วันที่
25 มีนาคม
เราอาจจะต้องถูกส่งกลับบ้าน นี่เป็นสิ่งแรกที่เรารู้ในชื่อตอนเช้าหลังจากตื่นขึ้นมาเช็คอีเมล์
วีซ่าของเรามีปัญหา เนื่องมาจากที่อยู่และที่ทำงานไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากเราไม่ได้ไปยังสถานที่ที่เราเขียนส่งไป
ซึ่งขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทที่จัดโปรแกรม Work & Travel [1]ของเราโดยตรง ผมจะไม่ขอเล่าถึงขั้นตอนนี้มากเพราะรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรน่าสนใจสำหรับคนที่ไม่คิดจะไปโครงการนี้
เพียงแค่อยากจะบอกว่าการทำอะไรต้องเช็คและวางแผนให้รอบคอบ อย่างน้อยก็ขอให้รอบคอบกว่าพวกเรา
จะว่าไปนี่อาจเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดเท่าที่เราเคยเจอ
เลยก็เป็นได้ ไม่ว่าจะไม่มีรถไฟ กระเป๋าหาย หรือรถที่เหยียบ 140 กม./ชม.
เป็นปกติและคอยบีบไล่คันอื่นเมื่อขับช้า พวกเราก็ยังอยู่ที่อเมริกา
ยังอยู่แก้ปัญหาได้แต่ถ้าถูกส่งตัวกลับบ้านพวกเราก็คงทำอะไรไม่ได้และพวกเราก็ไม่อยากเป็นคนที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย!
อย่างไรก็ตามผมพยายามไม่ใส่ใจกับมันและขับรถออกมาเที่ยวชมตัวเมือง
แฟร์แบงค์ เมืองจุดหมายปลายทางของพวกเรา!
เมืองที่เป็นจุดชมแสงเหนือได้สวยที่สุดเมืองหนึ่งในโลก (รองจากเมือง ทุกๆปีที่แห่งนี้มีจะมีผู้คนมากมายหลั่งไหลมาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อมาชม
แสงเหนือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาที่จะปรากฏมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และ มีนาคม
ออโรร่า บอเรลลิส หรือแสงเหนือ แปลตรงตัวได้ใจความว่า
รุ่งอรุณสีแดงแห่งทิศเหนือ ซึ่งตั้งชื่อโดย
กาลิเลโอ
นักดาราศาสตร์ชื่อดัง คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้คนบนโลกสามารถ
มองเห็นได้
และมีความเชื่อแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ที่สังเกตเห็น โดยทวีปอเมริกามักจะเชื่อกันว่าเป็นความพยายามของวิญญาณที่ต้องการติดต่อสื่อสารกับญาติมิตร
ส่วนทางด้านนอร์เวย์เชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของสาวพรหมจารีที่ได้ออกมาร่ายรำยามค่ำคืน
แต่ทั้งนี้หากจะอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆก็คือ
แสงเหนือเกิดจากรังสีจากดวงอาทิตย์ชนเข้ากับก๊าซที่ลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศ[2]
ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามก๊าซที่กระทบนั่นเอง
ช่วงเวลาในแถบขั้วโลกเหนือนี้แม้จะมี 24
ชั่วโมงเท่ากับที่อื่นๆแต่ พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นช้าและตกช้ากว่าบ้านเรามาก
พวกเราใช้เวลาทั้งวันในเมืองแฟร์แบงค์ตรวจสอบเส้นทางที่พวกเราจะไปดูออโรร่าและ
เที่ยวชมมหาวิทยาลัยแฟร์แบงค์เดินไปเดินมาและรู้สึกดีที่ได้ทำตัวเป็นเด็กมหาลัยฯ
ในอเมริกา! ก่อนจะกลับมานอนพักผ่อน คืนนี้เราอาจจะได้เห็นออโรร่าเป็นครั้งแรก!
หลังจากที่พระอาทิตย์ตกไปเมื่อตอนเวลาประมาณ
สามทุ่มกว่าๆและท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท และพวกเราจัดการอาหารเย็นซึ่งนำโดยขนมปังทาเฮเซลนัทช๊อคโกแลตและอาหารลดราคา
เรียบร้อย พวกเราก็ขับรถออกไป
ในคืนนี้ โอกาสในการมองเห็นออโรร่าของพวกเราไม่มากนักตามการพยากรณ์
ซึ่งสามารถดูได้จากเว็บไซต์ต่างๆมากมาย
แต่พวกเราก็ไม่ใช่ว่าจะได้อยู่ในแฟร์แบงค์ทุกวัน ถึงมีโอกาสน้อยแต่พวกเราก็จะขอลอง
ในคืนนี้หลังจากขับรถหลงทางกันมาพักใหญ่
(ทั้งๆที่สำรวจเส้นทางแล้วแท้ๆ) พวกเราตัดสินใจจอดรถและเฝ้ามอง อยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง
ผมเหนื่อยกับการขับรถวนไปมาและอีกเหตุผลก็คงเป็นเพราะข้างบนมืดเกินไป
โรแมนติกเกินไปที่จะไปกันแค่ ผู้ชายสองคน
จุดที่พวกเราจอดรถมันไม่ใช่จุดที่ดีอะไรมาก
หากแต่ก็มืดพอสมควรและอย่างน้อยก็มีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ
(บ้านในป่าทำนองนั้นเลยทีเดียว) เราไม่ใช่พระเอกละครช่องไหน
ถึงอลาสก้าจะค่อยมีอาชญากรรมมากนัก แต่เราก็ต้องหาทางที่ปลอดภัยที่สุดไว้ก่อน
นนเริ่มยกขาตั้งกล้องออกไปเซตไว้ ผมยืนพิงประตูรถ
เหม่อมองท้องฟ้าเวลาค่อยๆผ่านไป . . .
หนึ่งชั่วโมง . .
สอง ชั่วโมง . . .
พวกเรายังคงไม่เห็นอะไรแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดสนิทมานานแล้ว
. . มันคงไม่มืดไปกว่านี้ แต่อากาศภายนอก
ยังคงหนาวได้มากขึ้นเรื่อยๆ เวลาห้าทุ่มครึ่งโดยประมาณพวกเราเริ่ม
ไม่สามารถออกไปมองดูท้องฟ้านอกรถนานๆได้
ดังนั้น เราปรับเบาะเอนลง และ นอน
นอนมองออกไปนอกหน้าต่าง. . . มองออกไปยังท้องฟ้าอย่างจริงจัง
อย่างน้อยถ้าไม่เห็นออโรร่า ก็มั่นใจได้ว่าพวกเราเห็นดาว. . .
ดาวแทบทุกดวงที่คนๆหนึ่งจะเห็นได้
ในเวลานั้นและ ณ สถานที่แห่งนั้น
เหมือนกับหลายๆครั้งที่เราเฝ้ารออะไรสักอย่าง
เรามีความตั้งใจ,เรามีความมุ่งมั่น แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่บางครั้ง ความตั้งใจและความมุ่งมั่นตัวเดียวกันนั้น
ทำให้เรามองข้ามอะไรสักอย่าง ใครสักคนที่ควรค่าแก่การมองเห็นไปอย่างน่าเสียดาย . .
ท้องฟ้าในอลาสก้าเท่าทีพวกเราเคยพบมาแทบไม่มีเมฆอยู่เลย
เรียกว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ นั่นเป็นสิ่งที่น่าแปลกแต่ ก็ดีสำหรับพวกเรา
อีกหนึ่งชั่วโมงผ่านไป นนสังเกตเห็นแสงสีขาวไรๆ
เล็กๆ ค่อยๆโพล่ออกมาหลังกลุ่มต้นไม้สูง มันเบลอจนเหมือนใครเอาสีขาวไปทาและละเลงมันด้วยนิ้ว
จนกลายเป็นสีขาวขุ่นๆ
ถ้าจะเปรียบ ดาวเป็นสิวของท้องฟ้าออโรราระดับเล็กๆนี้ก็เป็นเพียง
“กระ” บนใบหน้าเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม มันสวยและดูแปลกตา
บนท้องฟ้าผืนใหญ่นี้ยังคงมีที่อีกมากมายสำหรับมัน
แต่เวลาของพวกเราในแฟร์แบงค์นี้เหลืออีกไม่กี่คืน
และเมื่ออากาศเริ่มหนาวเกินไปและพวกเราไม่คิดว่าออโรร่าที่พบนั้นจะปรากฏ มามากกว่าที่เห็นพวกเราก็ตัดสินใจกลับที่พัก
![]() | |
|
วันที่
26 มีนาคม
เราพบผู้มาใหม่สองคน แซมและมิทเชล หนุ่มหน้าตาดีกับแฟนสาวตัวกลม
ทั้งคู่บอกกับเราว่ามาจาก LA
และเพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้เลย ผมชวนทั้งสองคนให้นั่งรถไปดูออโรร่าด้วยกัน
อย่างน้อยถ้าหากเราขับรถไปจนถึงยอดภูเขาและถูกหมีจับตัวไปกิน
ก็อาจจะมีใครไปแจ้งความให้เราบ้าง และอีกอย่างรถของพวกเรามีที่เหลือเฟือสำหรับอีกสองคน
เย็นวันนั้นเราพบเพื่อนอีกคนที่ห้องครัวในบ้าน
เพื่อนคนที่เราไม่รู้เลยว่าจะกลายมาเป็นเพื่อนคนสำคัญ
ของเราอีกหนึ่งคน
ในอนาคตอันใกล้ เขาเป็นชาวอาเจนติน่าที่เดินทางเพียงลำพัง กับกระเป๋าห้าใบใหญ่เท่าบ้าน
ผมรู้สึกได้ทันที่ที่พบกัน เขาเป็นคนประเภทร่าเริง และ อาจจะร่าเริงเกินไป
ชื่อของเขาคือ ดีเอโก้ เขาสำทับอีกครั้งว่า
เกิดในปี ที่ อาเจนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกชื่อของเขามาจาก ดีเอโก้ มาราโดน่า
นักฟุตบอลระดับโลก
โดยสรุปแล้วในคืนนี้
เราจะมีแขกบนรถของเราเพิ่มอีก 3 คน ได้แก่ แซม,มิทเชล และ ดีเอโก้
ผมรู้สึกประหม่านิดๆเนื่องจาก
รู้ตัวว่าขับรถไม่ค่อยเก่ง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า
ข้ออ้างน่าจะทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่า ผมไม่ถนัดขับรถแบบ คนขับนั่งอยู่ทางซ้าย[3]
ไฟแดงที่ แฟร์แบงค์ นี้ มีเซ็นเซอร์อยู่ซึ่งมันจะใช้ตรวจจับรถที่จอดรอไฟแดง
ประมวลผลแล้ว จึงเปิดสัญญาณไฟ ด้วยความที่ระวังเกินไป ผมจอดรถไม่ถึงเซ็นเซอร์ทำให้ไฟแดงไม่เห็นผมและไม่ยอมเปิดไฟเขียวให้
เราคงนั่งรอสัญญาณจนถึงเช้าหากแซมไม่เตือนผมขึ้นมาซะก่อน
จุดมุ่งหมายของเราในคืนนี้อยู่ที่ยอดเขา
เอสเตอร์โดม ยอดเขาดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกของเมือง
เป็นยอดเขาที่เป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่สุดสำหรับการดู ออโรร่าและความหนาวซึ่งสามารถสัมผัสลมเย็นที่อุณหภูมิถึง
-50 องศาได้ในฤดูหนาว (โชคดีที่ ณ วันที่เราไปถึงนั้นอลาสก้ากำลังเข้าสู่ปลายฤดูหนาว)
ภายในรถที่ มีคนนั่งอยู่ 5 คน ดีเอโก้เป็นคนที่ร่าเริงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
(ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ) เขาเสนอเกมส์ , ร้องเพลง และชวนคนอื่นคุย
ซึ่งปกติหน้าที่นั้นเป็นหน้าที่ของผม
![]() |
พวกเราทั้ง 5 คนถ่ายรูปรวมกันหน้าบ้านพัก เรียกจากซ้ายไปขวา นน
ดีเอโก้ ผม มิทเชล และ แซม
|
แต่ไม่ใช่ในเวลาที่ขับรถแบบนี้
พวกเราส่วนใหญ่สนุกสนาน แต่บางคนก็ตัวเกร็งไปหมด (ผมไม่ได้หมายถึงนน!)
การขับรถขึ้นเขาที่มีเลนสวน
เป็นอะไรที่อันตรายมากและผมเดาว่าเพื่อการรักษาทัศนียภาพที่ดี
ทางขึ้นเขานี้จึงไม่มีเสาไฟใดๆที่เกะกะสายตาและแน่นอนแสงสว่างเดียวที่เรามีก็คือแสงไฟจากหน้ารถ
โตโยต้า โคโรร่าสีขาวหิมะของเรา
การขับรถขึ้นภูเขาน้ำแข็งในครั้งนี้นอกจากจะต้องเสี่ยงกับความมืดแล้ว หิมะและน้ำแข็งก็เป็นสิ่งที่อันตรายอันดับต้นๆ
โดยที่ผมนึกเสียใจอยู่ลึกๆที่ตอนเช่ารถไม่ยอมเลือก “ล้อลุยน้ำแข็ง” มา
โดยระหว่างขับรถพวกเราจะได้ยินเสียงเกาะแกะ
คล้ายกับเสียงน้ำแข็งกระแทกตัวรถให้พวกเราเสียวเล่นๆตลอดทาง
ในขณะที่รถวิ่งฝ่าความมืดได้ราวครึ่งชั่วโมง
ออโรร่าชุดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าอลาสก้าอีกครั้ง ให้พวกเราตื่นเต้นราวกับจะบอกว่า
“พวกเอ็งมาถูกทางแล้ว เจ้ามนุษย์” !
เราขึ้นมาถึงบริเวณยอดเขาเอสเตอร์โดมเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน
ผมจำไม่ได้แล้วว่า แซมและนนบอกให้ผมขับช้าๆมาแล้วกี่ครั้ง แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นการขับรถที่กินเวลามาก
และเสี่ยงมาก!
ยอดเขาเอสเตอร์โดมนี้เป็นสถานที่ที่เห็นรอยเท้าหมี
หมาป่า กวางมูส ได้ทั่วไปบนหิมะ แต่ที่สำคัญมันเป็นสถานที่ ที่มองเห็นท้องฟ้าได้เกือบ
180 องศาพูดง่ายๆก็คือหากนอนราบไปกับพื้น ไม่ว่าคุณจะกวาดตาไปทางใดก็จะเห็นแต่ท้องฟ้าทั้งหมด
พวกเรามาถูกที่ถูกเวลา
ออโรร่าปกคลุมเต็มท้องฟ้านำโดยสีเขียวและสีฟ้าจางๆ มันเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต
ผมยิ้ม ทุกๆคนยิ้ม แต่ผมคงไม่สามารถอธิบายได้เพราะผมใช้สายตาส่วนใหญ่ไปกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่
ที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมเคยพบ “ออโรร่า บอลเรลลิส”
วินาทีนั้น คำว่า ม่านฟ้าได้แทรกเข้ามาในหัวของผม
ใช่!คำนี้เลย ม่านฟ้าสีขาว
เขียว และฟ้าจางๆ กำลังเต้นระบำอยู่บนท้องฟ้า ช้าๆและงดงาม ถึงผมจะไม่ได้ยินเสียงเพลงที่เกิดขึ้นแต่ผมก็มั่นใจว่า
ออโรร่ากำลังเต้นระบำอยู่อย่างมีความสุขกับเสียงดนตรีที่หูของพวกเราไม่มีวันเข้าใจ
. . .
ในช่วงเวลาหนึ่งออโรร่าก็แยกออกเป็น สองสาย
จนผม เผลอคิดไปว่า อาจจะมีอะไร หล่นออกมาจากช่องว่างที่เกิดขึ้น ผมนึกถึงฉากที่มีใครสักคน หรืออะไรสักอย่างตกลงมาจากท้องฟ้า
ในภาพยนตร์
![]() | |
|
ผมพยายามมองให้ได้มากที่สุด
กลืนกินมันเข้าไปในความทรงจำให้ได้มากที่สุด เพราะนี่อาจจะเป็นคืนสุดท้ายที่เราจะได้เฝ้ามองท้องฟ้าอีกและรู้ดีว่าเวลาในคืนนี้ของเรากำลังจะหมดลง
เนื่องจากยิ่งดึกอากาศและลมก็จะยิ่งหนาวจนผมกำลังจะทนไม่ได้ มันหนาวถึงขั้นที่เราจะรู้ทันทีถ้าหากมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งที่หลุดออกจากอุปกาณ์กันหนาวที่เราสวมอยู่
ณ
เวลานั้นผมอยากมีตาสัก 4 คู่ เพื่อที่จะได้เก็บภาพ พาโรนาม่า
ที่เห็นเบื้องหน้าเอาไว้ให้หมด มันเป็นออโรร่า ที่กว้างกว่าสายตาคู่เดียวของผมจะเก็บเอาไว้ได้หมด
ณ
เวลานั้นผมนึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้มาด้วยกัน ผมอยากจะให้เธอร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยเหลือเกิน
เราจะกอดกันไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้ฝันไป เราจะยิ้มให้กัน และผมจะไม่เห็นอะไรไปมากกว่าท้องฟ้า
ออโรร่า และรอยยิ้มของเธอ
ณ เวลานั้นแม้ ผมไม่มีกล้องถ่ายรูปราคาแพง ผมมีเพียงดวงตา
ที่ไม่ค่อยดีนักคู่หนึ่ง
แต่ไม่เป็นไร
สักวันหนึ่งผมจะถ่ายทอดภาพทั้งหมดให้แก่เธอ ด้วยดวงตาคู่นี้ของผมเอง
[1] ที่ไทย เราตกลงกับเอเจนซี่ไว้ว่าจะเอางานที่บอสตัน
โดยถ้าไม่มีก็ไม่ไป เอเจนซี่จึงบอกว่าให้เขียนไปลงที่แมรี่แลนด์ก่อนแล้วค่อยไปหางานที่จัดไว้ให้ที่บอสตัน
แต่เนื่องจากทางด้านที่พักของเราที่ระบุไปห่างจากที่ทำงานในแม่รี่แลนด์อยู่เกือบ 1
ไมล์จึงมีคำถามจากทางผู้ดูแลฝั่งอเมริกาถึงพวกเรา
แต่อย่างไรก็ตามพวกเราแก้ปัญหาโดยการบอกว่า ไป-กลับ กับนายจ้าง
[2] ปรากฏการณ์ที่ผิวดวงอาทิตย์ปะทุขึ้น
จะปลดปล่อยอนุภาคอิเลกตรอนทุกทิศทุกทางไปในห้วงอวกาศ เรียกว่าลมสุริยะ (Solar wind)
เมื่อลมสุริยะผ่านเข้ามาใกล้โลก ขั้วแม่เหล็กโลกจะดึงดูดอนุภาคอิเลกตรอนบางส่วนเข้าหา
ขณะที่อิเลกตรอนผ่านเข้าใกล้ชั้นบรรยากาศโลก
จะกระทบกับอะตอมหรือโมเลกุลของแก๊สที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ
จึงทำให้เกิดการเรืองแสง ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามแสงที่กระทบนั่นเอง



No comments:
Post a Comment