Test

Thursday, June 13, 2019

13/6 เรื่องเศร้าและลึกลับซับซ้อน



เหตุการณ์ในฝัน ในวันที่ฉันหลับตานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นตามความจริงที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ทำไมเราอินกับเรื่องเศร้ามากจังวะ
เราชอบดูเรื่องเศร้า และ "คิดแทน" ตัวละคร หรือที่เรียกว่าอินนั่นแหละ
เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

ทั้งเวลาดูละคร เรามักจะโอเวอร์รีแอคชั่น จนแม่บ่นเสมอ ๆ ว่ามันเป็นแค่ละครนัดคิดอะไรมาก

ถ้าไม่คิดมาก ถ้าไม่อินตามตัวละคร การดูละครมันจะสนุกตรงไหน ? เราคิดแต่ไม่เคยบอกแม่

วันนี้เราอาจจะว่างเกินไป

เราเบื่อตัวเองมาก
อาจเพราะพี่มุกโทรมาเล่าให้ฟังว่า เธอมีความสุขกับคนรักใหม่อย่างไร
เราไม่ได้อิจฉาผช คนนั้น แต่เราอิจฉาพี่มุก

ไม่อีกแหละ เราไม่ได้ชอบผู้ชาย
แต่เราอิจฉาความตรงไปตรงมาของความรู้สึก

คนบางคนซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเอง รู้ตลอดว่าตนต้องการอะไรไม่ต้องการอะไร
ตัดสินใจ และมุ่งตรงไปยังสิ่งนั้น ทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ

แต่สำหรับเรา ตั้งแต่เด็ก ๆ เราแทบไม่เคยได้ทำอะไรตามสิ่งที่เราต้องการ
จริงๆ ก็ได้แหละ ถ้าหากสิ่งที่เราต้องการนั้น "ตรง" กับความต้องการของพ่อกับแม่

เราชอบอ่านหนังสือ เราได้อ่านหนังสือ เพราะนั่นก็เป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการของพ่อกับแม่เช่นกัน

เราเคยมีความชอบอะไรที่ ขัดกับความรู็สึกพ่อแม่มั้ยนะ
จริงๆ เราอาจจะลืมไปแล้วว่ามีหรือเปล่า เราไม่ชินกับการทำตามความต้องการของเราคนเดียวเลย

มันติดเป็นนิสัย

มันก็มีข้อดีข้อเสีย
แต่เราไม่ชอบข้อเสียของมันเอาสะเลย เราจะเปลี่ยนตัวเองได้หรือเปล่านะ

ข้อเสียที่รุนแรงที่สุด คือ เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร
เราหมายถึงความรู้สึกต่อสิ่งต่าง ๆ เราไม่รู้ว่าเรารู้สึกอะไร

มันอาจจะเป็นการปรุงแต่งที่มากเกินไปของสมอง กว่าจะกลายมาเป็นสิ่งที่เรา "เชื่อ" มันผ่านขั้นตอนการคิดมากมายโดยที่เราไม่รู้ตัว และบางครั้ง การยอม การให้ผู้อื่นก่อน ทำให้เราตัดสินใจทำบางอย่างที่เราไม่ได้ต้องการจริง ๆ

และหากเราเป็นคนดีจริงๆ เรื่องนั้นก็คงผ่านไปโดยไม่มีเรื่องราวอะไร

แต่เราไม่ใช่คนดีขนาดนั้นไง

หลายครั้งเรากลับมาทุกข์กับเรื่องที่เราตัดสินใจไปแล้ว
และทรมานกับความพยายามในการเแก้ไขหลายสิ่งที่แม่งแก้ไขไม่ได้

แต่ความคิดซับซ้อนละเอียดอ่อนนี้เองก็มีข้อดีทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวบางอย่างได้ ดียิ่งกว่าคนอื่นๆ เทียบกับพี่มุกเลยละกัน 55 หญิงสาวผู้มีข้อแตกต่างกับเราในทุก ๆ ด้าน

และข้อดีนั้นจริงๆ แล้วก็ทำใหเราเขียนหนังสือได้ และเราพอใจกับสิ่งนั้น

เราเรียนรู้ว่าการทำความเข้าใจคนอื่นที่ตรงข้ามกับเราอย่างสุขขั้วจะทำให้เราเข้าใจตนเองได้มากขึ้น

นึกภาพออกมั้ย มันเหมือนกับเราเรียนรู้ว่าสีขาว ขาวแค่ไหนเมื่อเรารู้จักสีดำดียิ่งๆ ขึ้น

เราเหนื่อยชะมัด

แม่งเอ้ย

ฟัค

นึกถึงประโยคปลอบตัวเองขึ้นมาได้อันนึง

"นักเขียนทุกคนแม่งเป็นโรคซึมเศร้า"

อีกอย่างหนึ่งก็คือ เรารู้สึกว่า
"Defence Machanism" ของเรานั้นรุนแรงมาก
ในการคิดปกป้องอะไรบางอย่างที่บอบบางและอยู่ลึกที่สุดในใจเรา
มันเป็นแก่น ของเราที่เราจะไม่ยอมให้มีอะไรมาสั่นคลอนมัน

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ระบบป้องกันของเราทำงานดีเกินไปจนเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่มันกำลังปกป้องอยู่นั้นจริงๆ แล้วคืออะไร


No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...