Test

Thursday, April 3, 2014

บทที่ 4 ผู้เฝ้ามองท้องฟ้า


วันที่ 25 มีนาคม
เราอาจจะต้องถูกส่งกลับบ้าน นี่เป็นสิ่งแรกที่เรารู้ในชื่อตอนเช้าหลังจากตื่นขึ้นมาเช็คอีเมล์ วีซ่าของเรามีปัญหา เนื่องมาจากที่อยู่และที่ทำงานไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากเราไม่ได้ไปยังสถานที่ที่เราเขียนส่งไป ซึ่งขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับบริษัทที่จัดโปรแกรม Work & Travel [1]ของเราโดยตรง ผมจะไม่ขอเล่าถึงขั้นตอนนี้มากเพราะรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรน่าสนใจสำหรับคนที่ไม่คิดจะไปโครงการนี้ เพียงแค่อยากจะบอกว่าการทำอะไรต้องเช็คและวางแผนให้รอบคอบ อย่างน้อยก็ขอให้รอบคอบกว่าพวกเรา

จะว่าไปนี่อาจเป็นปัญหาร้ายแรงที่สุดเท่าที่เราเคยเจอ เลยก็เป็นได้ ไม่ว่าจะไม่มีรถไฟ กระเป๋าหาย หรือรถที่เหยียบ 140 กม./ชม. เป็นปกติและคอยบีบไล่คันอื่นเมื่อขับช้า พวกเราก็ยังอยู่ที่อเมริกา ยังอยู่แก้ปัญหาได้แต่ถ้าถูกส่งตัวกลับบ้านพวกเราก็คงทำอะไรไม่ได้และพวกเราก็ไม่อยากเป็นคนที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย!

อย่างไรก็ตามผมพยายามไม่ใส่ใจกับมันและขับรถออกมาเที่ยวชมตัวเมือง แฟร์แบงค์ เมืองจุดหมายปลายทางของพวกเรา! เมืองที่เป็นจุดชมแสงเหนือได้สวยที่สุดเมืองหนึ่งในโลก (รองจากเมือง ทุกๆปีที่แห่งนี้มีจะมีผู้คนมากมายหลั่งไหลมาจากที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อมาชม แสงเหนือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาที่จะปรากฏมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และ มีนาคม
ออโรร่า บอเรลลิส หรือแสงเหนือ แปลตรงตัวได้ใจความว่า รุ่งอรุณสีแดงแห่งทิศเหนือ ซึ่งตั้งชื่อโดย
กาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ชื่อดัง คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยที่สุดอย่างหนึ่งที่ผู้คนบนโลกสามารถ
มองเห็นได้ และมีความเชื่อแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ที่สังเกตเห็น โดยทวีปอเมริกามักจะเชื่อกันว่าเป็นความพยายามของวิญญาณที่ต้องการติดต่อสื่อสารกับญาติมิตร ส่วนทางด้านนอร์เวย์เชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของสาวพรหมจารีที่ได้ออกมาร่ายรำยามค่ำคืน แต่ทั้งนี้หากจะอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆก็คือ แสงเหนือเกิดจากรังสีจากดวงอาทิตย์ชนเข้ากับก๊าซที่ลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศ[2] ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามก๊าซที่กระทบนั่นเอง
ช่วงเวลาในแถบขั้วโลกเหนือนี้แม้จะมี 24 ชั่วโมงเท่ากับที่อื่นๆแต่ พระอาทิตย์ที่นี่ขึ้นช้าและตกช้ากว่าบ้านเรามาก พวกเราใช้เวลาทั้งวันในเมืองแฟร์แบงค์ตรวจสอบเส้นทางที่พวกเราจะไปดูออโรร่าและ เที่ยวชมมหาวิทยาลัยแฟร์แบงค์เดินไปเดินมาและรู้สึกดีที่ได้ทำตัวเป็นเด็กมหาลัยฯ ในอเมริกา! ก่อนจะกลับมานอนพักผ่อน คืนนี้เราอาจจะได้เห็นออโรร่าเป็นครั้งแรก!
หลังจากที่พระอาทิตย์ตกไปเมื่อตอนเวลาประมาณ สามทุ่มกว่าๆและท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท และพวกเราจัดการอาหารเย็นซึ่งนำโดยขนมปังทาเฮเซลนัทช๊อคโกแลตและอาหารลดราคา เรียบร้อย พวกเราก็ขับรถออกไป
ในคืนนี้ โอกาสในการมองเห็นออโรร่าของพวกเราไม่มากนักตามการพยากรณ์ ซึ่งสามารถดูได้จากเว็บไซต์ต่างๆมากมาย แต่พวกเราก็ไม่ใช่ว่าจะได้อยู่ในแฟร์แบงค์ทุกวัน ถึงมีโอกาสน้อยแต่พวกเราก็จะขอลอง

ในคืนนี้หลังจากขับรถหลงทางกันมาพักใหญ่ (ทั้งๆที่สำรวจเส้นทางแล้วแท้ๆ) พวกเราตัดสินใจจอดรถและเฝ้ามอง อยู่บนเนินเขาแห่งหนึ่ง ผมเหนื่อยกับการขับรถวนไปมาและอีกเหตุผลก็คงเป็นเพราะข้างบนมืดเกินไป โรแมนติกเกินไปที่จะไปกันแค่ ผู้ชายสองคน
จุดที่พวกเราจอดรถมันไม่ใช่จุดที่ดีอะไรมาก หากแต่ก็มืดพอสมควรและอย่างน้อยก็มีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ (บ้านในป่าทำนองนั้นเลยทีเดียว) เราไม่ใช่พระเอกละครช่องไหน ถึงอลาสก้าจะค่อยมีอาชญากรรมมากนัก แต่เราก็ต้องหาทางที่ปลอดภัยที่สุดไว้ก่อน
นนเริ่มยกขาตั้งกล้องออกไปเซตไว้ ผมยืนพิงประตูรถ เหม่อมองท้องฟ้าเวลาค่อยๆผ่านไป . . .
หนึ่งชั่วโมง . .
สอง ชั่วโมง . . .

พวกเรายังคงไม่เห็นอะไรแม้ว่าท้องฟ้าจะมืดสนิทมานานแล้ว . .  มันคงไม่มืดไปกว่านี้ แต่อากาศภายนอก ยังคงหนาวได้มากขึ้นเรื่อยๆ เวลาห้าทุ่มครึ่งโดยประมาณพวกเราเริ่ม ไม่สามารถออกไปมองดูท้องฟ้านอกรถนานๆได้  ดังนั้น เราปรับเบาะเอนลง และ นอน
นอนมองออกไปนอกหน้าต่าง. . . มองออกไปยังท้องฟ้าอย่างจริงจัง อย่างน้อยถ้าไม่เห็นออโรร่า ก็มั่นใจได้ว่าพวกเราเห็นดาว. . .
ดาวแทบทุกดวงที่คนๆหนึ่งจะเห็นได้ ในเวลานั้นและ ณ สถานที่แห่งนั้น
เหมือนกับหลายๆครั้งที่เราเฝ้ารออะไรสักอย่าง เรามีความตั้งใจ,เรามีความมุ่งมั่น แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่บางครั้ง ความตั้งใจและความมุ่งมั่นตัวเดียวกันนั้น ทำให้เรามองข้ามอะไรสักอย่าง ใครสักคนที่ควรค่าแก่การมองเห็นไปอย่างน่าเสียดาย . .
             ท้องฟ้าในอลาสก้าเท่าทีพวกเราเคยพบมาแทบไม่มีเมฆอยู่เลย เรียกว่าไม่มีเลยก็ว่าได้ นั่นเป็นสิ่งที่น่าแปลกแต่ ก็ดีสำหรับพวกเรา
อีกหนึ่งชั่วโมงผ่านไป นนสังเกตเห็นแสงสีขาวไรๆ เล็กๆ ค่อยๆโพล่ออกมาหลังกลุ่มต้นไม้สูง มันเบลอจนเหมือนใครเอาสีขาวไปทาและละเลงมันด้วยนิ้ว จนกลายเป็นสีขาวขุ่นๆ  
ถ้าจะเปรียบ ดาวเป็นสิวของท้องฟ้าออโรราระดับเล็กๆนี้ก็เป็นเพียง “กระ” บนใบหน้าเท่านั้นเอง แต่อย่างไรก็ตาม มันสวยและดูแปลกตา บนท้องฟ้าผืนใหญ่นี้ยังคงมีที่อีกมากมายสำหรับมัน แต่เวลาของพวกเราในแฟร์แบงค์นี้เหลืออีกไม่กี่คืน และเมื่ออากาศเริ่มหนาวเกินไปและพวกเราไม่คิดว่าออโรร่าที่พบนั้นจะปรากฏมามากกว่าที่เห็นพวกเราก็ตัดสินใจกลับที่พัก
ออโรร่าที่ปรากฎให้เห็นจางๆในค่ำคืนที่สองในแฟร์แบงค์


วันที่ 26 มีนาคม
เราพบผู้มาใหม่สองคน แซมและมิทเชล หนุ่มหน้าตาดีกับแฟนสาวตัวกลม ทั้งคู่บอกกับเราว่ามาจาก LA และเพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้เลย ผมชวนทั้งสองคนให้นั่งรถไปดูออโรร่าด้วยกัน อย่างน้อยถ้าหากเราขับรถไปจนถึงยอดภูเขาและถูกหมีจับตัวไปกิน ก็อาจจะมีใครไปแจ้งความให้เราบ้าง และอีกอย่างรถของพวกเรามีที่เหลือเฟือสำหรับอีกสองคน
เย็นวันนั้นเราพบเพื่อนอีกคนที่ห้องครัวในบ้าน เพื่อนคนที่เราไม่รู้เลยว่าจะกลายมาเป็นเพื่อนคนสำคัญ
ของเราอีกหนึ่งคน ในอนาคตอันใกล้ เขาเป็นชาวอาเจนติน่าที่เดินทางเพียงลำพัง กับกระเป๋าห้าใบใหญ่เท่าบ้าน ผมรู้สึกได้ทันที่ที่พบกัน เขาเป็นคนประเภทร่าเริง และ อาจจะร่าเริงเกินไป
ชื่อของเขาคือ ดีเอโก้ เขาสำทับอีกครั้งว่า เกิดในปี ที่ อาเจนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกชื่อของเขามาจาก ดีเอโก้ มาราโดน่า นักฟุตบอลระดับโลก
โดยสรุปแล้วในคืนนี้ เราจะมีแขกบนรถของเราเพิ่มอีก 3 คน ได้แก่ แซม,มิทเชล และ ดีเอโก้

         ผมรู้สึกประหม่านิดๆเนื่องจาก รู้ตัวว่าขับรถไม่ค่อยเก่ง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า ข้ออ้างน่าจะทำให้พวกเขาเข้าใจได้ว่า ผมไม่ถนัดขับรถแบบ คนขับนั่งอยู่ทางซ้าย[3]
ไฟแดงที่ แฟร์แบงค์ นี้ มีเซ็นเซอร์อยู่ซึ่งมันจะใช้ตรวจจับรถที่จอดรอไฟแดง ประมวลผลแล้ว จึงเปิดสัญญาณไฟ ด้วยความที่ระวังเกินไป ผมจอดรถไม่ถึงเซ็นเซอร์ทำให้ไฟแดงไม่เห็นผมและไม่ยอมเปิดไฟเขียวให้ เราคงนั่งรอสัญญาณจนถึงเช้าหากแซมไม่เตือนผมขึ้นมาซะก่อน
จุดมุ่งหมายของเราในคืนนี้อยู่ที่ยอดเขา เอสเตอร์โดม ยอดเขาดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันตกของเมือง เป็นยอดเขาที่เป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่สุดสำหรับการดู ออโรร่าและความหนาวซึ่งสามารถสัมผัสลมเย็นที่อุณหภูมิถึง -50 องศาได้ในฤดูหนาว (โชคดีที่ ณ วันที่เราไปถึงนั้นอลาสก้ากำลังเข้าสู่ปลายฤดูหนาว)
       ภายในรถที่ มีคนนั่งอยู่ 5 คน ดีเอโก้เป็นคนที่ร่าเริงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย (ก็อย่างที่ผมบอกไปแล้วนั่นแหละ) เขาเสนอเกมส์ , ร้องเพลง และชวนคนอื่นคุย ซึ่งปกติหน้าที่นั้นเป็นหน้าที่ของผม


พวกเราทั้ง 5 คนถ่ายรูปรวมกันหน้าบ้านพัก เรียกจากซ้ายไปขวา นน ดีเอโก้ ผม มิทเชล และ แซม


      แต่ไม่ใช่ในเวลาที่ขับรถแบบนี้ พวกเราส่วนใหญ่สนุกสนาน แต่บางคนก็ตัวเกร็งไปหมด (ผมไม่ได้หมายถึงนน!)

            การขับรถขึ้นเขาที่มีเลนสวน เป็นอะไรที่อันตรายมากและผมเดาว่าเพื่อการรักษาทัศนียภาพที่ดี ทางขึ้นเขานี้จึงไม่มีเสาไฟใดๆที่เกะกะสายตาและแน่นอนแสงสว่างเดียวที่เรามีก็คือแสงไฟจากหน้ารถ โตโยต้า โคโรร่าสีขาวหิมะของเรา การขับรถขึ้นภูเขาน้ำแข็งในครั้งนี้นอกจากจะต้องเสี่ยงกับความมืดแล้ว หิมะและน้ำแข็งก็เป็นสิ่งที่อันตรายอันดับต้นๆ โดยที่ผมนึกเสียใจอยู่ลึกๆที่ตอนเช่ารถไม่ยอมเลือก “ล้อลุยน้ำแข็ง” มา โดยระหว่างขับรถพวกเราจะได้ยินเสียงเกาะแกะ คล้ายกับเสียงน้ำแข็งกระแทกตัวรถให้พวกเราเสียวเล่นๆตลอดทาง
            ในขณะที่รถวิ่งฝ่าความมืดได้ราวครึ่งชั่วโมง ออโรร่าชุดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าอลาสก้าอีกครั้ง ให้พวกเราตื่นเต้นราวกับจะบอกว่า “พวกเอ็งมาถูกทางแล้ว เจ้ามนุษย์” !
            เราขึ้นมาถึงบริเวณยอดเขาเอสเตอร์โดมเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน ผมจำไม่ได้แล้วว่า แซมและนนบอกให้ผมขับช้าๆมาแล้วกี่ครั้ง แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นการขับรถที่กินเวลามาก และเสี่ยงมาก!
ยอดเขาเอสเตอร์โดมนี้เป็นสถานที่ที่เห็นรอยเท้าหมี หมาป่า กวางมูส ได้ทั่วไปบนหิมะ แต่ที่สำคัญมันเป็นสถานที่ ที่มองเห็นท้องฟ้าได้เกือบ 180 องศาพูดง่ายๆก็คือหากนอนราบไปกับพื้น ไม่ว่าคุณจะกวาดตาไปทางใดก็จะเห็นแต่ท้องฟ้าทั้งหมด

            พวกเรามาถูกที่ถูกเวลา ออโรร่าปกคลุมเต็มท้องฟ้านำโดยสีเขียวและสีฟ้าจางๆ มันเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ผมยิ้ม ทุกๆคนยิ้ม แต่ผมคงไม่สามารถอธิบายได้เพราะผมใช้สายตาส่วนใหญ่ไปกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดอย่างหนึ่งที่ผมเคยพบ “ออโรร่า บอลเรลลิส”
วินาทีนั้น คำว่า ม่านฟ้าได้แทรกเข้ามาในหัวของผม ใช่!คำนี้เลย ม่านฟ้าสีขาว เขียว และฟ้าจางๆ กำลังเต้นระบำอยู่บนท้องฟ้า ช้าๆและงดงาม ถึงผมจะไม่ได้ยินเสียงเพลงที่เกิดขึ้นแต่ผมก็มั่นใจว่า ออโรร่ากำลังเต้นระบำอยู่อย่างมีความสุขกับเสียงดนตรีที่หูของพวกเราไม่มีวันเข้าใจ . . .
      ในช่วงเวลาหนึ่งออโรร่าก็แยกออกเป็น สองสาย จนผม เผลอคิดไปว่า อาจจะมีอะไร หล่นออกมาจากช่องว่างที่เกิดขึ้น  ผมนึกถึงฉากที่มีใครสักคน หรืออะไรสักอย่างตกลงมาจากท้องฟ้า ในภาพยนตร์

ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ได้สอนให้เรารู้ว่ายังมีอะไรอีกมากเหลือเกินให้เราออกไปค้นหา เคารพ ปลื้มปิติ และลุ่มหลงไปกับมัน

ออโรร่าแยกตัวออกเป็นสองสาย


            อากาศที่เริ่มเย็นลงและลมที่พัดแรงขึ้น ทำให้ผมรู้สึกหนาวสั่น . . น่าเสียดายที่ผมตอบไม่ได้ว่า ณ ขณะนั้นมีอุณหภูมิเท่าไหร่ เพราะเมื่ออยู่ในจุดที่หนาวจัดมาหลายๆวัน ผมเริ่มไม่กลัวตัวเลขบอกระดับความหนาวเย็นของมันแล้ว ผมสนใจแค่ว่า “ทนได้” หรือเปล่าแค่นั้นเอง
ผมพยายามมองให้ได้มากที่สุด กลืนกินมันเข้าไปในความทรงจำให้ได้มากที่สุด เพราะนี่อาจจะเป็นคืนสุดท้ายที่เราจะได้เฝ้ามองท้องฟ้าอีกและรู้ดีว่าเวลาในคืนนี้ของเรากำลังจะหมดลง เนื่องจากยิ่งดึกอากาศและลมก็จะยิ่งหนาวจนผมกำลังจะทนไม่ได้ มันหนาวถึงขั้นที่เราจะรู้ทันทีถ้าหากมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งที่หลุดออกจากอุปกาณ์กันหนาวที่เราสวมอยู่

            ณ เวลานั้นผมอยากมีตาสัก 4 คู่ เพื่อที่จะได้เก็บภาพ พาโรนาม่า ที่เห็นเบื้องหน้าเอาไว้ให้หมด มันเป็นออโรร่า ที่กว้างกว่าสายตาคู่เดียวของผมจะเก็บเอาไว้ได้หมด
            ณ เวลานั้นผมนึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้มาด้วยกัน ผมอยากจะให้เธอร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยเหลือเกิน เราจะกอดกันไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเราไม่ได้ฝันไป เราจะยิ้มให้กัน และผมจะไม่เห็นอะไรไปมากกว่าท้องฟ้า ออโรร่า และรอยยิ้มของเธอ
ณ เวลานั้นแม้ ผมไม่มีกล้องถ่ายรูปราคาแพง ผมมีเพียงดวงตา ที่ไม่ค่อยดีนักคู่หนึ่ง
แต่ไม่เป็นไร สักวันหนึ่งผมจะถ่ายทอดภาพทั้งหมดให้แก่เธอ ด้วยดวงตาคู่นี้ของผมเอง





[1] ที่ไทย เราตกลงกับเอเจนซี่ไว้ว่าจะเอางานที่บอสตัน โดยถ้าไม่มีก็ไม่ไป เอเจนซี่จึงบอกว่าให้เขียนไปลงที่แมรี่แลนด์ก่อนแล้วค่อยไปหางานที่จัดไว้ให้ที่บอสตัน แต่เนื่องจากทางด้านที่พักของเราที่ระบุไปห่างจากที่ทำงานในแม่รี่แลนด์อยู่เกือบ 1 ไมล์จึงมีคำถามจากทางผู้ดูแลฝั่งอเมริกาถึงพวกเรา แต่อย่างไรก็ตามพวกเราแก้ปัญหาโดยการบอกว่า ไป-กลับ กับนายจ้าง
[2] ปรากฏการณ์ที่ผิวดวงอาทิตย์ปะทุขึ้น จะปลดปล่อยอนุภาคอิเลกตรอนทุกทิศทุกทางไปในห้วงอวกาศ เรียกว่าลมสุริยะ (Solar wind) เมื่อลมสุริยะผ่านเข้ามาใกล้โลก ขั้วแม่เหล็กโลกจะดึงดูดอนุภาคอิเลกตรอนบางส่วนเข้าหา ขณะที่อิเลกตรอนผ่านเข้าใกล้ชั้นบรรยากาศโลก จะกระทบกับอะตอมหรือโมเลกุลของแก๊สที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ จึงทำให้เกิดการเรืองแสง ซึ่งจะเปลี่ยนสีไปตามแสงที่กระทบนั่นเอง
[3] ในไทยหรืออังกฤษ คนขับรถจะนั่งอยู่ทางขวา

No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...