เรื่องโดย โทรนัด เทียนอุดม
ภาพโดย สุดภูไพร หวังภูกลาง
วณัฐ ศรีวิชัย
นักโดดน้ำ – เรื่องเล่าจากสะพานมอญ
บทนำ
มันเป็นวันที่ฝนยังคงตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย แม้ไม่ตกหนักแต่ก็ตกไม่หยุด
สายลมกรรโชกส่งเสียงหวีดหวิว ปัดเศษฝุ่นตามพื้นถนนลูกรังสีแดงให้ปลิวว่อนในอากาศ
เบื้องบนท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับกลางคืนทั้งๆที่เพิ่งเป็นเวลาเพียงแค่บ่ายสี่โมงในยามเย็นของวันศุกร์ธรรมดาๆวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคม
เวลานี้ ณ สถานที่ท่องเที่ยวลับแลแห่ง อ.สังขละบุรี มีผู้คนบางตาง
อันเกิดจากธรรมชาติของคนที่มิใช่สัตว์ผิวเปียก ที่นิยมชมชอบความเปียกชื้นจากสายฝน
ผมและเพื่อนต่างปลดสัม-“ภาระ” ลงวางกับพื้นเรือน หลังการเดินทางอันยาวนาน
จากเมืองกรุงสู่เมืองไกล บนรถไฟและรถสองแถวที่เก่าจนสีแดงบนตัวรถแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงดำน่ากลัวของสนิม
ขณะเอนกายหมายจะพักผ่อน
ผมเงยหน้ามองไปยังทิศเบื้องขวาหันหน้าสู่ผืนน้ำ
สะพานไม้
อุตตมานุสรณ์ หรือสะพานไม้มอญอันโด่งดังก็เด่นตระหง่านเป็นเงาดำทะมึนอยู่กลางสายฝน พลันนั้นคล้ายท้องฟ้าสว่างเปิดออกวูบหนึ่งให้แสงลำเล็กลอดลงมา แม้สายฝนอาจทำให้สายตาของผมพร่ามัวลงไปบ้าง ทว่าแสงวูบเดียวนั้นก็เพียงพอให้ผมเห็นร่างหนึ่งยืนชิดอยู่ริมขอบสะพาน
อุตตมานุสรณ์ หรือสะพานไม้มอญอันโด่งดังก็เด่นตระหง่านเป็นเงาดำทะมึนอยู่กลางสายฝน พลันนั้นคล้ายท้องฟ้าสว่างเปิดออกวูบหนึ่งให้แสงลำเล็กลอดลงมา แม้สายฝนอาจทำให้สายตาของผมพร่ามัวลงไปบ้าง ทว่าแสงวูบเดียวนั้นก็เพียงพอให้ผมเห็นร่างหนึ่งยืนชิดอยู่ริมขอบสะพาน
สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ ที่มีความสูงจากผืนน้ำเบื้องล่างกว่า ยี่สิบเมตร!
ร่างนั้นยืนตัวตรง เหยียดหลังขึ้นและสองมือแนบกับลำตัวที่เปลือยเปล่า
เผยให้เห็นผิวสีดำคล้ำแดด กางเกงขาสั้นที่สวมใส่ ยิ่งดูสั้นลงไปอีกเมื่อเทียบกับท่อนขายาวสีดำ
เสียงโต้ตอบแว่วผ่านในสายลมหวิวและหยาดฝนกระทบน้ำ จากคนบนสะพานกับผู้คนแพข้างเคียง
ฟังไม่ได้ศัพท์จนราวกับเป็นเสียงของภูตผีปีศาจที่ออกมาเล่นสนุกในยามฟ้าวิปริต
เรือนแพโคลงหนักเมื่อเรืออีป๊าบลำหนึ่งแล่นผ่านไปด้วยความเร็วสูง
เพื่อนคนหนึ่งหันไปสถบเบาๆ ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนชุดแต่งกายที่เปียกอับมาทั้งวัน แต่ร่างมืดบนสะพานกลับไม่ยอมให้ผมละสายตาไปจากมัน
ร่างนั้นทำท่าจะกระโดด ขณะที่ลำแสงเล็กๆที่เล็ดลอดเมฆมืดลงมาเมื่อครู่
ได้หายไปแล้วอย่างสมบูรณ์
จิตใจอันร้อนรนและมัวหม่นของผม ถูกบรรยากาศรอบตัวชักจูงให้คิดถึงภาพอันน่าหวาดกลัวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
บนฟ้าฝนกำลังตกหนักและถี่ขึ้นทุกที อากาศเย็นและชื้นจัดแต่คอของผมกลับแห้งผาก
เหงื่อหลายเม็ดผุดพรายออกจนเต็มใบหน้า
ชายบนสะพาน เขย่งตัวขึ้นพร้อมวาดแขนเรียวยาวขึ้นเหนือศีรษะจนร่างที่ผอมอยู่แล้วดูคล้ายไม้เสียบผี
ลมหายใจผมขาดห้วงแต่หัวใจกลับเต้นหนักจนแทบจะหลุดจากอก
ขณะร่างสีดำขมุกขมัวโดดลงมาสู่ท้องน้ำ
เสียงตูมใหญ่ดังชัดเจน จนผมคล้ายถูกค้อนใหญ่ทุบเต็มแรงเข้าที่ศีรษะ
ภาพผืนน้ำแตกออกกลืนกินร่างผอมให้ดิ่งหายไปในความมืดหลอนเข้าไปในประสาท
ทันใดนั้น ฟ้าแลบก็แหวกเมฆระเบิดฟ้าให้สว่างวาบอยู่ไม่ไกลจากสะพาน
แม้ไม่ทำอันตรายแต่ก็ทำให้ใจของผมเต้นระรัว
สายตาจับจ้องไปยังผืนน้ำที่จะกระจายตัวออก - - ภาวนาให้ร่างนั้นผุดขึ้นสู่ผิวน้ำ
ทว่า ผมมองอะไรไม่เห็นเสียแล้ว ลมและฝนที่กระหน่ำลงมาทำให้สายตาของผมในเวลานี้พร่ามัวจนแทบจะบอด
และเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นก็ปิดโสตประสาทของผมให้ดับสนิทลงตามกัน
. . . . . . . . . .
พื้นไม้บนเรือนแพใต้ฝ่าเท้าแม้เย็นเยียบแต่ไม่น่าจะเทียบได้กลับสายน้ำเบื้องหน้า
คืนนั้นผมนอนไม่หลับ
จากลมและฝนที่แปรเปลี่ยนเป็น “พายุ” ทั้งภายนอกแพและภายในจิตใจ
๑
มันชื่อ “ไอ้มืด”
เสียงเครื่องของเรืออีป๊าบ
ดังขึ้นคล้ายแมวตัวใหญ่คำรามในลำคอ ปลุกพวกเราจากการนอนหลับแทนเสียงไก่ขันจากภาพชนบทในจินตนาการของคนส่วนใหญ่
พวกเราตื่นกันแล้วแต่ยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนใหญ่
ฝนที่ตกๆหยุดๆทำให้อากาศเย็นสบายเกินกว่าจะรีบลุก
อากาศยามเช้าใต้สะพานมอญ บนเรือนแพแห่งนี้บริสุทธิ์จนพวกเรานึกละโมภ
อยากเก็บใส่ขวดไปฝากคนรักที่จากมา ทั้งๆที่ปอดทั้งสองข้างก็สูบเก็บไว้เต็มจนแทบทะลัก
“คนที่โดดสะพานมีคนเดียว ,ไอ้มืด มันอยู่แถวๆนี้แหละไปๆมาๆ”พี่นี -
สุธาพร ขวัญธนรักษ์ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำของไอ้มืด เล่าให้เราฟัง
เมื่อผมถามถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ความทรงจำยังแจ่มชัดท่ามกลางสายฝนพร่ามัว
จากคำบอกเล่าของชาวบ้านคนอื่นๆละแวกใกล้เคียง ก็ยืนยันทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ได้พบเจอกับตัวเองเมื่อวานไม่ใช่ภาพหลอนหรือภูติผีปีศาจ
หากแต่เป็น “นักโดดน้ำ”
เรื่องของมืดหรือไอ้มืด บางทีอาจฟังดูแล้วเป็นเรื่องเล่า เป็นนิทาน
มากกว่าเป็นความจริง มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อเกี่ยวกับคนที่หากินอยู่บนสะพานและแม่น้ำใต้สะพานด้วยการกระโดดน้ำจนทำให้ผู้คนพากันเรียกเขาว่านักโดดน้ำ
แต่บางครั้งมืดก็ถูกเรียกว่า “ไอ้บ้า”
“ไอ้บ้า” อาจเป็นชื่อที่ฟังดูหยาบ แต่ในที่นี้ มันอาจสื่อถึงความเป็นกันเองและสนิทชิดเชื้อ
ของคนในชุมชนที่มีต่อเด็กอายุ 19 ปีคนหนึ่ง
แต่ผมคิดผิด
ไอ้มืดแม้จะใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณนี้ ทุกคนรู้จักเขา ทว่าเรื่องราวชีวิตของไอ้มืดกลับดูมืดมิดกว่าชื่อมากมายนัก
จากการสอบถามผู้คน เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ไอ้มืด” ที่เราได้รับดูน่าแปลกใจและน่าสนใจในขณะเดียวกัน
ข้อมูลสำคัญหลายอย่างถูกเล่าไปคนละทาง แม้จากร้านอาหารที่อ้างว่า “ไอ้มืด” แวะมาเกือบทุกวัน
แม้จากวินเรือนำเที่ยวประจำสะพานมอญ ที่อ้างว่างสนิทกับชายหนุ่ม
บ้างบอกว่า พ่อกับแม่ของมืดตายจากไป
บ้างบอกว่ามืดไม่มีพ่อแม่
บ้างบอกว่ามืดเป็นเด็กวัด อาศัยกิน-นอนในวัด
บ้างก็บอกว่ามืดเป็นเด็กเร่ร่อน ไร้ที่ซุกหัวนอน
คำบอกเล่าทั้งหมดแทบไม่มีคำใดที่ตรงกัน
แต่มีเพียงจุดเดียวที่เหมือนกันนั่นก็คือเรื่องทั้งหมด เป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่อย่างไรก็ตามหากคำว่า
“อาชีพ” นักโดดน้ำเป็นจริง ย่อมแสดงว่าคนๆนั้นอยู่รอดได้ด้วยความสามารถของตนเอง
เหตุการณ์ในอดีตหรือที่มา ก็ไม่น่าจะสลักสำคัญอะไรมากไปกว่าปัจจุบัน
๒ ความจริงของนักโดดน้ำ
เสียงกริ่งของจักรยานทรงแม่บ้านญี่ปุ่นคันใหญ่แว่วมาในสายฝนและฟ้าขมุกขมัว
ถนนที่ลาดเอียงทำมุมเกือบ 30 องศาจากพื้นราบทำให้การเบรกของรถจักรยานต้องอาศัยฝ่าเท้าในการช่วยชะลอ
และยิ่งในเวลาฝนตกถนนลื่นเช่นนี้ เราจึงเห็นรถจักรยานของไอ้มืด เบรกยาวมาแต่ไกล
เด็กหนุ่มผิวเข้ม ใบหน้าสันทัด ดวงตากลมโต สวิงตัวลงจากรถจักรยาน
มองเข้าไปในศาลาที่ปลูกเป็นทางเข้าสู่สะพานไม้ ที่มีผม,เพื่อนช่างภาพ
และเหล่าเรือวินนั่งอยู่ ผมกล่าวแนะนำตัวและบทสนทนาที่แปลกที่สุดในชีวิตของผมก็เริ่มต้นขึ้น
ไอ้มืดเล่าให้พวกเราฟังว่ามันเกิดที่ ตชด.บ้านที่ไร้ป้า ต.สังขละบุรี
แต่เขาไม่รู้จักพ่อหรือแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง และที่สำคัญ เขาไม่มีสัญชาติ
ไม่มีเอกสารราชการใดๆ ที่จะยืนยันถึงการมีตัวตนอยู่
เว้นไว้เสียแต่ร่างผอมดำของเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ในเสื้อยืดสีหม่น และกางเกงยีนส์ขาสั้นที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเราในขณะนี้
“ผมมีคลิปด้วยนะ รวมกันเกือบสิบล้านวิวแน่ะ” ไอ้มืดพูดขึ้นเมื่อผมถามถึงเรื่องของการโดดน้ำที่เขายึดถือเป็นอาชีพหลักและความภาคภูมิใจ
แต่ไม่ว่ามันจะพูดเล่นหรือจงใจเรื่องดังกล่าวก็ไม่เป็นความจริง
นักโดดน้ำ-สะพานมอญ อาจหาเจอได้ในช่องของเว็บไซต์ยูทูป ทว่าคำนวณอย่างไรก็ไม่มีทางถึงสิบล้านวิว
นักโดดน้ำ-สะพานมอญ อาจหาเจอได้ในช่องของเว็บไซต์ยูทูป ทว่าคำนวณอย่างไรก็ไม่มีทางถึงสิบล้านวิว
ในด้านรายได้ ไอ้มืดบอกกับเราว่าบางคราวโชคดีได้ทิปเป็นจำนวนหลายพันบาทต่อครั้งและเป็นจำนวนหลายหมื่นบาทต่อวัน
แต่บางครั้งก็ไม่ได้เลย
เมื่อเราถามถึงความฝัน ไอ้มืดตอบกับเราว่ามันเคยฝันจะเป็น ตชด.
แต่ถึงอย่างไรก็คงเป็นไปไม่ได้
“ทำไมละ เรียนไม่ถึงหรือ” ผมถาม
“ผมอาจต้องไปทำงานที่ได้เงินดีกว่านี้ เป็นดารา เป็นอะไรพวกนี้”
ไอ้มืดตอบใบหน้าจริงจัง
ผมยิ้ม รู้สึกชอบในคำตอบของชายหนุ่มแววตาใสซื่อเบื้องหน้า แม้จะไม่เชื่อก็ตาม
“อยากไปบอร์เดอร์แลนด์มั้ย ผมกับน้องๆกำลังดูหนังอยู่” ไอ้มืดกล่าวชวน
ผมไม่รู้ว่าเขาอยากดูหนังต่อหรือแม้กระทั่งว่า “บอร์เดอร์แลนด์” ที่หากแปลไทยก็จะได้ความว่า
“ดินแดนชายขอบ” ที่เขาพูดถึงมีอยู่จริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ
๓ บอร์เดอร์แลนด์
ไอ้มืดพาผมและเพื่อนซ้อนเมล์เครื่อง หรือรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไปที่ยืมเจ้าของร้านกาแฟใกล้ๆ
มาส่งยังบ้านหลังหนึ่งที่ทาสีสันสดใส ใจกลางอำเภอสังขละบุรี หน้าบ้านมีป้ายไวนิลขนาดใหญ่อ่านได้ใจความตามที่
ไอ้มืดบอก “บอร์เดอร์แลนด์” แม้ในตอนนี้ผมอาจจะสงสัยในหลายๆอย่างที่เขาพูด ทว่าอย่างน้อย บอร์เดอร์แลนด์ก็มีอยู่จริง
ไอ้มืดบอก “บอร์เดอร์แลนด์” แม้ในตอนนี้ผมอาจจะสงสัยในหลายๆอย่างที่เขาพูด ทว่าอย่างน้อย บอร์เดอร์แลนด์ก็มีอยู่จริง
ในบ้านหลังนั้นเราพบกับ ครูตุ๋ย - วิมพร โสภาปัจจุสมัย
ครูไม่ประจำแต่อาสาทำงานเป็นประจำแห่งมูลนิธิบ้านเด็กป่า
มูลนิธิที่ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทั้งการศึกษา และครอบครัว
ครูตุ๋ย สาวใหญ่ที่อายุเป็นเพียงตัวเลขดูท่าทางกระฉับกระเฉง ด้วยผมที่ตัดสั้นเสมอบ่าและแววตาสดใสของวัยรุ่นเล่าให้เราฟังว่า
รู้จักกับมืดตั้งแต่ตอนที่มืดเป็นเด็กเร่ร่อน
เป็นมุมมืดของสังคมที่ไม่มีใครอยากยื่นมือเข้าไปสัมผัส ในช่วงอายุประมาณ 12
ปีตอนนั้นมืดบอกกับครูว่าตนเองอยู่ ป.5 แต่จริงๆแล้วเพิ่งเรียนจบแค่ ป.2 เท่านั้น
“เขาชอบพูดว่า `สักวันหนึ่งผมจะได้อยู่ดีกว่านี้’” ครูตุ๋ยหรือครูที่ไอ้มืดเรียกว่าแม่ เล่าถึงความใฝ่ฝันของเด็กหนุ่ม
ด้วยแววตาอ่อนโยน
ไอ้มืดออกจากมูลนิธิ ในหลายปีถัดมา ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของครูหลายคน
และเมื่อถูกถามถึงที่อยู่ที่นอน มืดตอบกลับมาว่า “เพื่อนผมมีเยอะแยะ”
และมืดก็เริ่มออกสู่โลกกว้างอีกครั้ง
“มืดเป็นเด็กเก่ง หัวไว”
ครูตุ๋ยให้ความเห็นเกี่ยวกับไอ้มืดไว้อย่างน่าสนใจสอดคล้องกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากมืดได้ออกจากมูลนิธิ
เธอได้ข่าวว่ามืดเข้าร่วมอบรมมัคคุเทศก์ของเทศบาล จนในที่สุดก็เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะมัคคุเทศก์ฝีปากดีและนักโดดน้ำแห่งสังขละบุรี
ตอนนี้มืดได้กลับมายังมูลนิธิอีกครั้งในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ของน้องๆแม้จะพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นครูคนใหม่
แต่ก็นับว่ามีความพยายามที่จะแวะเวียนมาทำประโยชน์แก่ “บ้าน” หลังสำคัญในอดีต
ก่อนเราจะจากลากันในบ่ายวันนั้น ผมถามมืดอีกครั้ง - - ถึงอนาคตของนักโดดน้ำ
มืดตอบกับพวกเราโดยแทบไม่หยุดคิดว่ามีแผนจะเลิกภายใน 2 ปี
ผมใจหายแม้ทราบดีถึงอายุของคนที่หมุนตามกาลเวลา
“ผมกำลังจะฝึกเด็กใหม่” มืดตอบราวกับอ่านใจ
“แล้วเล็งๆไว้บ้างหรือยัง” ผมถามต่อวาดฝันถึงแก๊งนักโดดน้ำหน้าใหม่ที่จะเข้าสู่วงการ
“ผมเห็นน้องคนหนึ่ง พึ่งเกิดมาได้หลายเดือนละ” มืดตอบใบหน้าจริงจัง
ผมยิ้ม รู้สึกชอบในคำตอบของเขา - - แม้จะไม่เชื่อเลยก็ตาม
๔ ต๋อง เมฆ
ผมใช้ชายเสื้อยืดเช็ดหน้าปัทม์นาฬิกาข้อมือ
จนหมดละอองฝน ผมไม่อยากเสียมันไป ถึงแม้คนขายจะบอกว่ามันเป็นนาฬิกากันน้ำแต่ผมก็ไม่อยากเสี่ยงกับนาฬิกาเรือนละร้อยกว่าบาท
เวลาเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว แสงกำลังจะหมด ฟ้ายังครึ้มเมฆและฝนยังตกหนักราวกับฟ้ารั่ว
บนศาลาสะพานไม้
เหล่าเรือวินเสื้อกั๊กส้มหลายคนกำลังนั่งโขกหมากฮอสกันอย่างสนุกสนาน บ้างโขกเองบ้าง
บ้างชี้ช่องทางต่างๆ ให้ฝั่งที่เชียร์
“ชนะอยู่แล้วแข่งกับพวกไม่มีสมอง”
พี่สุนัน สำอางค์ วินร่างใหญ่คนหนึ่งในหมวกแก๊ปเก่าๆพูดขึ้น ก่อนเสียง เฮ
จะดังขึ้นกลางวงล้อม
“ไอ้พวกมีหัวไว้ใส่หมวก
เก่งไม่กลัวกลัวช้าโว้ย” สองตาผ่านไป วินหนุ่มฝั่งตรงข้ามก็โวขึ้นอย่างได้ใจเมื่อเห็นคู่แข่งคิดหนัก
กับตาหมากที่ตนพึ่งเดิน
ในขณะที่ตารางหมากฮอสกำลังจะรู้ผล
ไอ้มืดก็ปรากฏตัวขึ้นบนศาลาสะพานไม้ พร้อมกับรอยยิ้มและจักรยานญี่ปุ่นคันเดิม
เย็นนี้ผมและเพื่อนช่างภาพนัดเขามาโดดน้ำให้ดูเป็นพิเศษ
หลังจากทักทายตามสมควร
ผมก็เอ่ยปากขอเบอร์ติดต่อ ตอนนั้นเองที่ไอ้มืดบอกกับผมว่าชื่อจริงๆของเขาคือ ต๋อง
นามสกุล เมฆ
ต๋อง เมฆ
นักโดดน้ำแห่งสะพานมอญไม่ใช่ ไอ้มืด
ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบันทึกชื่อของเด็กหนุ่มผิวคล้ำ
ลงสมุดโทรศัพท์ แต่ไม่ลืมวงเล็บไว้ว่า “ไอ้มืด”
๕ วิถีแห่งนักโดดน้ำ
นักโดดน้ำชื่อดังแห่งสะพานมอญเล่าให้เราฟังว่าเริ่มโดดน้ำครั้งแรกเมื่อไรนั้น
เขาจำไม่ได้เสียแล้วแต่หากการยึดเป็นอาชีพและได้รับ “ทิป” ครั้งแรกนั้นเริ่มขึ้นเมื่อ
7 ปีก่อน
ต๋องเล่าว่าหากนักท่องเที่ยวต้องการที่จะลองโดดดูบ้าง ก็สามารถทำได้แต่เขาไม่สนับสนุน
เนื่องจากหากมีใครเป็นอะไรไปย่อมส่งผลถึงชื่อเสียงของสะพานมอญ
และชีวิตของคนจำนวนมาก
เมื่อฝนซาลงจนเหลือเพียงสัมผัสเบาบางต๋องขี่จักรยานญี่ปุ่นคู่ใจคันใหญ่กว่าตัวนำเรามายังกลางสะพานไม้
เขาจอดรถและถอดเสื้อออกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อกระชับ แม้ไม่ใหญ่โต
แต่ก็อาจล้มคนตัวใหญ่ได้สบายๆ เราพูดคุยกันครู่หนึ่งก่อนที่ต๋อง จะยื่นเสื้อยืดรวมถึงไอโฟน-หูฟังสีแดงสดฝากไว้กับพวกเรา
“เดี๋ยวผมจะโดดให้ซักสองรอบนะ” ต๋องพูดแล้วเดินไปยังขอบสะพาน ปีนข้ามและหยุดอยู่บนขอบสามเหลี่ยมที่ใช้รับน้ำหนักของสะพาน
ซึ่งเป็นทรงเลขาคณิตที่แข็งแรงและนิยมมากที่สุดในการก่อสร้าง
สะพานมอญสำหรับคนทั่วไปอาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือตลาดทางการค้า
ที่สร้างจากไม้แดง หนักเกือบ 2700 ตัน จำนวน 3557 ชิ้นในการบูรณะครั้งล่าสุด (เป็นครั้งที่
5) จากคำบอกเล่าของ พี่เย็น-ดอกใหญ่ หรือ นันทิยา กมลพีระสกุล มัคคุเทศน์สาวใหญ่ผู้โด่งดังแห่งสะพานมอญ
ทว่าสำหรับต๋อง
สะพานแห่งนี้อาจเปรียบเสมือนโรงละครแห่งความฝันและพื้นที่ขอบสะพานเล็กๆนั่นก็อาจเปรียบได้กับเวทีที่กว้างใหญ่
เวทีที่ใช้เรียกความสนใจ เรียกผู้ชมและเรียกเงินเข้ากระเป๋า
ในแววตาของชายหนุ่มไม่มีความหวาดกลัว
เหมือนกับที่ต๋องบอกกับพวกเราว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ห้ามกลัว”
เขาเงยหน้ามองขึ้นฟ้าซึ่งสุดจะคาดเดาได้ว่า เป้าหมายของสายตาคู่นั้นหยุดลงที่ใด
อาจจะเป็นเม็ดฝนอ้วนๆเม็ดหนึ่งที่กำลังพุ่งตรงเข้าสู่ใบหน้าของเขา อาจเป็นดวงดาวกลางฟากฟ้าที่ทอแสงทะลุม่านเมฆฝน
หรือความฝันของเขาที่ปะปนอยู่กับความจริง ในระดับที่พวกเราไม่อาจเข้าถึง
หยดฝนจำนวนมากบนใบหน้าของเด็กหนุ่มค่อยๆไหลลงจากไรผมสีดำสนิทผ่านแก้มและอันตรธานหายไป
กลายเป็นคราบน้ำที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้เมื่อมือหยาบลูบไล่ตั้งแต่ชายคางจนถึงกลางศีรษะ
วิสัยทัศน์แจ่มใส
นักโดดน้ำก็พร้อมแล้วสำหรับการแสดง
“จะโดดละนะ” ต๋องพูดกับพวกเราแววตาเปล่งประกาย และยื่นหน้าเข้ามายิ้มหยอกกับกล้องสองตัวที่สวมใส่เสื้อกันฝนแฮนด์เมดที่ทำจากถุงพลาสติก
อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ อยากได้ภาพสวย ต้องอย่ากลัวกล้องเสีย
ช่างภาพคนหนึ่งได้กล่าวไว้ทั้งน้ำตา
ฝนที่เริ่มตกหนักลงมาอีกครั้งทำให้สายน้ำที่หยดลงจากขอบสะพานทั้งสองข้างดูคล้ายกับน้ำตกขนาดย่อมๆ
เนื้อไม้แดงที่ใช้ทำสะพาน ลื่นจนทำให้ผมอดห่วง “ชีวิต”
ของเด็กหนุ่มที่กำลังยืนอยู่ ณ ขอบสะพานเวลานี้ไม่ได้ ในวินาทีถัดไปอะไรๆก็อาจเกิดขึ้นได้
ภาพที่งดงามจากช่างภาพทั้งสองคนหรือแม้แต่กระทั่งความตาย ของนักกายกรรม
แต่ไหนแต่ไร
ฉากฝนตกก็ไม่ค่อยเป็นฉากที่แฝงความหมายอันดีงามสักเท่าไหร่
ฟ้าในวันฝนตกย่อมต่างกันสุดขั้วจากประโยคคุ้นหู “เช้าวันหนึ่งที่อากาศสดใส”
ยิ่งเป็นฟ้าที่ขมุกขมัวด้วยเมฆฝนเช่นวันนี้
จินตนาการของผมโลดแล่นไปไกลจนอดที่จะดุด่าตัวเองไม่ได้ แต่ความตื่นเต้นก็ทำให้ดวงตาของผมเบิกกว้าง
สมุดที่เปียกฝนและดินสอดำในมือพร้อมแล้วสำหรับการจดบันทึก
ในห้วงเวลาที่ตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ ต๋องหันหน้าออกสู่ความเวิ้งว้างของแม่น้ำซองกาเลียย่อตัวลงและทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าต้านแรงโน้มถ่วง
“ย้า-ฮู้!”
เสียงดังฟังชัดหลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่มก่อนจะสยายแขนทั้งสองขึ้นโอบท้องฟ้าและมวลหมู่เมฆก่อนจะเก็บมือทิ้งตัวเป็นลูกดิ่งร่วงตูมลงสู่ผืนน้ำ
ด้วยท่วงท่าที่แม้ไม่ได้มาตราฐานโอลิมปิก แต่ก็นับว่าตระการตาจับใจ
คลื่นน้ำขนาดใหญ่กระจายออกทั่วบริเวณ
ขณะกลืนร่างของเขาให้หายไปใต้ผืนน้ำ อึดใจถัดมาต๋องก็ทะลึ่งพรวดขึ้นจากจุดตกไม่ใกล้ไม่ไกล
เอามือลูบหน้าสองสามที แม้สายตาของผมจะมองไม่สู้ชัดเจนเท่าไรนักในสายฝนพรำทว่า
ผมก็มั่นใจว่าเขากำลังยิ้มอยู่ - - เขากำลังสนุกกับมันอยู่
การแสดงในรอบนี้ นับว่าดีไม่มีที่ติ
เหนือผืนน้ำนั้น
เด็กหนุ่มว่ายน้ำเข้าหาเสาไม้อย่างรวดเร็วและวางเท้าลงบนเนื้อไม้แดง สองมือของนักโดดน้ำและมัดกล้ามเนื้อกระชับแน่นขณะปีนป่ายโครงสะพานไม้ซึ่งดูยากพอๆกับการโดดน้ำ
แสดงให้เห็นถึงความชำนาญ และความเป็น “มืออาชีพ” อย่างแท้จริง ชั่วอึดใจเดียวต๋องก็เหยียบอยู่บนปลายสามเหลี่ยมอีกครั้ง
เขาพูดเสียงดัง ยิ้มกว้าง และพร้อมแล้วสำหรับผู้ชมในการแสดงรอบถัดไป
พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เงินหนึ่งร้อยบาทที่พวกเราจ่ายให้ต๋องเป็นค่าอาชีพ
ถูกนำไปเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์และทุเรียน 1 พูใหญ่ในช่วงเวลาอันรวดเร็ว
ในละแวกนี้ ไม่มีใครเรียกไอ้มืดว่าต๋องจนผมอดนึกในใจไม่ได้ว่าอาจถูกไอ้มืดกำลังเล่นตลกอยู่
แต่ชื่อก็เป็นเพียงคำเรียกขานเพื่อให้มนุษย์แตกต่างและเข้าใจกันเท่านั้น ตราบใดที่ยังสื่อสารกันรู้เรื่องและไม่ผิดใจกัน
ชื่อเรียกก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร
และจะเป็นไรไปเล่าหากเขาพอใจให้ผมเรียกเขาเช่นนั้น
๖ บ้านบนแพ
ค่ำคืนที่หนาวเหน็บบนเรือนแพ
ฝนยังคงไม่หยุดตกจนคล้ายเป็นดนตรีพื้นหลังที่พวกเราคุ้นชินไปเสียแล้ว สาหร่ายและตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ริมขอบแพเคลื่อนไหวเล่นล้อไปกับสายน้ำจนดูคล้ายสิ่งมีชีวิตที่เกาะกลุ่มกันส่งเสียงร้องปะปนกับเสียงฝน
พื้นไม้ที่ลงแลคเกอร์อย่างดีจนเงาเป็นมันของเรือนแพ สะท้อนกับแสงไฟจากหลอดตะเกียบที่สว่างโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดมิด
ในฤดูฝนเช่นนี้ นักท่องเที่ยวที่สะพานมอญ ดูบางตาน่าใจหาย
จนแม้แต่แม่น้ำเบื้องหน้าก็กลายเป็นสีดำดูลึกล้ำและมืดมิดกว่าเมื่อกลางวันมากนัก
พลันเสียงกาต้มน้ำในบริเวณท้ายแพก็หวีดดังขึ้น ผมลุกขึ้นช้าๆ
การเคลื่อนไหวเร็วไปอาจทำให้ผมสูญเสียความรู้สึกอิ่มเอมจากเสียงฝนและบรรยากาศอันสงบนิ่ง
แม้ฝนกำลังตกอยู่ เม็ดฝนเคลื่อนที่ไวจนตามองไม่ทัน แต่เมื่อมอง
“เม็ดฝน” ให้เป็น “ฝน” บรรยากาศโดยรวมกลับเชื่องช้า ผู้คนหลายคนมักรำคาญเสียงฝนตก
แต่ผมกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เสียงของฝนทำให้ใจเราเงียบสงบ
ความคิดพลุ่งพล่านภายในหัวจะถูกแทนที่ด้วยเสียงฝนจนกลายเป็นความเงียบ
กาแฟมอคค่าร้อนในแก้ว
ส่งกลิ่นหอมและไอร้อนสีขาวขึ้นในอากาศที่หนาวเหน็บขณะผมกำลังเทน้ำร้อนลงในแก้ว
ผู้คนมักบอกว่าพวกเขาชอบอากาศหนาว แต่แท้จริงแล้วคนเหล่านั้นชอบความอบอุ่นต่างหาก
คนเหล่านั้นชอบอากาศหนาวเพราะเขามีผ้าห่มผืนใหญ่ เสื้อกันหนาวหนาๆ
และเครื่องดื่มร้อนๆรสชาติดี
ลูกแมวน้อยสีเทา-ขาว หน้าตาบ้านๆตัวหนึ่งซึ่งเข้ามาทำความรู้จักพวกเราตั้งแต่เมื่อเช้าเดินมาทักทายผมด้วยภาษาแมว
อย่างสบายอารมณ์ก่อนจะมานอนซุกตรงพื้นที่ว่างระหว่างขาที่นั่งขัดสมาธิอยู่อย่างพอดิบพอดี
มันคงเหนื่อยและต้องการที่นอนอุ่นๆในค่ำคืนที่ฝนตกเช่นนี้
ลูกแมวต้องต่อสู้กับอะไรบ้างนะในชีวิตประจำวัน ผมคิดขณะลูบขนนิ่มของมันใน
“อ้อมขา” วันนี้ทั้งวันมันอาจจะเล่นซนจนเหนื่อย,พูดคุยกับนักท่องเที่ยวด้วยภาษาสากลของแมวที่ทุกชนชาติเข้าใจ
หรือหนีเอาชีวิตรอดจากหมาตัวใหญ่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม
ผมคิดว่าชีวิตของคนที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ลำบากกว่าลูกแมวหลายเท่านัก แต่ชีวิตเหล่านั้นก็น่าสนใจกว่า
เช่นกันกับชีวิตของ “ต๋อง เมฆ”
นักโดดน้ำแห่งสะพานมอญที่ผมกำลังเปลี่ยนความทรงจำลงเป็นตัวอักษรด้วยลายมือยึกยือ
บทส่งท้าย
เช้าวันนี้ ท้องฟ้าเปิดโล่ง หลังพายุใหญ่ผ่านพ้นไปเมื่อคืน
แสงแดดที่สว่างจ้าทำให้ผมเห็นสะพานมอญในอีกมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ผมกลับไม่เห็นต๋องบนสะพานแม้จะรอนานแค่ไหน
. . .เขาไม่ได้มาตามนัด
พระไทยและพระมอญที่แยกกันบิณฑบาตคนละฟากของสะพาน ต่างเสร็จกิจของสงฆ์และทยอยกลับไปจนหมดแล้ว
เหลือไว้แต่เด็กๆ ที่แต่งตัวในชุดมอญปะแป้งทานาคาเป็นลวดลายต่างๆกันไป คอยบริการถ่ายภาพคู่กับเหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกแลกกับค่าน้ำใจเล็กๆน้อยๆ
ขณะที่พวกเรากำลังจะกลับออกไปสู่โลกแห่งความจริงและทิ้งชุมชนแห่งนี้ไว้เป็นความทรงจำ
เม็ดฝนที่คุ้นเคยก็กลับมาเยี่ยมเยียนพวกเราอีกครั้ง
น่าแปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกรังเกียจหรือหงุดหงิดอะไร
ทั้งๆที่เสื้อผ้าเหม็นอับในเป้หลายๆตัวก็เป็นฝีมือของน้ำจากฟ้าเหล่านั้น
เมล์เครื่องส่งเสียงกระหึ่ม กลางเสียงฝนที่โปรยเบาๆคล้ายคำบอกลา
ผมรู้สึกอึดอัดใจเล็กๆที่ยังไม่ได้ร่ำลาเพื่อนใหม่ที่เพิ่งบอกชื่อให้ทราบเมื่อวันก่อน
เพื่อนใหม่ที่มีอาชีพเป็นนักโดดน้ำ
ทันใดนั้น
“ตูม!” เสียงที่ผมจำได้ดีก็ดังขึ้นอีกครั้งจากสะพานมอญ
ผมยิ้มในใจ เพื่อนของผมไม่ได้หายไปไหนหรอก ก็อย่างที่ชาวบ้านเค้าบอกไว้....
“มีไอ้มืดคนเดียวนั่นแหละที่บ้าโดดน้ำ”
ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
ครูตุ๋ย - วิมพร โสภาปัจจุสมัย
พี่เย็น - นันทิยา กมลพีระสกุล
พี่นี - สุธาพร ขวัญธนรักษ์
ลุงเณร – วิชาญ ดาบแก้ว
ไอ้มืด - ต๋อง เมฆ –นักโดดน้ำ
และผู้มีพระคุณท่านอื่นอีกมากมายที่ไม่ได้ระบุนาม











No comments:
Post a Comment