ผมลืมตาตื่นขึ้นมาภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศไทย
ประเทศแห่งการยิ้มและการทุจริตคอรัปชั่น อันดับต้นๆของโลก
ดาวเคราะห์ดวงที่สามแห่งสุริยจักรวาล
ดาวเคราะห์สีฟ้าที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยน้ำ
ถูกปกครองโดยเผ่าพันธุ์ประหลาดๆ ที่เรียกตนเองว่า “มนุษย์”
ผมลุกจากเตียงนอน
ขนาดพอดีตัว จัดการถอดเสื้อผ้าคว้าผ้าขนหนูอาบน้ำผืนเก่า ที่ไม่ได้ซักมานาน . . .
. ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำการอาบน้ำในตอนเช้าดูจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมในตอนนี้
หลังจากฝันร้ายที่ผ่านพ้นมาเมื่อคืน
ผมออกเดินทางจากห้องพักราคาถูกที่บอกชื่อไปยังไงก็ไม่มีคนรู้จัก
ผู้อาศัยบางคนก็ยังจำชื่อยาวๆของมันไม่ได้ด้วยซ้ำ
คนคิดชื่อคงคิดว่าการตั้งชื่อให้ดูดีเป็นภาษาฝรั่งจะทำให้หอห่วยๆนี่ดูดีมีราคาขึ้นมาบ้าง
เสื้อเชิ้ตสีเรียบกับเนคไทลายขวาง
พร้อมแล้วกับการผจญภัยในวันแรกของเดือนแห่งความรัก บนรถเมล์สถานที่กลิ่นเหงื่อและเชื้อโรคจะมารวมกันโดยมิได้นัดหมาย. . .
มันเป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว ที่ผมค่อยๆแบกสังขารเดินลงจากรถเมล์สายเดียวกันกับเมื่อเช้า
สภาพเสื้อเชิ้ตที่ยับยู่ยี่ส่วนหนึ่งเพราะแอบหลับบนโต๊ะทำงาน
และคราบเหงื่อที่ติดตัวมาตั้งแต่ลงรถเมล์ในตอนเช้าทำให้ใบหน้าที่ซูบหมองของผมยิ่งดูแย่ขึ้นไปอีก
ภายในถนนข้าหอ
แม้ไฟทางเข้าจะถูกขโมยตัดไปจนหมดแต่มันก็ยังพอเดินได้ไม่ยากเกินไป
ผมตัดสินใจกินข้าวต้มราคาถูกภายในซอยที่ยังคงเปิดอยู่เพียงร้านเดียว ผมกับเฮียเจ้าของร้านสนิทกัน ข้าวต้มราคาถูกกับคนที่รายได้ไม่มากนักดูเข้ากันได้ดี
“เป็นไงบ้างล่า คุณพัศ
กลับดึกอีกแล้วนะ” เฮียอ้วนเจ้าของร้านกล่าวเสียงใส
“ก็อย่างนี้แหละครับ
เฮีย เป็นลูกจ้างเขา จะทำอะไรได้”
“เหมือนเดิมนะคับ”
เฮียอ้วนกล่าวกับผมเหมือนพูดอยู่คนเดียวเขาไม่ได้รอคำตอบใดๆ
. . . คะน้าปลาเค็มกับกุนเชียงอาหารที่ผมชอบสั่งเป็นประจำ . . .
“ว่าแต่ คุณพัศกลุ้มใจอะไรรึเปล่าเหนหมู่นี้ดูหน้าดำคร่ำเครียด” เฮียเย้าผมพลางก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับหม้อข้าวต้มใบโต
“ผู้หญิงใช่มั้ยล่า”
เฮียยังคงถามเองตอบเองต่อไป
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับเฮีย” ผมตอบอ้อมแอ้ม
ใช่ ผมกำลังมีความรัก
. . . แต่คงไม่ใช่ความรักที่สมหวังหรอก . . . เธอ เป็นคนที่ทุกคนในออฟฟิศ
หลงจนหัวปักหัวปำทุกคนจดจำเธอได้ ตั้งแต่ภารโรงยันผู้บริหาร . . .
. . . ส่วนผมน่ะหรอแม่ยังจำชื่อผมได้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว . . . ผมยิ้มที่มุมปากเล็กๆ
“เขาไม่ชอบอะไรคุณพัศล่าขี้อายเกินไปละซี่” เฮียยังคงคอนเซ็ปต์
ถามเองตอบเองอย่างเหนียวแน่น
“ลองซื้อหนังสือแบบนี้มาดูซี่”
เฮียพูดพลางบุ้ยปากไปที่หนังสือพัฒนาบุคลิกภาพเล่มหนึ่งบนโต๊ะ
“อั๊ว
ใช้แล้วได้ผลดีจาตาย เห็งมั้ยพูดชักทุกคำเลย” เฮียกล่าวแล้วยิ้มแฉ่ง
เออ. . .
ชักไปเถอะเฮีย ผมคิด
หลังจากจัดการกับข้าวต้มตรงหน้าเรียบร้อย
ผมจ่ายเงินและเดินออกมาหันกลับไปดูเห็นเฮียโบกมือให้ผมตามหลัง . . .
ในมือยังคงถือหนังสือเล่มนั้นอยู่ . . . หนังสือพัฒนาบุคลิกภาพ . . .
ถนนเล็กๆที่ใช้เดินกลับหอของผมเป็นถนนที่ค่อนข้างเปลี่ยวในเวลาค่ำคืน
และ มีซอยแยกย่อยออกไปมากมาย . . .
หลังห้าทุ่มเป็นต้นไปแทบไม่มีบ้านหลังไหนที่ยังเปิดไฟอยู่ . . .
แต่ในคืนนี้มันแปลกออกไป
ผมพบบ้านหลังหนึ่งที่มีแสงไฟส่องสว่างโดดเด่นออกมาจากสิ่งรอบข้าง
ดูไกลๆเหมือนตัวบ้านเรืองแสงส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด
ปกติแล้ว
พัศ ไม่ใช่คนที่กล้าหาญอะไรนักตอนอยู่ ป.หกเขาถูกเด็กป.สี่รังแกพอขึ้น
ม.ปลายก็ถูกเด็กม.ต้นไถเงินพอทำงานก็ถูกกดขี่ เขาเคยรู้สึกว่า
ตัวเองโชคดีที่เกิดมาหน้าตาไม่ดีเท่าไหร่ มิเช่นนั้นคงมิแคล้วถูกลวนลาม . . . แต่ในค่ำคืนนี้มันต่างออกไป แสงสว่างจากบ้านหลังนั้นคล้ายช่วยปลุกความกล้าในตัวเขาที่หลับไหลมานานให้ตื่นขึ้นทำงานอีกครั้ง
ก่อนที่เขาจะรู้ตัว ขาที่อ่อนล้าทั้งคู่พาเขามาสู่หน้าบ้านปริศนาแห่งนั้น
เขาค่อยๆสำรวจดูสิ่งภายนอกของมันประตูถูกประดับประดาไปด้วยสิ่งของสะท้อนแสงแสงสีทองอร่ามตาเจิดจ้าจนแทบจะทำให้เขาตาพร่ามัว มีป้ายเล็กๆเขียนคำว่า “พัฒนาบุคลิกภาพ”ห้อยอยู่บนลูกบิดประตูบานหน้าต่างเป็นฟิล์มทึบแสงมองไม่เห็นภายในแต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างบางสิ่งบางอย่างที่สว่างและสดใส
คล้ายกับแสงสว่างนั้นกระตุ้นให้เลือดลมภายในสูบฉีดพัศค่อยๆปลดเนคไทหลวมๆที่คอของเขาออกไป
เขาโยนมันทิ้งไว้ข้างๆคล้ายกับมันเป็นภาระที่ติดตัวมานาน
เขาพลักประตูเข้าไป
เสียงเพลงและแสงสว่างที่สาดเข้ามาทำให้เลือดลมสูบฉีดยิ่งขึ้นไปอีก
แสงไฟสว่างวาบสลับกับความมืด คล้ายกับห้องที่ปิดไฟจนมืดสนิทแต่มีคนถ่ายรูปแบบเปิดแฟลชสว่างสลับกันไม่หยุดหย่อน ซ้ายที่ ขวาที เขารู้สึกปวดตาแต่เสียงดนตรีสไตล์ ร๊อกแอนด์โรลที่เคยโด่งดังในอดีตคล้ายบังคับให้เขาไม่สามารถหยุดเต้นได้สะโพกที่แข็งเพราะไม่เคยออกกำลังมาก่อนคล้ายถูกแรงปริศนา ทำลายพังพืดที่เกาะอยู่กับมันออกจนหมด และในตอนนี้เขาเต้นได้ดีจนรู้สึกได้ถึงสายตาทุกคู่ที่จ้องมอง
รู้สึกได้ถึงแสงไฟที่สาดส่อง!
ในแสงสว่างนั้นเขาคล้ายกับพบคนคนหนึ่งที่เขารู้จักดาราชื่อดังแห่งจังหวะร๊อกแอนด์โรลชายผู้มีผมเป็นแท่งสีดำ
เสื้อสีเงินเป็นประกายขนตางามงอน
เอลวิส เพลสลี่ย์!
เขาดื่ม
กินและ เต้นอย่างสุดเหวี่ยงโดยไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเขาเต้นไม่หยุดไม่หยุด จนกระทั่งทุกอย่างกลายเป็นสีขาวเบาสบาย . . . ไม่เจ็บปวด
ความปวดที่เข้าเล่นงานหัวของเขาจนคล้ายมันถูกกดให้เหลือขนาดเท่ากำปั้นทุบลงบนหัวของเขาปลุกพัศให้ตื่นขึ้นจากการนอนหลับเพดานห้องสีฟ้าที่ปรากฎ ขึ้นตรงหน้าคล้ายกับจะบอกเขาว่า ที่นี่คือห้องของเขา . .
. ทันใดนั้นเสียงนาฬิกาปลุกของเขาก็แผดเสียงขึ้นดังสนั่น
สิบโมงเช้าของวันอังคารที่สอง กุมภาพันธ์
.
ใช่วันนี้เขาไปทำงานสายแต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ . . . เขาไม่รู้ว่าทำไมแต่เขารู้สึกได้ถึงเสียงดนตรีเมื่อคืนที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว . . .
เขารู้สึกมั่นใจขึ้นท่าเดินที่เคยดูหงอยเหงาเปลี่ยนเป็นกระฉับกระเฉงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เสียงร๊อกแอนด์โรลภายในหัวทำให้เขาร่าเริง
มีพลัง และ ยิ้มได้ทั้งวัน . . .
ในคืนนั้นหลังจากที่เขาทำให้เฮียอ้วนประหลาดใจด้วยสีหน้าที่ดูร่าเริงและปฏิเสธอาหารเดิมๆของเฮียอ้วนด้วยลีลาที่เฉียบคม เขาพยายามหาที่ตั้งของบ้านปริศนาในคืนก่อนแต่ไม่ว่าจะหาอย่างไรเขาก็ไม่พบวี่แววของมันคล้ายกับบ้านนั้นโพล่ขึ้นมาระหว่างบ้านเลขที่ 11 กับ 12 ด้วยพื้นที่ว่างประมาณหนึ่งถังขยะ กทม. เท่านั้นเอง
หรือว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความฝัน
พัศตั้งคำถามกับตัวเอง . . . แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ
เขาก็เลิกล้มความตั้งใจพลางฮัมเพลงและขยับเข้งขยับขาไปตลอดทางกลับหอพัก
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดซ้ำอีกในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆมา . . . ไม่นานพัศก็เริ่มเป็นจุดสนใจของบริษัทในเวลาไม่นาน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป พัศเดินทางกลับเช่นเดียวกับทุกวัน แต่วันนี้ขาของเขารู้สึกเหนื่อยและล้ามาก
เขาอยากก้าวขาให้ช้าลง . . .แต่น่าแปลกเขากลับทำไม่ได้!!
โดยไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้พัศก้มลงไปมองนาฬิกาที่ข้อมือของเขา . . .
เป็นเวลา เที่ยงคืนพอดี และบ้านลึกลับหลังนั้นในซอยสิบสอง
ก็ส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้ง . . .
แต่ในคราวนี้บ้านหลังนั้นมิได้สว่างจ้าแสบตาเหมือนครั้งที่แล้วอีกต่อไป . . . มันเป็นแสงอบอุ่น นุ่มนวลที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย น่าแปลกที่ยิ่งพัศเดินเข้าไปใกล้เท่าไหร่ความรู้สึกสบายผ่อนคลายกลับยิ่งมากขึ้นแข้งขาที่เคยขยับอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดก็ค่อยๆช้าลงความสุขเอ่อท้นมากขึ้น
จนทำให้พัศอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
ในคราวนี้
พัศเริ่มสำรวจบ้านหลังเดิมมากขึ้นก่อนจะพบว่ามันไม่มีบ้านเลขที่และสิ่งที่ยังเหมือนเดิมอยู่เพียงสิ่งเดียวจากวันจันทร์ที่แล้ว ก็คือ
ป้ายเล็กๆที่เขียนคำว่า “พัฒนาบุลคลิกภาพ” มันเป็นบ้านทรงอังกฤษคลาสสิคเก่าๆที่ดูเหมือนมาจากยุคที่อัศวินยังขี่ม้าอยู่และผู้ชายทุกคนพยายามเปลี่ยนตนเองเป็น “สุภาพบุรุษ” กิ่งไม้ที่เลื้อยไปตามตัวบ้านรวมถึงลูกบิดประตูคล้ายถูกสถาปนิกชั้นครู จัดวางไว้อย่างเหมาะสม พัศค่อยๆเปิดประตูเข้าไป . . . ภายในกลับเป็นสวนขนาดใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าจะถูกบรรจุอยู่ในบ้านหลังนี้ได้
“เสียงนกที่ดังเจื้อยแจ้ว
แว่วมา . . . กลื่นหอมของดอกไม้ฟุ้งกระจายในอากาศ จนเขาอยากจะหาอะไรสักอย่างมาเก็บมันไว้
. . . . เพราะเขาคงไม่อาจหาคำพูดใดๆมาอธิบายให้ใครเข้าใจได้ . . . เขาเดินสำรวจสวนแห่งนี้ด้วยความตื่นเต้น
หัวใจพองโตจนแทบจะหลุดออกมาจากอก . . .”
ทันใดนั้นบทพูดในเรื่องสั้นเรื่องนี้ก็เปลี่ยน เป็นบทกลอน มันไพเราะราวกับหลุดออกมาจากบทละคร
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง . . .
เสียงของหนุ่มสาวพูดกันด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษคำทุกคำซาบซึ้งกินใจแม้พัศจะฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักแต่เขาก็มั่นใจว่ามันเป็น “เสียงกระซิบ”
ของคนรัก เขาเดินตามเสียงนั้นไปจนพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งกายเหมือนผู้ดีเก่าชาวตะวันตกกำลังพูดคุยกับสาวน้อยที่นั่งอยู่บนระเบียงสูงของตัวปราสาทขนาดย่อมๆหลังหนึ่ง . .
. และเขาก็จำได้
ฉากระเบียงที่โด่งดัง . . .โรมิโอ
แอนด์ จูเลียตทันทีที่คิดได้เขาก็รู้สึกหน้ามืดและก่อนที่พัศจะวูบลงไปใบหน้าของชายคนหนึ่งก็วาบเข้ามา . . . ใบหน้าของชายผู้ให้กำเนิด โรมิโอ แอนด์
จูเลียต . . . “เชคสเปียร์”
“วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติ
. . . ได้ยินเสียงนกร้องในตอนเช้าแทนเสียงนาฬิกาปลุกเสียงไพเราะที่ผมไม่เคยสังเกตมาก่อนบางสิ่งบางอย่างมันก็อยู่ตรงนั้นแหละเพียงแต่เราไม่ได้สนใจมัน ต่างหาก”
จู่ๆความคิดดีๆเหล่านี้ก็แล่นเข้ามาในหัวของผม .
. .
“ผมค่อยๆขยับตัวช้าๆ
ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพโรมิโอ กับ จูเลียตยังแจ่มชัดในความทรงจำความหวานซึ้งของคำพูดฝังลึกลงไปในจิตใจ . . . ความสุขแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย”
วันนี้นับเป็นวันที่แปลก อีกวันหนึ่งของผม
. . . มันไม่ได้มีอะไรพิเศษ . . . เพียงแต่ ผมรู้สึก มีความสุข “ท้องฟ้าที่สดใสกลายเป็นฟ้าสีครามงามสดไสว คล้ายๆกับฟ้านั้น ปลิวลอยลมไปพร้อมกับมวลเมฆ . . . ดอกกุหลาบสีแดงที่งดงามแต่งแต้มผืนดินให้ปราศจากความเหงา”
ใช่
. . . ผมกลายเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน . . . แต่หลายๆคนก็เรียกมันว่า “น้ำเน่า”
อย่างไรก็ตามผมมีความสุขถึงแม้จะไม่เด่นเหมือนเมื่อก่อน . . .
อย่างไรก็ตาม . . .
มุมมองความรักของผม ก็ได้เปลี่ยนไป
ภากับผมคุยกันมากขึ้น . . .
แต่กระนั้นมันก็ไม่เป็นไปตามที่ผมคิด . . .
แต่ไม่เป็นไรหากเรามีความสุขคนก็จะเข้ามาหาเรา ใช่ . . . เขาจะเข้ามาแบ่งความสุข จากเราไป . . . จะว่าไป ณ
ตอนนี้ผมมีงานอดิเรกใหม่ . . .
ที่นับว่าเยี่ยมยอดได้อย่างหนึ่งเลยนอกจากการเล่นกีตาร์และเต้นขั้นเทพในอาทิตย์ที่แล้ว . . . ผมสามารถแต่งกลอนได้ดี . . .ไม่สิ
ดีมากเลยแหละ
.
. . .
. . .
. .
เมื่อผมเห็นแสงส่องออกมาจากบ้านหลังนั้น
ผมรู้แล้วว่า . . . ผมจะสามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกเป็นใครก็ได้ตามแต่ที่ผมจะพบเจอในบ้านหลังนั้น
. . .
ผมเดินเข้าไป . . . .
ผมยังไม่พอใจกับสิ่งที่เป็น . . .
ผมจะไม่พูดถึงวันเวลาที่ผ่านไป
เป็นเดือนจากเดือนเป็น ปี . . .
ผมจะไม่พูดถึง
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผมที่เปลี่ยนไป
ผมจะไม่พูดถึงเธอ
ในคืนวันจันทร์ . . .
เวลาเที่ยงคืน
ผมในสภาพที่แปลกออกไป . . .
ยังคงกลับมาที่เดิมบ้านที่สว่างที่สุดในซอยที่มืดมิด . . . มันใช้เวลานาน
กว่าที่ผมจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร . . . กว่าที่ผมจะรู้ถึงในสิ่งที่ต้องการ
เป็นอีกครั้งที่ผมเปิดประตูเข้าไปในบ้านหลังนั้นใช่โดยใช้มือของผมเองมือคู่เดิมแต่อ่อนแรงลงมาก . . .
มือที่ควบคุมไม่ค่อยได้ของผม
ห้องนั้นเป็นห้องที่โล่งเปล่ามีเพียงเก้าอี้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางห้องและ . . . คนบนเก้าอี้ นั่งหันหลังให้ผม
น้ำตาไหล . . . ไม่หยุด
ผมพบสิ่งที่ผมรอคอยมานานแสนนานแล้ว . . .
“ยินดีที่ได้รู้จัก
. . . อีกครั้ง” ร่างนั้นหันมา
ก่อนจะยื่นมือมาสัมผัสมือผมไว้
“พัศ ผมตามหาคุณมานานเหลือเกิน” ผมกล่าวด้วยน้ำตาที่นองเต็มหน้า
. . .
. . . นาฬิกาปลุกแผดเสียงดังสนั่น
. . . 10 นาฬิกาของวันอังคารที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ . . . .
ชอบจังฮะ <3
ReplyDeleteขอบคุณครับ : )
Delete