เสียงกริ่งดังขึ้นเมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงตรง เด็กๆชั้นประถมศึกษาปีที่สองทับสอง
ลุกขึ้นไหวครูประจำชั้นก่อนจะเฮโลกันเดินออกไปยังระเบียงหน้าชั้น เพื่อรับถาดอาหารกลางวันจานหลุมที่
โรงเรียนเตรียมไว้ให้
เด็กชายซนๆหลายคนแย่งกันออกไปเป็นคนแรก
ตามการเรียกร้องของกระเพาะอาหาร แต่เด็กอ้วนหลายคนก็เดินทอดน่องออกไปอย่างไม่รีบร้อนเพื่อที่จะเป็นคนสุดท้าย
และอาจจะได้ของหวานมากกว่าคนอื่นนิดหน่อย ถั่วเขียวต้มน้ำตาลในวันนี้แม้จะไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย
แต่ก็ถือเป็นของหวานชั้นเยี่ยมสำหรับอาหารกลางวันในโรงเรียนรัฐบาล
“เธอว่าแปลกไหม ที่พ่อบอกว่าคนเราทุกคนมีปีก” เด็กหญิงธารตะวันอายุแปดขวบพูดกับเพื่อนสนิทเบื้องหน้าขณะกำลังต่อแถวรับอาหารที่ยาวเหยียด เพราะอะไรไม่รู้จู่ๆเธอนึกถึงคำพูดของพ่อที่เล่าให้เธอฟังเมื่อเธอเอ่ยกับเขาว่าเธออยากมีปีกบินได้เหมือนนก
“แปลกซิ พ่อเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” เด็กหญิงใบหน้าอ้วนกลมที่อยู่ข้างหลังของเธอเอ่ยแทรกขึ้น
ธารตะวันหันคอควับ ค้อนขึ้นทีหนึ่งก่อนหันกลับไปสนใจเพื่อนสนิทของเธอที่กำลังครุ่นคิด
“แต่พ่อไม่โกหกลูกอยู่แล้ว
ฉันว่าเธออาจจะลองบินจากกิ่งไม้เล็กๆนั่นดูก่อนเป็นไง” เด็กหญิงผิวขาวที่ไว้เปียยาวจนเกือบถึงกลางหลังให้ความเห็นพลางชี้นิ้วออกไปยังกิ่งไม้หน้าอาคารเรียน
นั่นสิ พ่อไม่โกหกลูกอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ทำไมเธอคิดไม่ได้นะ
ธารตะวันคิดในใจ และเพิ่มความนิยมชมชอบในตัวเพื่อนสนิทของเธอมากขึ้นไปอีก
เย็นวันนั้น เด็กหญิงธารตะวัน ได้แผลที่เข่ากลับบ้าน
เธอร้องไห้มาตลอดทาง ใครถามก็ไม่ตอบอะไรเอาแต่พูดว่า “พ่อโกหกๆ”
ในบ้านหลังเล็กหลังคาสีฟ้าริมชายหาด พ่อของเธอกำลังนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
มีแก้วกาแฟวางอยู่ข้างๆโต๊ะไม้สีอ่อน เสียงนิ้วพรหมลงบนแป้นพิมพ์คล้ายเสียงฝนกระทบหลังคาดังไม่หยุดจนเมื่อเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น
พ่อของเธอเป็นคนตัวสูงผอมใส่แว่นตาหนาเตอะ แม่บอกว่าพ่อเป็นนักเขียนที่ขายหนังสือไม่ค่อยได้
แต่เธอรักพ่อมากกว่าแม่ เพราะพ่อนั้นมีเวลาให้กับเธอเสมอ
“เป็นอะไรไปลูกรัก ใครทำอะไรหนู”
พ่อคุกเข่าลงกับพื้นและเอามือลูบผมเรียบนุ่มของเธอที่ตัดสั้นเสมอคอก่อนจะดึงลูกสาวเข้ามากอด
เธอไม่ชอบกินกาแฟแต่ชอบกลิ่นกาแฟที่ติดตัวคุณพ่อเสมอ
“พ่อโกหกหนู” ธารตะวันเริ่มพูดเสียงสั่นเครือ, ขมวดคิ้วทำท่าจะร้องไห้อีกครั้ง
“คนไม่มีปีก หนูบินไม่ได้”
เธอกล่าวก่อนจะปล่อยโฮออกมาบนไหล่กว้างของบิดา
“งั้น มานี่มาพ่อมีนิทานจะเล่าให้ฟัง หนูอยากฟังนิทานไหมลูก”
พ่อชอบเล่านิทาน นิทานของพ่อสนุกและมักจะเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
ธารตะวันเงียบเสียงลงทันทีและปล่อยให้พ่อของเธออุ้มขึ้นไปนั่งบนตัก เก้าอี้โยกตัวโปรดของพ่อส่งเสียงเอียดอ้าดอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก เมื่อต้องรับน้ำหนักเพิ่ม
ในช่วงเวลานั้น คุณพ่อหันเก้าอี้โยกบนระเบียงเปิดออกสู่ชายทะเลกว้างไกล ลมพัดโชยปะทะใบหน้า ในขณะที่เสียงของพ่อเริ่มนำเธอลึกไปสู่โลกแห่งจินตนาการ
ในช่วงเวลานั้น คุณพ่อหันเก้าอี้โยกบนระเบียงเปิดออกสู่ชายทะเลกว้างไกล ลมพัดโชยปะทะใบหน้า ในขณะที่เสียงของพ่อเริ่มนำเธอลึกไปสู่โลกแห่งจินตนาการ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่โลกใบนี้ยังงดงามกว่านี้
ฟ้าเป็นสีฟ้ากว่า ใบไม้สีเขียวกว่า ทะเลสดใสสีสวยราวกับอ่างมรกต
ผลแอ๊ปเปิ้ลใหญ่และสด โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง
มนุษย์กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่รวมกันอย่างเป็นสุข
มนุษย์พวกนี้ลักษณะภายนอกไม่ต่างจากเราเลยเพียงแต่พวกเขามีปีก ปีกที่งอกขึ้นมาจากกลางหลัง
ปรากฏและหายไปได้เมื่อพวกเขาต้องการ ชุมชนริมชายฝั่งแห่งนี้อยู่อย่างสงบสุขมานานหลายร้อยปี
จนวันหนึ่ง มนุษย์อีกกลุ่มก็เดินทางมาถึง พวกเขาเดินทางฝ่ามหาสมุทรกว้างใหญ่ด้วยเรือ
คนกลุ่มนี้หน้าตาดุดันเคร่งเครียดและที่สำคัญพวกเขาไม่มีปีก
เวลาผ่านไป กลุ่มคนทั้งสองก็สนิทสนมกลมกลืนกันจนกลายเป็นครอบครัวใหญ่
แล้วเหล่าคนมีปีกก็เริ่มลดจำนวนลง
อาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากนำมันออกมาเองหรือจะนำมันออกมาไม่ได้ก็สุดแล้วแต่ใครจะคาดเดา
“เธอไม่คิดหรือว่าปีกนั่นมันน่าขยะแขยง”
“เธอเป็นมนุษย์หรือเป็นนกกันแน่”
ถ้อยคำแปลกๆเริ่มเป็นที่ได้ยินในหมู่ของคนทั่วไป
และแล้ววันหนึ่งชายคนหนึ่งผู้ซึ่งเคยเป็นกัปตันเรือของผู้มาเยือนก็ลุกขึ้นมาประกาศขับไล่
คนมีปีกให้ออกไปจากชุมชน
“แต่พวกเราก็เป็นคนเหมือนกันนะ”
ชายผู้หนึ่งซึ่งรักปีกของตนเองมากกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
น่าแปลกที่ไม่มีใครเห็นใจชายผู้นี้เลย และเหล่าคนมีปีกก็ทยอยเก็บของออกจากหมู่บ้านไปจนหมดสิ้น
ไม่มีใครได้ข่าวคราวจากคนเหล่านั้นอีก
ดังนั้นกลุ่มคนที่มีปีกแต่ต้องการอยู่ในสังคมก็ต้องเก็บซ่อนปีกของตนไว้
พวกเขาไม่ได้ใช้มันอีกเลย จนกระทั่งปีกเหล่านั้นถูกลืมเลือน และหายไปตามกาลเวลา
ในค่ำคืนหนึ่งที่ทะเลกรรโชกหนัก สายลมพัดอย่างบ้าคลั่ง
ราวกับพยายามวิดน้ำทะเลให้เหือดแห้ง
หมู่บ้านแห่งนี้ถูกพายุและคลื่นโหมกระหน่ำจนพังพินาศ ตามตำนานเล่าว่าคนกลุ่มหนึ่งพยายามจะใช้ปีกที่ติดตัวมาหนีเอาชีวิตรอดทว่า
พวกเขาละเลยปีกเหล่านี้มานานเกินไป มันอ่อนเปลี้ย จนไม่สามารถต้านแรงลมได้
และหมู่บ้านของคนมีปีกก็จมหายลงไปในค่ำคืนนั้นเอง
เมื่อคุณพ่อเล่าจบ ดวงอาทิตย์ก็หลุบลงต่ำ ฟ้าเป็นสีส้มจางๆ
สายลมอ่อนๆพัดวีให้เด็กหญิงเคลิ้มหลับ ขณะสายตาเลือนพร่า
เธอคล้ายเห็นแผ่นหลังของชายคนหนึ่งรูปร่างคล้ายบิดา
กำลังเดินลงไปยังทะเลเบื้องหน้า
แผ่นหลังนั้นค่อยๆจมหายไปในทะเลก่อนจะแหวกตัวขึ้นทะยานสู่ฟ้าด้วยปีกใหญ่สีขาวคู่หนึ่ง
No comments:
Post a Comment