                . .
                เมื่อผมเห็นแสงส่องออกมาจากบ้านหลังนั้น ผมรู้แล้วว่า . . . ผมจะสามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกเป็นใครก็ได้ตามแต่ที่ผมจะพบเจอในบ้านหลังนั้น . . .

                ผมเดินเข้าไป . . . . ผมยังไม่พอใจกับสิ่งที่เป็น . . .
                 ผมจะไม่พูดถึงวันเวลาที่ผ่านไป เป็นเดือนจากเดือนเป็น ปี . . .
                ผมจะไม่พูดถึง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผมที่เปลี่ยนไป
                ผมจะไม่พูดถึงเธอ

                ในคืนวันจันทร์ . . . เวลาเที่ยงคืน
                ผมในสภาพที่แปลกออกไป . . . ยังคงกลับมาที่เดิมบ้านที่สว่างที่สุดในซอยที่มืดมิด . . . มันใช้เวลานาน กว่าที่ผมจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร . . . กว่าที่ผมจะรู้ถึงในสิ่งที่ต้องการ

            เป็นอีกครั้งที่ผมเปิดประตูเข้าไปในบ้านหลังนั้นใช่โดยใช้มือของผมเองมือคู่เดิมแต่อ่อนแรงลงมาก . . . มือที่ควบคุมไม่ค่อยได้ของผม
               
                ห้องนั้นเป็นห้องที่โล่งเปล่ามีเพียงเก้าอี้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางห้องและ . . . คนบนเก้าอี้ นั่งหันหลังให้ผม
                น้ำตาไหล . . . ไม่หยุด ผมพบสิ่งที่ผมรอคอยมานานแสนนานแล้ว . . .

                ยินดีที่ได้รู้จัก . . . อีกครั้งร่างนั้นหันมา

                ก่อนจะยื่นมือมาสัมผัสมือผมไว้

                พัศ ผมตามหาคุณมานานเหลือเกินผมกล่าวด้วยน้ำตาที่นองเต็มหน้า . . .

. . . นาฬิกาปลุกแผดเสียงดังสนั่น . . . 10 นาฬิกาของวันอังคารที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ . . . .  

*** Alternative Version of a short film "PAD"  

                

2 comments:

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...