Test

Saturday, February 24, 2018

25/2

Count down
ก่อนย้ายงาน 3 วันสุดท้าย

รีวิวการทำงาน 6 เดือนในฐานะ AE PR

เรากำลังจะย้ายออกจากเอเจนซี่พีอาร์ที่ดีที่สุดในไทยที่หนึ่ง

มันเป็นช่วงเวลา 6 เดือนที่มีค่ามาก

ในช่วงเดือนแรกเข้ามาแล้วยัง งงๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูก แต่ก็เริ่มสนิทกับพี่ที่ทำงานด้วยการไปผับด้วยกัน

เมาหนักแล้วก็กลับมาหลับในออฟฟิศ ตอนคืนวันศุกร์ เพราะขับรถกลับไม่ไหว

งานที่เราได้ทำนั้นส่วนใหญ่เป็นงานซัพพอร์ต
เราได้ทำ Press Kit

ได้เขียนข่าว เขียน Scoop (ถึงแม้ว่าหลายๆอันจะโดนแก้จนไม่เหลือเค้าเดิมเลยก็ตาม 55555)

ได้ลองติดต่อ Supplier (สวัสดีคุณครับตุ้ยนุ้ย สะดวกคุยสัก 5 นาทีมั้ยครับ)
ติดต่อ KOLs เพจต่างๆ (ขอเรตการ์ดหน่อยครับบบ)

ได้ตามพี่ๆ ที่เก่งๆ ไปคุยกับลูกค้า ได้เห็นทักษะการต่อรอง
ทักษะการวางตัวต่างๆ ตามสถานการณ์

วางมาดให้ดี ทำให้ลูกค้ามั่นใจ ไม่พูดมาก แต่ใช้ผลงานแสดง

การโต้ตอบที่มันส์ที่สุดน่าจะเป็นการโต้ตอบในเมล

ทุกคนใส่อารมณ์อย่างเป็นมืออาชีพ และเปลี่ยนคำพูดร้ายกาจเป็นตัวอักษรที่สุุภาพอ่อนโยน

เราเห็นการโทรติดต่อนักข่าวให้มาร่วมงาน การใช้ความเป็นกันเอง

สังคมในที่ทำงาน บทบาทต่างๆ ของผู้ร่วมงาน

จุดอ่อนของตนเอง ความไม่เด็ดขาด ความเห็นใจ ความลังเล

และปัญหาการจัดลำดับความสำคัญ

งานชิ้นหนึ่งๆ จะมีเวลาที่ควรทำสำเร็จกำหนดไว้อยู่

หากเราใช้เวลามากเกินนั้น ควรจะพิจารณายกเลิกหรือปรับปรุงทางใดทางหนึ่ง

งานที่มีมากทำให้ไม่สามารถโฟกัสได้เต็มที่

และถึงแม้โฟกัสเต็มที่แล้วก็ยังมีข้อผิดพลาดโพล่ออกมาให้เห็นอยู่ดี

เราเจอคนมากมายที่มีสไตล์การทำงานและ การดำรงอีโก้ของตัวเองแตกต่างกัน

บางคนสร้างตัวตนในฐานะผู้ที่ทำงานหนัก ยิ่งอยู่ได้ดึกยิ่งสร้างคุณค่าแก่ตัวเอง

บางคนสร้างตัวตนในการเข้าพูดคุย ยิ่งได้คุยกับหัวหน้ามากเท่าไหร่ยิ่งสร้างคุณค่าตัวเองได้มาก

บางคนเน้นการดำรงชีวิตแบบรอบด้าน งานก็เอา ครอบครัว สังคมก็เอา

กลับบ้านทันทีหลังเลิกงาน

"คนอยู่เลทคือคนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ" หัวหน้าคนนั้นกล่าวหลังทำงานเสร็จพอดีเป๊ะตอนเย็น

เราได้ออกงานอีเวนท์เป็นพีอาร์ ซึ่งหน้าที่หลักๆคือการหาข่าวมาเขียนละส่งต่อให้สื่ออีกทีนึง

และอีกอย่างคือการควบคุมภาพที่จะออกไปสู่สาธารณะชน

ไม่ว่างานจะเป็นอย่างไรภาพที่จะต้องออกมาต้องดี ลงข่าวได้ เห็นผู้บริหารครบ เห็นโปรดัก ตามที่ได้ตกลงกับลูกค้าไว้

การจัดการคิวดาราเป็นหน้าที่ของ Organizer เพียงแต่เราต้องคุมช่างภาพ ช่วยกันคนเพื่อให้ช่างภาพของเราได้มุมที่ดีที่สุด นั่นแหละทั้งหมดนี่เพื่อการนำภาพไปประกอบข่าวที่เราต้องส่งให้สื่อ !!

เราได้เขียน Scoop ทั้งแบบที่ลูกค้าไม่ได้กำหนดอะไรมาก และ แบบที่กำหนดหัวข้อระบุเป๊ะมาก

ทั้งสองอย่างมีความยากต่างกัน

แต่ก็พอทำได้

การเขียน บางทีเราต้องถอดวิญญาณและนามปากกาออกไป พึงระลึกไว้เสมอว่างานเขียนที่ทำอยู่เป็นการทำไปเพื่อตอบโจทย์ทางการตลาด เป็นสำคัญ ไม่ได้ตอบโจทย์ทางวรรณกรรม!!

ซึ่งงานเขียนประเภทนี้มักจะทำเงินได้ดีกว่าแบบหลัง

เราสนิทกับพี่ทำงานหลายคน จนรู้สึกไม่อยากย้ายออกเลยทีเดียว

และรู้สึกว่าน่าจะพัฒนาอะไรๆไปด้วยกันได้

ในตอนท้ายที่ยื่นของลาออก พี่หัวหน้าบอกว่า "อยากทำอะไร" ให้เลือกไปทำได้เลย

แต่หัวใจตอนนั้นบอกชัดมากว่าอยากเขียน Copy writer ทำโฆษณา

ทั้งๆที่ตอนฝึกงานปีสามเราบอกกับตัวเองชัดมากว่ายังไงซะก็จะไม่ทำงานโฆษณา ใครมันจะมาบ้าอยู่ดึกๆค่ำมืด นอนไม่เป็นเวล่ำเวลา กันได้ขนาดนั้น

แต่เมื่อก้าวมาถึงจุดนี้เรามั่นใจว่า
งานอะไรก็ตามต้องทุ่มเท งานพีอาร์ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยอยู่ดึก ทำงานให้ลูกค้าที่ทำงานไม่เป็นระบบ

ทุกอย่างดูกระชั้นชิด ไม่เป็นเวลา และออกไม่ทัน

ทุกอย่างต้องทำงานหนักทั้งนั้น เพียงแต่เราต้องรู้ให้ชัดว่าเราทำไปเพื่ออะไร

สำหรับเราการก้าวเข้าไปทำ Copy writing น่าจะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการเรียนรู้การเขียนแบบโฆษณาและ ทำให้เรามีตัวเลือกอาวุธในการเขียนได้มากขึ้น

และการโฆษณาน่าจะเป็นอะไรที่สนุก ครีเอทมากกว่าพีอาร์

กลับมาพูดเรื่อง พีอาร์ต่อ

เราคงคิดถึงที่เก่ามากแน่ๆ สถานที่ใกล้รถไฟฟ้ามากๆ
ใกล้ตัวเมือง ใกล้สยาม ใกล้แหล่งบันเทิงดีๆ เช่นคิโนะ และ พาราก้อนและ Open book ที่ Emporium

เราคงจะคิดถึงห้องครัวที่มีอะไรให้กินเสมอ อย่างน้อยก็ตู้เครื่องดื่มที่หยิบกินฟรีได้ทั้งวัน

เรากินเกือบทุกวัน นมวันละกล่อง งี้
กาแฟ งี้ ชงเอง และมีคุณภาพ อ่ะ โค่ดดี

คิดถึงการเข้าห้องน้ำตอนสิบโมงของทุกวัน

ยาวอ่ะ ไว้มาเขียนต่อ 5555555

การเขียนแบบไม่ Edit นี่มันดีจริงๆ











No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...