Test

Saturday, August 22, 2015

คนมีปีก


          เสียงกริ่งดังขึ้นเมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงตรง เด็กๆชั้นประถมศึกษาปีที่สองทับสอง ลุกขึ้นไหวครูประจำชั้นก่อนจะเฮโลกันเดินออกไปยังระเบียงหน้าชั้น เพื่อรับถาดอาหารกลางวันจานหลุมที่ โรงเรียนเตรียมไว้ให้

            เด็กชายซนๆหลายคนแย่งกันออกไปเป็นคนแรก ตามการเรียกร้องของกระเพาะอาหาร แต่เด็กอ้วนหลายคนก็เดินทอดน่องออกไปอย่างไม่รีบร้อนเพื่อที่จะเป็นคนสุดท้าย และอาจจะได้ของหวานมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย ถั่วเขียวต้มน้ำตาลในวันนี้แม้จะไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย แต่ก็ถือเป็นของหวานชั้นเยี่ยมสำหรับอาหารกลางวันในโรงเรียนรัฐบาล

“เธอว่าแปลกไหม ที่พ่อบอกว่าคนเราทุกคนมีปีก” เด็กหญิงธารตะวันอายุแปดขวบพูดกับเพื่อนสนิทเบื้องหน้าขณะกำลังต่อแถวรับอาหารที่ยาวเหยียด เพราะอะไรไม่รู้จู่ๆเธอนึกถึงคำพูดของพ่อที่เล่าให้เธอฟังเมื่อเธอเอ่ยกับเขาว่าเธออยากมีปีกบินได้เหมือนนก



“แปลกซิ พ่อเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” เด็กหญิงใบหน้าอ้วนกลมที่อยู่ข้างหลังของเธอเอ่ยแทรกขึ้น ธารตะวันหันคอควับ ค้อนขึ้นทีหนึ่งก่อนหันกลับไปสนใจเพื่อนสนิทของเธอที่กำลังครุ่นคิด

“แต่พ่อไม่โกหกลูกอยู่แล้ว ฉันว่าเธออาจจะลองบินจากกิ่งไม้เล็กๆนั่นดูก่อนเป็นไง” เด็กหญิงผิวขาวที่ไว้เปียยาวจนเกือบถึงกลางหลังให้ความเห็นพลางชี้นิ้วออกไปยังกิ่งไม้หน้าอาคารเรียน

นั่นสิ พ่อไม่โกหกลูกอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ทำไมเธอคิดไม่ได้นะ ธารตะวันคิดในใจ และเพิ่มความนิยมชมชอบในตัวเพื่อนสนิทของเธอมากขึ้นไปอีก

เย็นวันนั้น เด็กหญิงธารตะวัน ได้แผลที่เข่ากลับบ้าน เธอร้องไห้มาตลอดทาง ใครถามก็ไม่ตอบอะไรเอาแต่พูดว่า  “พ่อโกหกๆ”

ในบ้านหลังเล็กหลังคาสีฟ้าริมชายหาด พ่อของเธอกำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มีแก้วกาแฟวางอยู่ข้างๆโต๊ะไม้สีอ่อน เสียงนิ้วพรหมลงบนแป้นพิมพ์คล้ายเสียงฝนกระทบหลังคาดังไม่หยุดจนเมื่อเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น พ่อของเธอเป็นคนตัวสูงผอมใส่แว่นตาหนาเตอะ แม่บอกว่าพ่อเป็นนักเขียนที่ขายหนังสือไม่ค่อยได้ แต่เธอรักพ่อมากกว่าแม่ เพราะพ่อนั้นมีเวลาให้กับเธอเสมอ

“เป็นอะไรไปลูกรัก ใครทำอะไรหนู” พ่อคุกเข่าลงกับพื้นและเอามือลูบผมเรียบนุ่มของเธอที่ตัดสั้นเสมอคอก่อนจะดึงลูกสาวเข้ามากอด เธอไม่ชอบกินกาแฟแต่ชอบกลิ่นกาแฟที่ติดตัวคุณพ่อเสมอ

“พ่อโกหกหนู” ธารตะวันเริ่มพูดเสียงสั่นเครือ, ขมวดคิ้วทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง
“คนไม่มีปีก หนูบินไม่ได้” เธอกล่าวก่อนจะปล่อยโฮออกมาบนไหล่กว้างของบิดา

“งั้น มานี่มาพ่อมีนิทานจะเล่าให้ฟัง หนูอยากฟังนิทานไหมลูก” พ่อชอบเล่านิทาน นิทานของพ่อสนุกและมักจะเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ธารตะวันเงียบเสียงลงทันทีและปล่อยให้พ่อของเธออุ้มขึ้นไปนั่งบนตัก เก้าอี้โยกตัวโปรดของพ่อส่งเสียงเอียดอ้าดอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก เมื่อต้องรับน้ำหนักเพิ่ม 
ในช่วงเวลานั้น คุณพ่อหันเก้าอี้โยกบนระเบียงเปิดออกสู่ชายทะเลกว้างไกล ลมพัดโชยปะทะใบหน้า ในขณะที่เสียงของพ่อเริ่มนำเธอลึกไปสู่โลกแห่งจินตนาการ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่โลกใบนี้ยังงดงามกว่านี้ ฟ้าเป็นสีฟ้ากว่า ใบไม้สีเขียวกว่า ทะเลสดใสสีสวยราวกับอ่างมรกต ผลแอ๊ปเปิ้ลใหญ่และสด โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง มนุษย์กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่รวมกันอย่างเป็นสุข มนุษย์พวกนี้ลักษณะภายนอกไม่ต่างจากเราเลยเพียงแต่พวกเขามีปีก ปีกที่งอกขึ้นมาจากกลางหลัง ปรากฏและหายไปได้เมื่อพวกเขาต้องการ ชุมชนริมชายฝั่งแห่งนี้อยู่อย่างสงบสุขมานานหลายร้อยปี

จนวันหนึ่ง มนุษย์อีกกลุ่มก็เดินทางมาถึง พวกเขาเดินทางฝ่ามหาสมุทรกว้างใหญ่ด้วยเรือ คนกลุ่มนี้หน้าตาดุดันเคร่งเครียดและที่สำคัญพวกเขาไม่มีปีก

เวลาผ่านไป กลุ่มคนทั้งสองก็สนิทสนมกลมกลืนกันจนกลายเป็นครอบครัวใหญ่ แล้วเหล่าคนมีปีกก็เริ่มลดจำนวนลง อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากนำมันออกมาเองหรือจะนำมันออกมาไม่ได้ก็สุดแล้วแต่ใครจะคาดเดา

“เธอไม่คิดหรือว่าปีกนั่นมันน่าขยะแขยง”
“เธอเป็นมนุษย์หรือเป็นนกกันแน่”

ถ้อยคำแปลกๆเริ่มเป็นที่ได้ยินในหมู่ของคนทั่วไป และแล้ววันหนึ่งชายคนหนึ่งผู้ซึ่งเคยเป็นกัปตันเรือของผู้มาเยือนก็ลุกขึ้นมาประกาศขับไล่ คนมีปีกให้ออกไปจากชุมชน

“แต่พวกเราก็เป็นคนเหมือนกันนะ” ชายผู้หนึ่งซึ่งรักปีกของตนเองมากกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
น่าแปลกที่ไม่มีใครเห็นใจชายผู้นี้เลย  และเหล่าคนมีปีกก็ทยอยเก็บของออกจากหมู่บ้านไปจนหมดสิ้น ไม่มีใครได้ข่าวคราวจากคนเหล่านั้นอีก

ดังนั้นกลุ่มคนที่มีปีกแต่ต้องการอยู่ในสังคมก็ต้องเก็บซ่อนปีกของตนไว้ พวกเขาไม่ได้ใช้มันอีกเลย จนกระทั่งปีกเหล่านั้นถูกลืมเลือน และหายไปตามกาลเวลา

ในค่ำคืนหนึ่งที่ทะเลกรรโชกหนัก สายลมพัดอย่างบ้าคลั่ง ราวกับพยายามวิดน้ำทะเลให้เหือดแห้ง หมู่บ้านแห่งนี้ถูกพายุและคลื่นโหมกระหน่ำจนพังพินาศ ตามตำนานเล่าว่าคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะใช้ปีกที่ติดตัวมาหนีเอาชีวิตรอดทว่า พวกเขาละเลยปีกเหล่านี้มานานเกินไป มันอ่อนเปลี้ย จนไม่สามารถต้านแรงลมได้ และหมู่บ้านของคนมีปีกก็จมหายลงไปในค่ำคืนนั้นเอง

เมื่อคุณพ่อเล่าจบ ดวงอาทิตย์ก็หลุบลงต่ำ ฟ้าเป็นสีส้มจางๆ สายลมอ่อนๆพัดวีให้เด็กหญิงเคลิ้มหลับ ขณะสายตาเลือนพร่า เธอคล้ายเห็นแผ่นหลังของชายคนหนึ่งรูปร่างคล้ายบิดา กำลังเดินลงไปยังทะเลเบื้องหน้า แผ่นหลังนั้นค่อยๆจมหายไปในทะเลก่อนจะแหวกตัวขึ้นทะยานสู่ฟ้าด้วยปีกใหญ่สีขาวคู่หนึ่ง



No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...