Column
Moment วารสาร
เม็ดเลือดแดง ฉบับ Pray
for
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด
ไอหมอกสีขาวจางๆ เริ่มเบาบางลง เมื่อเวลาเริ่มใกล้เข้าสู่เช้าวันใหม่ที่กำลังหมุนเวียนมาทักทายผืนดินแถบภาคอีสานอีกครั้งหนึ่ง
เสียขยับตัวแช่มช้าดังขึ้นจากกุฎิไม้หลังเก่า ในเวลาตีสี่ครึ่งร่างหนึ่งในกุฎิก็ตื่นขึ้นจากการหลับไหล
ชายในผ้าเหลืองนั้นกำลังเก็บขอบมุ้งอย่างช้าๆ ลมหายใจผ่อนเข้าออกเป็นจังหวะอย่างมั่นคง
แววตาแม้ฝ้ามัวอยู่บ้าง แต่ปราศจากอาการง่วงเหงา ภายในมุ้งนั้นมีเพียงหมอนสี่เหลี่ยมใบแข็งใบหนึ่งที่ดูไม่น่าสบายเท่าใดนัก
กับผ้าผืนบางที่ใช้ปูทับลงบนแผ่นไม้ที่เย็นเยียบยามค่ำคืนและผ้าห่มสีเทามัวอีกผืนหนึ่ง
การอยู่ในเพศสมณะสงฆ์กำหนดให้ท่านต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะ แต่ก็ดูเหมือนว่าความสมถะนั้นก็มิได้ทำให้ท่านลำบากลำบนแต่อย่างใด
กลับกันร่างสูงของภิกษุนั้นยังดูแข็งแรงแม้วันเวลาบนโลกของท่านได้ผ่านมาจนล่วงเข้าสู่วัยกลางคน
ในวัดป่าอันห่างไกลเช่นนี้ ความเงียบเป็นเสมือนคนส่วนใหญ่ในสังคม
ที่กดดันให้บุคคลอื่นๆมิกล้าทำผิดแผกจากขนบ
อากาศเวลาตีสี่ครึ่งคลายความหนาวเย็นลงไปได้มากแล้ว
ขณะที่พระร่างสูงม้วนจีวรอย่างแช่มช้าและตวัดมันข้ามบ่าไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
จีวรสีเหลืองหม่น สะท้อนแสงไฟสลัวจากเทียนพรรษาแท่งโตปรากฎขึ้นเป็นวาบสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเป่ามันให้ดับและก้าวเดินลงจากกุฎิไม้ออกสู่โลกแห่งโลกีย์วิสัย
นอกกุฎิปรากฎเป็นป่าไม้แล้งกว้างใหญ่
อากาศแม้ไม่หนาวเหน็บแต่ลมที่ยังคงพัดแรงส่งเสียงหวีดหวิวกับยอดไม้
พระร่างสูงคล้ายไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด ดวงตาทั้งสองมองตรงฝ่าความมืด ฝ่าเท้าทั้งสองเดินตามความเงียบอย่างมีสติ
นั่นคือเคลื่อนไหวอย่างแช่มช้าที่สุดแต่มั่นคงที่สุด
บังเกิดเป็นเสียงฝีเท้าเบาๆย่ำลงบนผืนดิน ที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง ดังซวบซาบเป็นจังหวะ
คล้ายเป็นการเตือนถึงเหล่าสิ่งคืบคลานทั้งหลายให้ถอยห่างจากผู้ทรงศีล
ฟ้าด้านบนเริ่มมีแสงจางๆขึ้นมาบ้างแล้ว
ผืนดินเริ่มปรากฎสีแดงของความแห้งแล้ง และผืนฟ้าเริ่มกลายเป็นสีส้มอ่อนๆ
ชายในผ้าเหลืองยังคงเดินอย่างแช่มช้า ใบหน้าสงบนิ่งที่อาบแสงแรกยามเช้าดูน่าเลื่อมใสศรัทธา
ใครจะรู้เล่าว่าจากเดิมทีการบวชหน้าไฟหรือการบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คนตายเพียงแค่อาทิตย์เดียวจะทำให้ท่านติดใจในรสพระธรรมและครองผ้าเหลืองมาแล้วกว่า
10 พรรษา
เช้าวันนี้ชาวบ้านขาประจำที่นิยมใส่บาตรตอนเช้าต่างพากันแปลกใจที่พบว่าท่านปัญญาเมธัง
พระร่างสูงมิได้ถือบาตรมาด้วยอย่างเคย ท่านเพียงแต่ยิ้มและเดินผ่านไปเท่านั้น
ชาวบ้านรู้ดีถึงความเคร่งครัดในเรื่องธรรมวินัยของท่าน พอๆกับนิสัยที่ไม่ชอบพูดคุย
หรือสุงสิงกับใครมากนัก
แต่ความที่บ่อยครั้งชาวบ้านมักเห็นท่านปฎิบัติธรรมอยู่จนดึกดื่นจึงอดปลื้มใจมิได้ว่า
ในระแวกบ้านของตนจะมีพระนักปฎิบัติชื่อดังเพิ่มขึ้นอีกรูปหนึ่งเป็นแน่
และนั่นอาจหมายถึงของขลังและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ราคาดี
รวมถึงความเจริญต่างๆที่อาจหลั่งไหลเข้าสู่หมู่บ้านโดยพุทธศาสนิกชนกระเป๋าหนัก
ท่านปัญญาเมธังเดินแช่มช้าสำรวมต่อไปอีกพักใหญ่ก็พ้นจากเขตหมู่บ้านเข้าสู่ริมถนนหลวง
ปรากฎรถกระบะเก่าคันหนึ่ง และพระอีกรูปหนึ่งที่นั่งคอยอยู่แล้วในเบาะด้านข้างคนขับ
เมื่อคนขับรถวัยชรา ที่มีผมสีเงินเต็มศรีษะสังเกตเห็นท่านก็อุทานขึ้นดังอา จึงค่อยลงมาเปิดประตูให้อย่างนอบน้อม
“วันนี้ไปไกลหน่อยนะครับท่าน” คนขับชราร่างท้วมกล่าวขึ้นเมื่อเห็นท่านเข้ามานั่งเรียบร้อย
ท่านปัญญาเมธังพยักหน้าน้อยๆ
ก่อนจะกล่าวทักทายเพื่อนพระตามมารยาท
มารยาทที่ดีของสงฆ์
* * * * * * *
* * *
รถเก๋งสีดำคันใหญ่
ค่อยๆชะลอความเร็วลงตามสัญญาณไฟแดงที่เห็นเบื้องหน้า
ภายในรถปรากฎเป็นร่างของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำ 2 คนนั่งอยู่หลังพวงมาลัยและด้านข้างคนขับ
ทั้งคู่สวมแว่นตาดำปกปิดสายตา ในเบาะกว้างด้านหลัง นักธุรกิจหัวล้านสวมแว่นคนหนึ่ง
กำลังพูดคุยผ่านโทรศัพท์ส่งเสียงดังในภาษาที่พวกมัน 2 คนไม่เข้าใจ
รถจอดนิ่งสนิท เป็นเวลาครู่ใหญ่
อาชีพมือปืนคุ้มกันทำให้สายตาของพวกมันระแวดระวังอยู่เสมอโดยเฉพาะในตอนที่รถหยุดเคลื่อนไหว
ไม่มีอะไรจะจัดการได้ง่ายกว่าเป้าหมายนิ่งในเมืองที่ตำรวจมีค่าแค่คนตามเก็บศพ
เมื่อไฟเขียวกระพริบ
มอเตอร์ไซค์คันใหญ่ก็ปราดเข้ามาจอดที่ด้านซ้ายของรถ ร่างที่ซ้อนอยู่หลังคนขับเหยียดแขนประทับปืน
ขึ้นเกือบชิดกระจก
รอยบากที่หลังมือขวาของมือปืนเป็นภาพสุดท้ายที่บอดีการ์ดหนุ่มเห็น
มันไม่ทันแม้แต่จะได้ยกปืนขึ้นตอบโต้ .44 แม๊กนั่มก็ลั่นไก แผดเสียงกัมปนาท พุ่งทะลวงกระสุนพิฆาตเข้ามาภายในรถ
สมราคาอาวุธสงคราม
นกที่เกาะบนสายไฟ บินหนีกันอลหม่าน ขนสีขาวเส้นหนึ่งหลุดร่วงลงบนหมวกกันน๊อคของมอเตอร์ไซค์ไร้เลขทะเบียนที่เร่งเครื่องจากไป
ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณของผู้คน 3 คนในรถเก๋งสีดำ
ภาพอุจาดดังกล่าวกลายมาเป็นพาดหัวข่าวใหญ่ในเช้าวันถัดมา
ท่ามกลางเสียงก่นด่าบนโลกโซเชียล ถามไถ่ลอยๆถึง “จรรยาบรรณสื่อ”
แต่คำถามเหล่านั้นก็เงียบหายไปอย่างรวดเร็วพอๆกับหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ที่ถูกนำไปเช็ดกระจก
ผู้คนหลงลืมข่าวสารต่างๆอย่างรวดเร็ว ในขณะที่มีสิ่งที่ใหม่กว่าผ่านเข้ามาให้วิจารณ์อย่างสนุกปาก
* * * * * * *
* * * * * *
เสียงสวดพระอภิธรรมศพดังขึ้นจากศาลา
6 ในวัดแห่งหนึ่ง ในชนบทที่ห่างไกล รถยนต์ที่มาจอดในงานนั้นมีมากมายกว่ารถยนต์ของคนทั้งอำเภอรวมกัน
ฟ้าที่ค่ำลงเปลี่ยนสีจากส้มเป็นส้มหม่น และดำสนิทในที่สุด นายตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่งในงานออกเดินทักทายกับบรรดาแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมไว้อาลัยแก่ผู้ตาย
ชายคนที่เสียชีวิตเป็นพี่ชายของเขาเอง
หลายคนที่มาร่วมงานเป็นผู้ต้องสงสัยที่กรมตำรวจจับตามอง
บางคนรู้กันทั้งจังหวัดว่าเป็นผู้จัดส่งยาเสพติดรายใหญ่ แต่เมื่อไม่มีหลักฐาน ตำรวจหนุ่มก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเช่งชักหักกระดูกคนเหล่านั้นตามกฎของ
บาป-บุญ ที่หมู่นี้เขาได้ยินมาว่ามันเร็วจนติดจรวด อย่างไรก็ตามนายตำรวจหนุ่มซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดไว้ข้างในก่อนระบายหน้าด้วยรอยยิ้มจางๆเพื่อต้อนรับแขก
ไม่แน่ในวันนี้เขาอาจกำลังสัมผัสมือคนร้ายที่ฆ่าพี่ชายของเขาอยู่ก็เป็นได้
หลายบทสวดผ่านไป
แต่เสียงร่ำไห้ของหญิงสาวสวยที่ต้องสูญเสียสามีไปทิ้งไว้เพียงมรดกไม่กี่ร้อยล้าน
ดูจะเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจมากกว่าบทสวดเนิบนาบที่แปลไม่ออกของสงฆ์
เมื่อเวลาล่วงเข้าสู่ราตรีผู้คนทยอยกันลาจาก
ท่านปัญญาเมธัง กำลังเตรียมลุกออกจากอาสนะพิธี ท่านผ่านพิธีศพมามาก
แต่ยังไม่เคยเห็นงานศพที่น่าอึดอัดเช่นนี้มาก่อน
ท่านดีใจเหลือเกินที่เลือกเส้นทางเดินของสงฆ์
“ท่านครับ
รบกวนช่วยพรมน้ำมนต์ให้ลูกชายของผมหน่อยได้ไหมครับ ปีนี้น้องเมนเทอร์ อายุได้ 1
ขวบแล้ว” ชายหนุ่มคนหนึ่งเข้ามายกมือไหว้ท่านประหลกๆ
โดยมีภรรยาอุ้มเด็กผิวขาวอ้วนจ้ำม่ำตามมาไม่ไกล ขณะที่ท่านกำลังคิดจะปฎิเสธผู้ติดตามของชายหนุ่มก็ยื่นบาตรใส่น้ำมนต์มาอยู่ตรงหน้าท่านอย่างพร้อมสรรพ
เหลือเพียงแค่เอื้อมมือหยิบ ไม้กำคา และพรมน้ำมนต์เท่านั้น ก็จะเป็นอันเสร็จสิ้นโดยที่ท่านไม่ต้องเหนื่อยอะไรเลย
พระร่างสูงยิ้มน้อยๆ
พลันตวัดมือขวาขึ้นร่นจีวรจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นรอยบากที่หลังมือ
ก่อนจะพรมน้ำมนต์ลงบนศีรษะบางๆของเด็กน้อย
“บุญรักษานะลูก บุญรักษา” ท่านปัญญาเมธังกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา
No comments:
Post a Comment