วิถีนักหยอด-ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม
เรื่องและลำดับภาพโดย โทรนัด เทียนอุดม
ภาพโดย โสภณัฐ โสมขันเงิน
![]() | ||
"สามนิ้วพิฆาต" ลีลาปกติที่ไม่ธรรมดาของนักหยอดหอย
|
![]() |
| นักหยอดหอยจะรอจนเก็บได้หอยเต็มกำมือก่อนจะใส่ในตะกร้า |
![]() |
| ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ แม้ไม่ต้องลงทุนแต่ต้องลงแรง และ(ไม่ให้ลงรู) |
![]() |
| หอยหลอดที่ยังเป็นๆอยู่ถูกนำมาแช่น้ำเค็มเพื่อคงความสดก่อนถึงมือผู้บริโภค |
![]() |
| ดอนหอยหลอดไม่ได้มีแค่หอยหลอด |
ริมชายฝั่งทะเลบ้านฉู่ฉี่เวลาบ่ายสองเต็มไปด้วยโคลนสีเทาดำ ปราศจากหาดขาวใสเหมือนชายหาดในความฝันของใครหลายคน
เสียงหัวเราะคิกคักแว่วมากับสายลมที่พัดตึงเข้าสู่ชายฝั่ง ดึงดูดให้สายตาของผมสะดุดเข้ากับหญิงสาวผิวขาวผ่อง
ผมบ๊อบสั้นในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีอ่อนที่กำลังพยายามยื้อหมวกปีกกว้างใบสวยของเธอไว้กับศีรษะไม่ให้ถูกสายลมแรงแย่งชิงไป
เธอส่งเสียงหัวเราะกับเพื่อนสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
จนทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ พลันนั้นเสียงประทัดแก้บนจากศาลกรมหลวงชุมพรฯ ก็ดังขึ้นระรัวคล้ายกับเสียงปืนแทรกกับเสียงเชิญชวนนำเที่ยวของชาวเรือวินที่ส่งผ่านเครื่องขยายเสียงขนาดย่อมๆอยู่บริเวณชายฝั่ง
จนดึงสติที่หลุดลอยของผมกลับมาได้อีกครั้ง
ผมสูดหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะกล่าวย้ำในใจกับตนเองช้าๆ
ในวันนี้ ผมมาหยอดหอย - - ไม่ใช่หยอดสาว
๑.
การหยอดสาวให้ได้ผลนั้น อาจจำเป็นต้องหน้าตาดี
แต่งตัวดี และคารมดี แต่การหยอดหอยต้องการมากกว่านั้น โดยคุณอาจจะมีคุณสมบัติข้างต้นมากเท่าใดก็ได้
แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมีเพิ่มคือประสบการณ์ที่สั่งสมมา และอุปกรณ์
โดยทั่วไปนักหยอดหอยต้องมี
ไม้สำหรับหยอดหอยยาวประมาณ 1 คืบหรือประมาณ
12 ซม. ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้ก้านธูปหรือเศษไม้ไผ่เพื่อความประหยัด
, “ปูนฟุ้ง” หรือปูนขาวที่ตากแดดจนแห้งสนิท
,ถังใส่หอยซึ่งมักทำการบากขอบบริเวณก้นถังไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศ เนื่องจากจะทำให้หนักเวลายกขึ้นจากทรายขี้เป็ด
(ถ้าต้องการเข้าใจเรื่องสุญญากาศอย่างง่ายให้ลองนึกถึงหลักการทำงานของไม้ดูดส้วม)
และขั้นต่อมาก็คืออุปกรณ์ป้องกันตัวจากแสงแดดและสารเคมีเช่น
หมวกปีกกว้างที่มักมาพร้อมกับผ้าปิดหน้า ถุงมือ และถุงเท้า โดยไม่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด
นั่นก็คือน้ำเปล่า 1 ขวดใหญ่ไว้สำหรับดื่มแก้กระหาย เพราะนักหยอดหอยจะทำงานได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น
ซึ่งมีเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงต่อครั้งและจะไม่หยุดพักเลยในช่วงเวลาดังกล่าว
ดังนั้นหากน้ำเริ่มแห้งในช่วงเวลาประมาณเก้าโมงเช่นวันนี้ก็ลืมไปได้เลยเรื่องอาหารกลางวัน!
การหยอดหอยหลอด บริเวณดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม นั้นมีมาเนิ่นนานและยากที่จะบอกได้ถึงวันเวลาที่
ชัดเจน โดยอ้างอิงจากเรื่องเล่าของผู้ใหญ่สุภาพ คงรักษา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.บางจะเกร็งหรือผู้ใหญ่น้อย สาวใหญ่ใจดีสันนิษฐานได้ว่าวัฒนธรรมการหยอดหอยอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งที่คนไทยเริ่มกินหมากกันเลยทีเดียว
“สมัยก่อนที่คนแม่กลองยังไปมาหาสู่กันทางน้ำ มีคลองถูกขุดขึ้นมาเยอะแยะ
ทีนี้คนก็เคี้ยวหมากแล้วบังเอิญคายลงบนรูหอยหลอด พอหอยเจอปูนแดงในหมากมันแสบ ก็หนีออกมาจากรู”
ปูนแดงซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของหมาก เมื่อถูกเข้ากับตัวหอยจะเกิดการระคายเคืองอย่างแรง
จนทำให้หอยดันตัวเองให้โผล่ขึ้นมาจากรูและระบายน้ำปูนนั้นเสียให้พ้นจากตัว จากการสังเกตนี้เองจึงทำให้เกิดวัฒนธรรมการหยอดหอยและมีการพัฒนาวิถีแห่งนักหยอด(หอย)
ณ ดอนหอยหลอด อย่างไม่หยุดยั้งสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
๒ .
พื้นที่ที่ทอดยาวออกไปสู่ทะเลเบื้องหน้าเวลานี้
ปรากฏสันดอนที่กว้างใหญ่ราบเรียบ ไกลสุดลูกหูลูกตา
มันดูคล้ายกับผืนดินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งที่ประดับประดาด้วยดินโคลนกระจายตัวอยู่เต็มพื้นที่
ถึงแม้ไม่สวยเหมือนหาดทรายขาวชื่อดังต่างๆ แต่ทว่าหากจะเทียบความอุดมสมบูรณ์ของทะเล
ปลาทูแม่กลองก็เป็นตัวอย่างชั้นดีที่จะการันตีถึงชัยชนะของชายทะเลปากแม่น้ำอันมีชื่อว่าดอนหอยหลอดแห่งนี้
ดอนหอยหลอด ประกอบด้วยร่องน้ำใหญ่ 3 ร่องที่แบ่งดอนน้อย-ใหญ่ ออกเป็นจำนวน
7 ดอน ซึ่งแบ่งเป็นดอนที่มีหอยหลอดชุกชุมจำนวน 5 ดอน แต่ละดอนแยกออกจากกันด้วยร่องน้ำลึกบ้าง ตื้นบ้าง บางดอนอาจต้องอาศัยกำลังมากหน่อยเพื่อที่จะเดินทางเข้าไป โดยเฉพาะน้ำที่ไกลๆ
แต่ก็มักจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า การทำงานกับน้ำ ชาวประมงจะต้องรู้จักลม
รู้จักทิศทางและสภาพอากาศเป็นอย่างดี เช่นกันกับนักหยอดหอยที่จะจำได้อย่างแม่นยำถึงเวลา
ขึ้น-ลง ของน้ำ เนื่องจากสันดอนแต่ละดอนนั้น
มีความสูงและการเข้าถึงของน้ำไม่เท่ากัน
คำว่า “ดอน” ของดอนหอยหลอดในที่นี้ ไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นชื่อเรียกของสันดอนทรายที่ในอดีตเมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่เคยก่อตัวสูงจนเป็นหลังเต่า
พี่โจ นายภานุวัฒน์ คงรักษา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอดบอกกับพวกเราว่ามันสูง
จนสามารถบดบังเส้นขอบฟ้าได้ แต่ในปัจจุบันสันดอนเตี้ยลงมากอันเกิดจากการสร้างเขื่อนเหนือแม่น้ำที่คอยดักเอาตะกอนและสารอาหารต่างๆไว้
จนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธรรมชาติของปากแม่น้ำแห่งนี้
วันนี้ผมและช่างภาพโชคดีพอที่จะได้มีโอกาสติดตามผู้ใหญ่น้อยไปชมวิธีการหยอดหอย
ระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังเตรียมอุปกรณ์การหยอดหอย หากมองให้ไกลสุดออกไปทางด้านซ้ายมือนั้น
แท่งสีดำถี่ๆที่ปรากฏคือแนวไม้ไผ่ซึ่งชาวประมงได้ปักทิ้งไว้เพื่อให้หอยแครงมาเกาะ แต่หากมองไปทางขวาโดยหันหน้าออกสู่ท้องทะเลอ่าวไทยจะสังเกตเห็นคนตัวเล็กๆกำลังก้มๆเงยๆอยู่บนสันดอนกลางทะเล
๓ .
“ผมไม่ได้ผสมนะ”
เสียงของพ่อค้าที่กล่าวกับผู้ใหญ่น้อยก่อนจะยื่นถังพลาสติกสีแดงสดใบเล็กให้หนึ่งใบพร้อมกับขันพลาสติกที่ใส่ปูนขาวไว้เกือบเต็ม
ไม่มีใครใช้ปูนแดงในการหยอดหอยอีกแล้ว ด้วยสาเหตุที่ปูนขาวมีราคาถูกกว่านั่นเอง
ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไร ผู้ใหญ่น้อย สาวใหญ่วัยกลางคนร่างท้วมในชุดเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวสีหม่นๆ
และหมวกปีกกว้างสีเหลืองที่มีผ้าคลุมปิดใบหน้าไว้เกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงพื้นที่รอบดวงตาเท่านั้น
ก็เริ่มอธิบายให้ฟังถึง “โซดาไฟ” อันเป็นสารเคมีแบบใหม่ที่มักจะผสมลงไปในปูนขาว เนื่องจากทำให้
หอยขึ้นจากรูไวขึ้น ลักษณะของหอยเมื่อโดนโซดาไฟนั้น ผู้ใหญ่น้อยเล่าว่า ผิวของหอยจะถลอกและขึ้นเร็วจนแทบจะ
“ทวนไม้” เลยทีเดียว ซึ่งโซดาไฟนี้เองจัดเป็นวัฒนธรรม “ใหม่”
ในการจับหอยหลอดที่เพิ่งพัฒนามาเมื่อไม่กี่ปี และถูกขนานนามโดยผู้ใหญ่น้อยว่า
“วัฒนธรรมการทำลายล้าง”
การใช้โซดาไฟในพื้นที่ดอนหอยหลอด โดยเริ่มแรกก็มีการจับกุมปราบปราม
แต่เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งมากขึ้น สุดท้ายทุกคนก็หันมายอมรับ
แม้คนอย่างผู้ใหญ่น้อยและนักหยอดหอยเก่าแก่อีกหลายคนจะไม่ค่อยพอใจก็ตาม แต่หากจะว่ากันตามกฎหมายแล้ว
การปนเปื้อนสารพิษใดๆลงในแหล่งน้ำและที่อยู่ของสัตว์น้ำนับเป็นสิ่งต้องห้าม
แต่จังหวัดสมุทรสงคราม ได้อนุโลมให้ชาวประมงจับหอยโดยใช้ไม้จิ้มปูนขาวได้ เนื่องจากยังหาวิธีใดที่ดีกว่านี้ไม่ได้
แต่อย่างไรก็ได้ตามการอนุโลมนี้ไม่รวมถึง การเทปูนขาวหรือใช้โซดาไฟในแหล่งน้ำ ซึ่งพื้นที่ดอนที่มีหอยหลอดชุกชุมนั้นมีทั้งหมด
5 ดอน กินพื้นที่ตั้งแต่ ชายฝั่ง ต.บางแก้ว ไปจนถึง ต.บางจะเกร็ง เป็นพื้นที่กว้าง
3 กิโลเมตร ยาว 5 กิโลเมตร
“การรณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์ ทำกันมานานแล้ว แทบจะกราบแล้วก็ยังทำอะไรไม่ได้
ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ก็อาจจะต้องรอให้หายไปจริงๆก่อนคนถึงจะรู้สึก”
ผู้ใหญ่น้อยเล่าให้เราฟังขณะที่คนเรือกำลังลากเรือให้พ้นโคลน ผมใจหายเมื่อคิดถึงวันที่ดอนหอยหลอด
ปราศจากหอยหลอด
บนดอนหอยหลอดไม่อนุญาตให้ใส่รองเท้า แต่สำหรับถุงเท้านั้นสามารถสวมใส่ได้
เนื่องจากโซดาไฟมีฤทธิ์เป็นเบสที่แรงมาก และอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณผิวหนังได้หากบังเอิญไปถูกเข้า
และนอกจากนี้การสวมถุงเท้าไว้ยังช่วยให้เคลื่อนที่ได้ไว โดยไม่ต้องพะวงกับ กระซ้า
หรือ ซากเปลือกหอยที่ทับถมรวมตัวกันจนแน่นและมีความแหลมคมจนอาจบาดเท้าได้หากบังเอิญเหยียบเข้าเต็มแรง
เราใช้บริการเรืออีป๊าบหรือเรือหางยาวท้องแบน กินน้ำตื้น
ที่พี่ทองใบ เจ้าของเรือคุยว่า สร้างไม่ได้อีกแล้วในสมัยนี้ ไม้สักทองที่ใช้ประกอบเรือนั้นมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น
ที่สำคัญมันหายากและมีราคาแพงเกินไป
ถึงแม้เวลานี้นับว่าเย็นมากแล้วแต่น้ำก็ยังลงอยู่
เราอาจจะโชคดีมีเวลาสักหนึ่งหรือสองชั่วโมง ศึกษาการหยอดหอยจาก อดีตนักหยอดหอยมืออาชีพอย่างผู้ใหญ่น้อยที่เริ่มหยอดหอยมาตั้งแต่เด็ก
จนปัจจุบันรามือไปหลังจากการเข้ารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน
๔.
ไม่ถึงห้านาทีเรืออีป๊าบก็ส่งเราลงบริเวณดอนที่ใกล้ที่สุดซึ่งมีน้ำทะเลสูงอยู่ในบริเวณแข้ง
น้ำตื้นเกินไปจนเรือไม้สักทองราคาแพงของพี่ทองใบไม่สามารถไปต่อได้
เราเดินลุยน้ำต่อไม่นานก็ถึงบริเวณดินทรายขี้เป็ดอันเป็นที่อยู่ของหอยหลอด
และเหล่าสัตว์ทะเลตัวน้อยนับพัน “ทรายขี้เป็ด” ทรายชื่อแปลกที่ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับขี้เป็ด
แต่มันมีผิวสัมผัสที่นุ่มและหยุ่นจนสามารถที่จะเดินไปไหนมาไหนได้โดยทรายแทบจะไม่ติดเท้า
และที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใด
หากพอยังจำกันได้
ทรายขี้เป็ดนี้เคยตกเป็นข่าวดังมาแล้วจากกรณีอื้อฉาวจากการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อหลายปีก่อน
เนื่องจากทรายเหล่านี้อาจใช้ประโยชน์ในการถมที่ได้ แต่ไม่สามารถก่อสร้างได้ โดย สว.สุรจิต
ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด สมุทรสงคราม ยังให้ความรู้เกี่ยวกับทรายขี้เป็ดไว้ในหนังสือเรื่อง
“แดน ปลาทู ถิ่นหอยหลอด วิถีแม่กลอง” ไว้อีกด้วย
หากจะว่ากันง่ายๆทรายขี้เป็ดก็คือดินดอนที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทรายที่เบากว่าทรายท้องน้ำแต่หนักกว่าเลนชายฝั่งนั่นเอง
เราค่อยๆเดินเลียบลงทะเลไปตามสันดอนที่มีพื้นที่นับจากชายฝั่งลึกลงไปกว่า
8 กิโลเมตรก่อนจะเข้าสู่อ่าวไทยตอนบนหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งตามลักษณะว่าอ่าว
ก. ถึงแม้ว่าใบหน้าของผมจะสัมผัสกับลมทะเลมาตลอด แต่เมื่อลองเลียริมฝีปากดูกลับไม่รู้สึกถึงความเค็มเหมือนทะเลทั่วไป
อันเนื่องมาจากน้ำจืดของแม่น้ำแม่กลองและน้ำเค็มจากอ่าวไทยได้มาบรรจบกันที่บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง
ทำให้เกิดกระแสน้ำกร่อยที่มีความเค็มน้อยกว่า
ขณะที่ชายฝั่งดูเล็กลงไปเรื่อยๆ ในเวลาเช่นนี้ ผมรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ใจกลางทะเล
น้ำทะเลที่ยังคงสูงไม่ถึงครึ่งนิ้วเท้าและบางแห่งที่ก้าวไปก็แห้งจนแทบไม่มีน้ำติดเท้า
เราพบหอยหลากหลายชนิดเคลื่อนตัวไปบนผืนทรายอย่างอิสระ
บางตัวมีทรายเกาะอยู่เต็มตัวจนคล้ายกับก้อนโคลนที่เดินได้
หอยตัวอวบอ้วนตัวหนึ่งเดินผ่านไปบนผืนทราย ทิ้งรอยทางเดินไว้คล้ายกับคนเอาไม้มาลากไปตามพื้นทราย
ผมหยิบมันขึ้นมาด้วยความสนใจ จับเปลือกหอยล้างลงในแอ่งน้ำใกล้ๆสองสามที
เปลือกหอยสีขาวส้มก็เผยออกมาให้ได้ชม
หอยหวานเป็นหอยที่พบได้ทั่วไปบนผืนทรายแห่งนี้ ชาวประมงแถบนี้รู้ดีและมักจะเลือกเอาเฉพาะตัวโตๆ
ปล่อยให้เหล่าตัวจ้อยได้มีชีวิตยืนยาวต่อไป เช่นกันกับหอยหลอดที่หากมีขนาดเล็กเกินไปก็มักจะถูกปล่อยให้
“ทะเล” เลี้ยงจนเติบโตเสียก่อน
หอยหลอดจัดว่าเป็นหอยสองฝาที่ฝังตัวอยู่ในทรายและสร้างเปลือกแข็งที่มีลักษณะคล้ายหลอด
โดยจะประกอบไปด้วยส่วนแผ่นเท้าและท่อน้ำ โดยมีส่วนแผ่นเท้ายึดไว้กับดินเบื้องล่างเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่และหลบอันตราย
รูของหอยหลอดมักจะทำมุมเฉียงประมาณ 30 องศากับผืนดิน
ส่วนจะเฉียงไปทางไหนนั้นก็สุดแท้แต่เหล่าหอย
หากต้องการที่จะเจอหอยหลอด
สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่แนะนำก็คือการสอดส่องหา “รู” บนผืนทรายขี้เป็ดแฉะๆ ทว่าบนดอนแห่งนี้
มีรูอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน มองเผินๆ รูทุกรูจะมีลักษณะคล้ายๆกัน
แต่หากมองด้วยสายตาของผู้มากประสบการณ์
รูเหล่านี้ก็คล้ายมีป้ายชื่อปักไว้อย่างชัดเจน
“รูที่มีทรายก้อนกลมๆอยู่รอบๆนั่นรูปู
ส่วนหอยหลอดจะเป็นรูเล็กๆคล้ายรูปกุญแจ” ผู้ใหญ่น้อยกล่าวขณะเดินนำหน้าสอดส่ายสายตาหารูหอย
ถึงแม้วันนี้อากาศออกจะร้อนเกินไปสำหรับหอยหลอดที่จะเปิดรูให้เห็นกันง่ายๆ
แต่ในช่วงที่น้ำลงจนดอนแห่งนี้แทบจะแห้งสนิท
การหาหอยหลอดก็ยังคงพอเป็นไปได้และเราอาจจะไม่ต้องเดินไปไกลมากนัก
เดินมาเรื่อยจนแทบจะถึงรางน้ำที่กั้นระหว่างดอน น้ำเริ่มเอ่อกลับขึ้นมาจนถึงข้อเท้า ปลาตัวเล็กตัวน้อยชุกชุม
แหวกว่ายไปมาอย่างรวดเร็วราวกับจรวดใต้ผืนทราย หรือ จรวดมิดทราย (missile)
มุกตลกที่ผ่านมานาน แต่ยังคงได้ผลอยู่สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยิน พื้นที่ดอนหอยหลอดแห่งนี้ นอกจากเป็นพื้นที่ชายฝั่งที่มีการทำประมงสัตว์น้ำแล้ว
ความอุดมสมบูรณ์ของการเป็นปากแม่น้ำยังทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากหลายชนิดอีกด้วย
๕.
ผู้ใหญ่น้อยเดินกระทุ้งส้นเท้าไปตามสันดอนที่มีน้ำแฉะ
และอธิบายว่าการกระทุ้งเช่นนี้จะทำให้รูที่หอยหลอดอยู่ถูกบีบและจะพ่นน้ำออกมาจากรูเป็นฟองเล็กๆ
นักหยอดหอยทุกคนจะตาไวและสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ผิวทรายได้อย่างรวดเร็ว
สองสามก้าวถัดมาผู้ใหญ่เริ่มทรุดตัวลงนั่ง
วางขันใส่ปูนขาวไว้บนหลังเท้าเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่ ก่อนจะหยิบก้านธูปเล็กๆที่เตรียมมาแช่น้ำในแอ่งครู่หนึ่ง
จุ่มปูนแล้วแทงลงไปในรูเล็กๆเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ฟองน้ำเริ่มปุดขึ้นมาจากผืนทราย หนึ่งปุด สองปุด และสามปุด ทันใดนั้น! หอยหลอดตัวยาวเกือบ
10 ซม. ก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากรู เปลือกหอยสีเหลืองเข้มกว่าลำตัวเล็กน้อย ดูคล้ายแท่งหน่อไม้อ่อนเล็กๆที่ต้มแล้ว
มันยื่นท่อน้ำออกมาราวกับจะสำรอกเอาน้ำปูนขาวออกให้หมด
ลำตัวของหอยหลอดที่จับได้ที่บริเวณดอนหอยหลอดนี้มักมีขนาดเล็กคือมีความยาวไม่เกินคืบหนึ่งหรือไม่เกิน 10 ซม.
แต่หอยหลอดที่นี่ก็มักจะมีเนื้อนุ่มกว่าหอยหลอดที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านหรือทางใต้ซึ่งมีขนาดตัวที่โตกว่า
และมักจะถูกนำมาขายในตลาดบนชายฝั่งปะปนกัน เนื่องจากหอยหลอดที่จับได้ในพื้นที่นั้นมีน้อยกว่าความต้องการมาก
หอยรูแล้วรูเล่าถูกหยอดขึ้นมานอนพ่นน้ำแผ่หลาบนผืนทราย
มันยังไม่ตาย บางตัวเหนื่อยอ่อนและเลือกที่จะนอนอยู่นิ่งๆ ในขณะที่บางตัวสู้ชีวิตก็พยายามจะใช้ตีนหรือส่วนแผ่นเท้าหนีกลับลงรู
ปูเปี้ยวและปูลมที่วิ่งขวักไขว่บริเวณนั้นบางตัวถือโอกาสแวะมาดูเพื่อนร่วมท้องทะเล
แต่ส่วนใหญ่ยังคงวิ่งเล่นไปมาโดยไม่กลัวอันตรายคล้ายจะรู้ว่านักล่าเช่นมนุษย์ไม่สนใจในตัวผอมบางของพวกมันเท่าไรนัก
“มันจะอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มๆนี่แหละ”
พูดใหญ่กล่าวก่อนจะใช้นิ้วกลาง นาง ก้อย
เว้นระยะห่างนิ้วพอประมาณและกระแทกลงไปบนผืนทรายชุ่มน้ำ อย่างแรงจนทรายกระเพื่อม ทำให้รูหอยหลอดบริเวณใกล้เคียงเปิดออก
และใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งคีบไม้คอยหยอดปูนขาวลงตามรูที่ขยายใหญ่ขึ้น
ซึ่งน่าจะเกิดจากทรายที่หอยหลอดใช้ปิดรูไว้หลุดออกจากแรงกระแทกและน้ำที่หอยหลอดพ่นออกมา
ผู้ใหญ่น้อยหยอดหอยด้วยมือขวาและเก็บหอยไว้ในมือซ้าย
เมื่อหอยเต็มมือก็วางโครมลงในถังที่เตรียมมา เมื่อสอบถามจนพอใจ ผมจึงขอเป็นฝ่ายทดลองเองบ้าง
การหยอดรูหอยนั้นไม่ง่ายเลย เพราะนอกจากผมจะไม่สามารถชี้รูของมันได้แล้ว
การแทงไม้ลงไปในรูยังต้องรู้ทิศทางการขุดรูของหอยอีกด้วย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากทิศทางน้ำที่พ่นออกมา
หรือเศษขุยดินสีเหลืองอ่อนที่หอยขุดไว้ โดยขุยดินสีเหลืองอ่อนนี้จะมีเม็ดที่ละเอียดกว่าและกองรวมกันอย่างไร้รูปทรง
ซึ่งจะทราบเพียงว่า หนึ่งกลุ่มขุยดินจะมีหนึ่งรูหอยหลอดอยู่บริเวณใกล้ๆ และขุยดินดังกล่าวก็ไม่ได้ชี้ไปทางรูหอยแต่ประการใด
ทั้งนี้ขนาดของหอยไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของรู
เพราะเนื่องจากหอยสามารถใช้ดินก้อนเล็กปิดรูได้
ดังนั้นการกระแทกพื้นด้วยสามนิ้วพิฆาตหรือส้นเท้าก่อนการหยอดจึงเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างสำคัญ
ในบริเวณดอนแฉะๆเช่นนี้
เมื่อเวลาประมาณสี่โมงเย็น ผมจบภารกิจด้วยหอยจำนวนไม่ถึงสิบตัว
ผมอวยพรให้มันโชคดีและรวมทั้งหมดส่งให้กับผู้ใหญ่น้อย วัฏจักรของน้ำเริ่มหมุนเวียนเปลี่ยนจากน้ำลงสู่น้ำขึ้น
นักหยอดหอยทั้งหลายทยอยกันกลับขึ้นฝั่ง ต่างเอียงตัวหิ้วถังหอยหลอดกันมาหนึ่งถังบ้าง
สองถังบ้าง แล้วแต่กำลังคนและอุปกรณ์ แสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า แต่น้ำที่เอ่อท้นขึ้นมาท่วมพื้นที่ดอนกลางทะเลทำให้ภาระงานในฐานะของนักหยอดหอยจบลง
พื้นดินดอนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาจมหายไปดุจความฝัน
ที่ตรงนั้นเคยเป็นผืนดิน เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
เด็กน้อยบางคนยังมีความสุขอยู่กับการไล่จับหอยหน้าตาประหลาด
ผู้ใหญ่บางคนถือโอกาสพาครอบครัวมาเที่ยว บรรยากาศและการมีกิจกรรมร่วมกัน
ย่อมสำคัญกว่าปริมาณหอยที่จับได้ในถัง
“เมื่อก่อนนี้ คนจับหอยหลอดกันเยอะ หอยหลอดก็มีมาก
คุยกันบ้าง เล่นกันบ้าง แป๊บๆก็ได้เต็มกระป๋อง” ผู้ใหญ่น้อยเล่าถึงวันวานของการหยอดหอย
แต่ในปัจจุบันหากต้องการหอยจำนวนมากในเวลาที่จำกัดก็ต้องใช้โซดาไฟผสมเข้ากับปูนขาว
โซดาไฟจะทำให้หอยขึ้นเร็วและแสบร้อนจนหอยบางตัวต้องตาย หอยตัวใหญ่ถูกเก็บไป หอยตัวเล็กถูกทิ้งให้ตายอยู่บนทรายขี้เป็ดที่รักยิ่งของมัน
เช่นเดียวกับสารเคมีที่ถูกทิ้งไว้บนดอน ทะเลปรับตัวได้กับปูนขาว แต่ครั้งนี้ไม่แน่ว่าทะเลจะปรับตัวเข้ากับโซดาไฟ
ได้หรือไม่
๖.
โซดาไฟ
เป็นสารเคมีแบบใหม่ที่นำมาผสมร่วมกับปูนขาวซึ่งมีที่มาจากการหยอดหอยของชาวสมุทรปราการ
ที่นักหยอดหอย แห่งดอนหอยหลอดได้ไปเยือนครั้งเมื่อดอนหอยหลอดเกิดวิกฤต ปี 2550 ในปีนั้นหอยหลอดหายไปจากดอนหอยหลอดจนผู้คนต่างกลัวว่ามันจะสูญพันธุ์
เกร็ดแข็งๆของโซดาไฟถูกนำมาบดเป็นผงกลายเป็นสารผสมที่มีฤทธิ์เป็นเบสแรงกว่าปูนขาวหลายเท่าและใช้ได้ผลดีในพื้นที่สมุทรปราการ
ที่น้ำไม่ค่อยแห้ง และขึ้น-ลงเร็ว บังคับให้การหยอดหอยต้องทำอย่างเร่งรีบและต้นทุนสูง
ทั้งค่าเดินทางและสารเคมี
“หอยที่นั่นเยอะมาก เรียกได้ว่าเป็นตะแกรงหอยเลย”
พี่เก๋ หรือ ธนาภรณ์ เจริญรัตน์ นักหยอดหอยมืออาชีพเล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งไปหยอดหอยที่พื้นที่สมุทรปราการก่อนจะแสดงสมุดบันทึกเล่มใหญ่ให้เราดู
ซึ่งมีข้อมูลปริมาณหอยที่ได้ในแต่ละวัน และรายละเอียดต่างๆ เช่นเวลาน้ำขึ้น น้ำลง โดยมีการจดบันทึกมาตั้งแต่ช่วงปี
2546 จนถึงปัจจุบัน
“วินิจฉัยเองไม่ได้ก็เลยจดดู ว่าทำไมช่วงนี้ที่เคยได้ปีถัดมาถึงไม่มี”
พี่เก๋อธิบายถึงเหตุผลที่เริ่มบันทึกและยอมรับว่าปัจจุบันทะเลก็ยังคงกุมความลับแห่งธรรมชาติไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ไม่มีใครรู้สาเหตุและที่มาอย่างแท้จริงของการหายไปและกลับมาอีกครั้งอย่างน่าประหลาดของหอยหลอดในช่วงกลางปี
2553 หลังจากที่ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องถึง 3 ปีเต็ม
“แล้วหอยหลอดที่สมุทรปราการล่ะครับ
ทำไมถึงเลิกไปหยอด” ผมถาม
“หมดแล้ว หยอดได้มีกี่ปีก็หมด หายไปเลย” และนั่นอาจจะเป็นคำตอบสุดท้ายของวัฒนธรรมแห่งการทำลายล้างในยุคโซดาไฟและการ
“ระเบิด” ทะเลเฟื่องฟู
“การระเบิด”
ไม่ใช่การหยอดหอย แต่เป็นการ สาดและเทปูนขาวผสมโซดาไฟลงไปในพื้นที่ที่มีน้ำขัง
การจับหอยหลอดโดยวิธีนี้จะส่งผลให้พื้นดินบริเวณนั้นเป็นพิษอย่างร้ายแรง ทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
จนแม้แต่คนบางคนยังปวดแสบปวดร้อนแทบจะทนไม่ได้ เช่นป้าแหม่ม หรือ นางกนกรัตน์
วงศ์ราวรรณ นักหยอดหอยมากประสบการณ์วัย 60
ปีที่แพ้โซดาไฟจนตัดสินใจที่จะใช้เพียงแค่ปูนขาวเท่านั้นในการประมง
“ลำพังใช้โซดาไฟอย่างเดียว
เราก็ไม่ค่อยอยากจะให้ใช้แล้ว ยิ่งการระเบิดนะไม่ต้องพูดถึง แต่คนที่เคยใช้แล้วก็ติด
จะให้เลิกใช้ก็ส่งผลต่อรายได้ของเขา” ผมนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่น้อยที่กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งบังเอิญไป
สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ ป้าแหม่ม ที่ระบุชัดเจนถึงปริมาณหอยที่จับได้มากกว่ากันเกือบเท่าตัวหากใช้โซดาไฟและการระเบิด
๗.
เราตามผู้ใหญ่น้อยมาที่บ้านในค่ำวันเดียวกัน ก่อนจะพบชายผิวเข้มหุ่นสันทัดคนหนึ่งกำลังยืนเผากาบมะพร้าว
อยู่บนพื้นดินที่ต่ำกว่าระดับตัวบ้านไม้ที่ได้รับการยกสูงให้พ้นจากกระแสน้ำขึ้นลงของป่าชายเลน
ควันสีขาวของกาบมะพร้าวถูกลมเป่าให้เข้าสู่ตัวบ้านช่วยไล่ยุงได้อย่างดีและไม่มีกลิ่น
พี่โจ หรือ นายภานุวัฒน์ คงรักษา
ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอด พ่วงด้วยตำแหน่งอดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4
ต.บางจะเกร็งและสามีของผู้ใหญ่น้อย นั่งลงขัดสมาธิลงบนพื้นระเบียงไม้หน้าบ้านก่อนจะเล่าให้เราฟังถึง
“พิธีสืบชะตาดอนหอยหลอด” พิธีสำคัญที่มีส่วนช่วยในการกลับมาอีกครั้งของหอยหลอด
พิธีสืบชะตา เริ่มขึ้นในปีเดียวกับการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอด
ในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ดอนหอยหลอดเกิดวิกฤตอย่างหนัก และพิธีดังกล่าวก็เห็นผลอย่างชัดเจน
เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่เดือนกว่าหลังจากทำพิธี หอยหลอดก็เริ่มกลับมาและเพิ่มจำนวนขึ้น
แม้มีไม่มากเท่าเก่า แต่ก็นับได้ว่าดีขึ้นมาก
พี่โจเล่าให้เราฟังพึงคำว่า
“7 ตะวัน พระจันทร์ 5” บนโปสเตอร์ข้างฝาที่เป็นผู้คิดขึ้นมาเอง
ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่น้ำบนดอนแห้ง แบ่งเป็นกลางวัน 7 เดือนในฤดูร้อนซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือน
มีนาคม-กันยายน และกลางคืน 5 เดือนในช่วงฤดูหนาวอันได้แก่เดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ และถึงแม้หอยหลอดจะถูกจับได้มากที่สุดในช่วงฤดูร้อน
แต่พี่โจกลับบอกเราว่าการหยอดหอยฤดูหนาวในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนุกมากเรื่องหนึ่ง
หลังกล่าวจบ
พี่โจก็เริ่มพาเราย้อนวันวานของดอนหอยหลอดเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาด้วยม้วนฟิล์มภาพยนตร์ที่ส่งชัดเจนจากความทรงจำสู่คำพูด
มันเป็นคืนหนึ่งในช่วงฤดูหนาว ที่น้ำแห้งเวลากลางคืน
ชายหนุ่มหญิงสาวนักหยอดหอยต่างพากันตื่นขึ้นกลางดึก พวกเขาทั้งหลายไปรวมตัวกันอย่างเงียบๆที่ท่าน้ำบ้านฉู่ฉี่
หลายคนมีเรือเป็นของตนเอง ส่วนใครที่ไม่มีก็ขออาศัยติดเพื่อนคนสนิทไปด้วย
ในขณะที่ลมพัดส่งเสียงอื้ออึง คนที่คัดท้ายเรือก็คัดท้ายไป ปล่อยให้ผู้ที่อยู่บนเรือคอยประกองตะเกียงกระป๋องเบนซิน
ไส้ด้ายดิบให้ไม่ถูกลมพัดจนดับไปหมดทั้งลำเรือ ถัดไปไม่กี่คุ้งน้ำชายหนุ่มร่างกายกำยำคล้องเชือกเป็นวงกลมตามวงล้อก่อนกระชากสุดแรง
และเสียงเครื่องยนต์ของเรืออีป๊าบก็กระหึ่มขึ้นกลางราตรี
เรือหลายลำเดินทางไปยังดอนต่างๆแม่นยำราวกับมีเข็มทิศ
ประมงที่เก่งกาจจะจดจำร่องน้ำได้ทุกเส้นทาง แต่แสงดาวที่สกาวฟ้ากลับทำให้เรือหลายลำเปลี่ยนใจจอดลงกลางลำน้ำและพากันนอนดูดาวกันโดยไม่รีบเร่งอะไร
บนฟ้ามีดาวมากเหลือเกินเช่นเดียวกับหอยหลอดในทรายขี้เป็ด
ลมหนาวที่พัดแรงและหอยหลอดที่ยังอุดมสมบูรณ์อาจจะเป็นเหตุผลให้นักหยอดหอยเลือกที่จะหยอดอยู่ใกล้ๆกัน
คนเป็นสัตว์เลือดอุ่นและจะอุ่นมากยิ่งขึ้นเมื่ออยู่รวมกันในค่ำคืนที่หนาวเหน็บ
แสงไฟในตะเกียงเบนซินวับแวมไม่สู้ลมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุย และหยิบยื่นไมตรีจากเปลวไฟต่อเปลวไฟ
และหากใครสักคนเกิดเมื่อยคอ และแหงนหน้ามองไปบนผืนฟ้า ก็จะพบว่าผีพุ่งไต้หรือดาวตกในคืนนั้นก็มีมากจนกลายเป็นเส้นเฉียงตัดขอบฟ้า
เช่นกันกับทางช้างเผือกที่มีมาให้นับกันจนไม่หวาดไม่ไหว และแล้วค่ำคืนที่ยาวนานก็ผ่านพ้นไป
หอยหลอดเต็มภาชนะแลกมากับการเป็นแพนด้าของเหล่านักประมง
”เพราะว่าอดนอนหรือครับ” ผมถามขึ้นหลังจากฟังพี่โจเล่าจนจบ
“เปล่า ควันเบนซินมันติดตาติดจมูกกันทั่วน่ะแหละ”
ผู้ใหญ่น้อยที่นั่งฟังอยู่นานตอบแทนพี่โจด้วยรอยยิ้ม
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้แพนด้าในดอนหอยหลอดได้สูญพันธุ์ไปเสียแล้วนับตั้งแต่ไฟฉายคาดหัวได้เข้ามาแทนที่
ตะเกียงอย่างเป็นทางการ
๘.
เช้าวันถัดมาเป็นวันอาทิตย์ที่ซึมเซา ฝนที่เริ่มตกลงมาปรอยๆตั้งแต่เช้าดูเหมือนจะทำให้สันดอนตื่นสาย
และยังคงหลับลึกอยู่ใต้ผืนน้ำเบื้องล่าง ผืนน้ำที่จำได้ว่าเคยเป็นสันดอนเมื่อวานนี้
บัดนี้ผมไม่เห็นใครนอกจากนกยางสีขาวหลายตัวกำลังเดินหาอาหารอยู่กลางทะเล
“น้ำลงมากแค่ไหนดูนกยางเอาก็ได้ครับ หรือไม่ก็ดูสีน้ำทะเล
น้ำทะเลตรงสันดอนมันจะเป็นสีขาวๆ”
ฟีม หลานชายป้าแหม่มวัย 20 ปีตื่นมาขายหอยแช่เย็นที่ยังเหลือเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อวาน
หอยส่วนใหญ่ถูกนำมาถอดเปลือกออก
หอยหลอดต่างจากหอยสองฝาทั่วไปที่ฝาทั้งสองไม่ได้ปิดกันสนิทนัก ดันนั้นการแกะเปลือกจึงทำได้ง่ายโดยใช้เปลือกหอยหลอดขนาดเหมาะมือฝาหนึ่งเป็นตัวกรีดแซะขอบด้านในและไสซ้ำอีกครั้งหนึ่งเป็นการขูดตัวหอยให้หลุดจากฝา
เมื่อน้ำเริ่มลง ชายฝั่งบ้านฉู่ฉี่ก็คลาคล่ำไปด้วยชาวประมงที่ดูคล้ายกับนักรบผู้มีอาวุธคู่ใจแตกต่างกันไปตามความถนัด
บ้างมีคราดไว้สำหรับหอยแครง บ้างมีทัพพีสำหรับหอยตลับ บ้างมีนิ้วพิฆาต,ปูนขาวและโซดาไฟสำหรับหอยหลอด
พวกเขาสวมเสื้อผ้าบางมิดชิดสำหรับกันแดดแทนชุดเกราะเหล็ก
และเมื่อสันดอนเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นในเวลาสิบโมงกว่าและฝนหยุดตก
เหล่ากลาดิเอเตอร์ ก็พร้อมลงสู่สนามรบ
สันดอนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาได้กลับมาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงนับตั้งแต่ที่เรืออีป๊าบลำแรกได้ออกไปส่งนักหยอดหอยคนแรกเมื่อเวลาเกือบสิบโมง
ไกลออกไป ณ ที่ใดที่หนึ่งกลางท้องทะเลที่คนเหยียบถึง “วัฒนธรรมการทำลายล้าง” อาจกำลังทำงานของมันอยู่
บริเวณหลังรถสองแถวที่กำลังออกจากท่า หน้าศาลกรมหลวงฯ
ผมได้พบกับสาวน้อยผมบ๊อบอีกครั้งที่เบาะตรงข้าม เธอดูสวยในชุดแฟชั่นเสื้อยืด กางเกงขาสั้นตามสมัยนิยม
หมวกปีกกว้างใบนั้นไม่อยู่แล้ว สายลมอาจจะพามันไปสู่ท้องทะเลได้สำเร็จ พลันนั้น
เสียงประทัดก็ดังขึ้นอีกครั้งจากปล่องยิงประทัดหลังศาลกรมหลวงฯ ราวกับเป็นการบอกลา
หน้าที่ของผมในฐานะนักหยอดหอยจบลงแล้ว ผมชายตามองไปทางเจ้าหล่อนอีกครั้ง
ส่งยิ้มให้และเริ่มกล่าวทักทาย
ขอขอบคุณ
ผู้ใหญ่น้อย-ผู้ใหญ่สุภาพ
คงรักษา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.บางจะเกร็ง
อ.เมือง จังหวัดสมุทรสงคราม
พี่โจ-นายภานุวัฒน์
คงรักษา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอด
ป้าแหม่ม-นางกนกรัตน์
วงศ์ราวรรณ
พี่เก๋-นางธนาภรณ์
เจริญรัตน์
น้องฟีม และ
พี่ทองใบ
บรรณานุกรม
สุธาสินี แท่นอ่อน.“การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด
จังหวัดสมุทรสงคราม ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ.”วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2550
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ
ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ. “วัฒนธรรม
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัด สมุทรสงคราม.” กรุงเทพมหานครฯ: กรมศิลปากร,2544
ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 (จังหวัดสมุทรสาคร). “แดนปลาทู ถิ่นหอยหลอด วิถีแม่กลอง.” สมุทรสาคร :
บริษัท
บอร์น ทู บี พับลิชชิ่ง จำกัด,2555
ปุถุชน
บุดดาหวัง. “สมุทรสงคราม.” กรุงเทพมหานครฯ: บริษัท
สำนักพิมพ์ พี เอส พี จำกัด,2543







No comments:
Post a Comment