Test

Sunday, July 19, 2015

วิถีนักหยอด ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม



วิถีนักหยอด-ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม

เรื่องและลำดับภาพโดย โทรนัด เทียนอุดม
ภาพโดย โสภณัฐ โสมขันเงิน
"สามนิ้วพิฆาต" ลีลาปกติที่ไม่ธรรมดาของนักหยอดหอย


หอยหลอด...ถูกนักหยอดเรียกขึ้นมา
โดยใช้ปูนขาวเป็นเวทมนตร์

นักหยอดหอยจะรอจนเก็บได้หอยเต็มกำมือก่อนจะใส่ในตะกร้า

ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ แม้ไม่ต้องลงทุนแต่ต้องลงแรง และ(ไม่ให้ลงรู)
หอยหลอดที่ยังเป็นๆอยู่ถูกนำมาแช่น้ำเค็มเพื่อคงความสดก่อนถึงมือผู้บริโภค
ดอนหอยหลอดไม่ได้มีแค่หอยหลอด 
หาดบ้านฉู่ฉี่ แม้ไม่ขาวใสสวย แต่ก็รวยทรัพยากร (หอย)



ริมชายฝั่งทะเลบ้านฉู่ฉี่เวลาบ่ายสองเต็มไปด้วยโคลนสีเทาดำ ปราศจากหาดขาวใสเหมือนชายหาดในความฝันของใครหลายคน เสียงหัวเราะคิกคักแว่วมากับสายลมที่พัดตึงเข้าสู่ชายฝั่ง ดึงดูดให้สายตาของผมสะดุดเข้ากับหญิงสาวผิวขาวผ่อง ผมบ๊อบสั้นในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีอ่อนที่กำลังพยายามยื้อหมวกปีกกว้างใบสวยของเธอไว้กับศีรษะไม่ให้ถูกสายลมแรงแย่งชิงไป เธอส่งเสียงหัวเราะกับเพื่อนสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จนทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ พลันนั้นเสียงประทัดแก้บนจากศาลกรมหลวงชุมพรฯ ก็ดังขึ้นระรัวคล้ายกับเสียงปืนแทรกกับเสียงเชิญชวนนำเที่ยวของชาวเรือวินที่ส่งผ่านเครื่องขยายเสียงขนาดย่อมๆอยู่บริเวณชายฝั่ง จนดึงสติที่หลุดลอยของผมกลับมาได้อีกครั้ง

ผมสูดหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะกล่าวย้ำในใจกับตนเองช้าๆ ในวันนี้ ผมมาหยอดหอย - - ไม่ใช่หยอดสาว


๑.
การหยอดสาวให้ได้ผลนั้น อาจจำเป็นต้องหน้าตาดี แต่งตัวดี และคารมดี แต่การหยอดหอยต้องการมากกว่านั้น โดยคุณอาจจะมีคุณสมบัติข้างต้นมากเท่าใดก็ได้ แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมีเพิ่มคือประสบการณ์ที่สั่งสมมา และอุปกรณ์

โดยทั่วไปนักหยอดหอยต้องมี ไม้สำหรับหยอดหอยยาวประมาณ 1 คืบหรือประมาณ 12 ซม. ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะใช้ก้านธูปหรือเศษไม้ไผ่เพื่อความประหยัด ,ปูนฟุ้งหรือปูนขาวที่ตากแดดจนแห้งสนิท ,ถังใส่หอยซึ่งมักทำการบากขอบบริเวณก้นถังไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศ เนื่องจากจะทำให้หนักเวลายกขึ้นจากทรายขี้เป็ด (ถ้าต้องการเข้าใจเรื่องสุญญากาศอย่างง่ายให้ลองนึกถึงหลักการทำงานของไม้ดูดส้วม) และขั้นต่อมาก็คืออุปกรณ์ป้องกันตัวจากแสงแดดและสารเคมีเช่น หมวกปีกกว้างที่มักมาพร้อมกับผ้าปิดหน้า ถุงมือ และถุงเท้า โดยไม่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือน้ำเปล่า 1 ขวดใหญ่ไว้สำหรับดื่มแก้กระหาย เพราะนักหยอดหอยจะทำงานได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น ซึ่งมีเวลาประมาณ 6 ชั่วโมงต่อครั้งและจะไม่หยุดพักเลยในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากน้ำเริ่มแห้งในช่วงเวลาประมาณเก้าโมงเช่นวันนี้ก็ลืมไปได้เลยเรื่องอาหารกลางวัน!

การหยอดหอยหลอด บริเวณดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม นั้นมีมาเนิ่นนานและยากที่จะบอกได้ถึงวันเวลาที่ ชัดเจน โดยอ้างอิงจากเรื่องเล่าของผู้ใหญ่สุภาพ คงรักษา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.บางจะเกร็งหรือผู้ใหญ่น้อย สาวใหญ่ใจดีสันนิษฐานได้ว่าวัฒนธรรมการหยอดหอยอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งที่คนไทยเริ่มกินหมากกันเลยทีเดียว

“สมัยก่อนที่คนแม่กลองยังไปมาหาสู่กันทางน้ำ มีคลองถูกขุดขึ้นมาเยอะแยะ ทีนี้คนก็เคี้ยวหมากแล้วบังเอิญคายลงบนรูหอยหลอด พอหอยเจอปูนแดงในหมากมันแสบ ก็หนีออกมาจากรู”  ปูนแดงซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของหมาก เมื่อถูกเข้ากับตัวหอยจะเกิดการระคายเคืองอย่างแรง จนทำให้หอยดันตัวเองให้โผล่ขึ้นมาจากรูและระบายน้ำปูนนั้นเสียให้พ้นจากตัว  จากการสังเกตนี้เองจึงทำให้เกิดวัฒนธรรมการหยอดหอยและมีการพัฒนาวิถีแห่งนักหยอด(หอย) ณ ดอนหอยหลอด อย่างไม่หยุดยั้งสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
๒ .
พื้นที่ที่ทอดยาวออกไปสู่ทะเลเบื้องหน้าเวลานี้ ปรากฏสันดอนที่กว้างใหญ่ราบเรียบ ไกลสุดลูกหูลูกตา มันดูคล้ายกับผืนดินขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งที่ประดับประดาด้วยดินโคลนกระจายตัวอยู่เต็มพื้นที่ ถึงแม้ไม่สวยเหมือนหาดทรายขาวชื่อดังต่างๆ แต่ทว่าหากจะเทียบความอุดมสมบูรณ์ของทะเล ปลาทูแม่กลองก็เป็นตัวอย่างชั้นดีที่จะการันตีถึงชัยชนะของชายทะเลปากแม่น้ำอันมีชื่อว่าดอนหอยหลอดแห่งนี้

ดอนหอยหลอด ประกอบด้วยร่องน้ำใหญ่ 3 ร่องที่แบ่งดอนน้อย-ใหญ่ ออกเป็นจำนวน 7 ดอน ซึ่งแบ่งเป็นดอนที่มีหอยหลอดชุกชุมจำนวน 5 ดอน แต่ละดอนแยกออกจากกันด้วยร่องน้ำลึกบ้าง ตื้นบ้าง บางดอนอาจต้องอาศัยกำลังมากหน่อยเพื่อที่จะเดินทางเข้าไป โดยเฉพาะน้ำที่ไกลๆ แต่ก็มักจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า การทำงานกับน้ำ ชาวประมงจะต้องรู้จักลม รู้จักทิศทางและสภาพอากาศเป็นอย่างดี เช่นกันกับนักหยอดหอยที่จะจำได้อย่างแม่นยำถึงเวลา ขึ้น-ลง ของน้ำ เนื่องจากสันดอนแต่ละดอนนั้น มีความสูงและการเข้าถึงของน้ำไม่เท่ากัน

คำว่า “ดอน” ของดอนหอยหลอดในที่นี้ ไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นชื่อเรียกของสันดอนทรายที่ในอดีตเมื่อหลายสิบปีมาแล้วที่เคยก่อตัวสูงจนเป็นหลังเต่า พี่โจ นายภานุวัฒน์ คงรักษา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอดบอกกับพวกเราว่ามันสูง จนสามารถบดบังเส้นขอบฟ้าได้ แต่ในปัจจุบันสันดอนเตี้ยลงมากอันเกิดจากการสร้างเขื่อนเหนือแม่น้ำที่คอยดักเอาตะกอนและสารอาหารต่างๆไว้ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธรรมชาติของปากแม่น้ำแห่งนี้

วันนี้ผมและช่างภาพโชคดีพอที่จะได้มีโอกาสติดตามผู้ใหญ่น้อยไปชมวิธีการหยอดหอย ระหว่างที่ผู้ใหญ่กำลังเตรียมอุปกรณ์การหยอดหอย หากมองให้ไกลสุดออกไปทางด้านซ้ายมือนั้น แท่งสีดำถี่ๆที่ปรากฏคือแนวไม้ไผ่ซึ่งชาวประมงได้ปักทิ้งไว้เพื่อให้หอยแครงมาเกาะ  แต่หากมองไปทางขวาโดยหันหน้าออกสู่ท้องทะเลอ่าวไทยจะสังเกตเห็นคนตัวเล็กๆกำลังก้มๆเงยๆอยู่บนสันดอนกลางทะเล
๓ .
“ผมไม่ได้ผสมนะ” เสียงของพ่อค้าที่กล่าวกับผู้ใหญ่น้อยก่อนจะยื่นถังพลาสติกสีแดงสดใบเล็กให้หนึ่งใบพร้อมกับขันพลาสติกที่ใส่ปูนขาวไว้เกือบเต็ม ไม่มีใครใช้ปูนแดงในการหยอดหอยอีกแล้ว ด้วยสาเหตุที่ปูนขาวมีราคาถูกกว่านั่นเอง ยังไม่ทันที่จะได้ถามอะไร ผู้ใหญ่น้อย สาวใหญ่วัยกลางคนร่างท้วมในชุดเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวสีหม่นๆ และหมวกปีกกว้างสีเหลืองที่มีผ้าคลุมปิดใบหน้าไว้เกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงพื้นที่รอบดวงตาเท่านั้น ก็เริ่มอธิบายให้ฟังถึง “โซดาไฟ” อันเป็นสารเคมีแบบใหม่ที่มักจะผสมลงไปในปูนขาว เนื่องจากทำให้ หอยขึ้นจากรูไวขึ้น ลักษณะของหอยเมื่อโดนโซดาไฟนั้น ผู้ใหญ่น้อยเล่าว่า ผิวของหอยจะถลอกและขึ้นเร็วจนแทบจะ “ทวนไม้” เลยทีเดียว ซึ่งโซดาไฟนี้เองจัดเป็นวัฒนธรรม “ใหม่” ในการจับหอยหลอดที่เพิ่งพัฒนามาเมื่อไม่กี่ปี และถูกขนานนามโดยผู้ใหญ่น้อยว่า “วัฒนธรรมการทำลายล้าง”

การใช้โซดาไฟในพื้นที่ดอนหอยหลอด โดยเริ่มแรกก็มีการจับกุมปราบปราม แต่เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งมากขึ้น สุดท้ายทุกคนก็หันมายอมรับ แม้คนอย่างผู้ใหญ่น้อยและนักหยอดหอยเก่าแก่อีกหลายคนจะไม่ค่อยพอใจก็ตาม แต่หากจะว่ากันตามกฎหมายแล้ว การปนเปื้อนสารพิษใดๆลงในแหล่งน้ำและที่อยู่ของสัตว์น้ำนับเป็นสิ่งต้องห้าม แต่จังหวัดสมุทรสงคราม ได้อนุโลมให้ชาวประมงจับหอยโดยใช้ไม้จิ้มปูนขาวได้ เนื่องจากยังหาวิธีใดที่ดีกว่านี้ไม่ได้ แต่อย่างไรก็ได้ตามการอนุโลมนี้ไม่รวมถึง การเทปูนขาวหรือใช้โซดาไฟในแหล่งน้ำ ซึ่งพื้นที่ดอนที่มีหอยหลอดชุกชุมนั้นมีทั้งหมด 5 ดอน กินพื้นที่ตั้งแต่ ชายฝั่ง ต.บางแก้ว ไปจนถึง ต.บางจะเกร็ง เป็นพื้นที่กว้าง 3 กิโลเมตร ยาว 5 กิโลเมตร

“การรณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์ ทำกันมานานแล้ว แทบจะกราบแล้วก็ยังทำอะไรไม่ได้ ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ก็อาจจะต้องรอให้หายไปจริงๆก่อนคนถึงจะรู้สึก” ผู้ใหญ่น้อยเล่าให้เราฟังขณะที่คนเรือกำลังลากเรือให้พ้นโคลน ผมใจหายเมื่อคิดถึงวันที่ดอนหอยหลอด ปราศจากหอยหลอด

บนดอนหอยหลอดไม่อนุญาตให้ใส่รองเท้า แต่สำหรับถุงเท้านั้นสามารถสวมใส่ได้ เนื่องจากโซดาไฟมีฤทธิ์เป็นเบสที่แรงมาก และอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณผิวหนังได้หากบังเอิญไปถูกเข้า และนอกจากนี้การสวมถุงเท้าไว้ยังช่วยให้เคลื่อนที่ได้ไว โดยไม่ต้องพะวงกับ กระซ้า หรือ ซากเปลือกหอยที่ทับถมรวมตัวกันจนแน่นและมีความแหลมคมจนอาจบาดเท้าได้หากบังเอิญเหยียบเข้าเต็มแรง

เราใช้บริการเรืออีป๊าบหรือเรือหางยาวท้องแบน กินน้ำตื้น ที่พี่ทองใบ เจ้าของเรือคุยว่า สร้างไม่ได้อีกแล้วในสมัยนี้ ไม้สักทองที่ใช้ประกอบเรือนั้นมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่น ที่สำคัญมันหายากและมีราคาแพงเกินไป

ถึงแม้เวลานี้นับว่าเย็นมากแล้วแต่น้ำก็ยังลงอยู่ เราอาจจะโชคดีมีเวลาสักหนึ่งหรือสองชั่วโมง ศึกษาการหยอดหอยจาก อดีตนักหยอดหอยมืออาชีพอย่างผู้ใหญ่น้อยที่เริ่มหยอดหอยมาตั้งแต่เด็ก จนปัจจุบันรามือไปหลังจากการเข้ารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน
๔.
                ไม่ถึงห้านาทีเรืออีป๊าบก็ส่งเราลงบริเวณดอนที่ใกล้ที่สุดซึ่งมีน้ำทะเลสูงอยู่ในบริเวณแข้ง น้ำตื้นเกินไปจนเรือไม้สักทองราคาแพงของพี่ทองใบไม่สามารถไปต่อได้ เราเดินลุยน้ำต่อไม่นานก็ถึงบริเวณดินทรายขี้เป็ดอันเป็นที่อยู่ของหอยหลอด และเหล่าสัตว์ทะเลตัวน้อยนับพัน “ทรายขี้เป็ด” ทรายชื่อแปลกที่ผมไม่สามารถบอกได้ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับขี้เป็ด แต่มันมีผิวสัมผัสที่นุ่มและหยุ่นจนสามารถที่จะเดินไปไหนมาไหนได้โดยทรายแทบจะไม่ติดเท้า และที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใด

หากพอยังจำกันได้ ทรายขี้เป็ดนี้เคยตกเป็นข่าวดังมาแล้วจากกรณีอื้อฉาวจากการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากทรายเหล่านี้อาจใช้ประโยชน์ในการถมที่ได้ แต่ไม่สามารถก่อสร้างได้ โดย สว.สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด สมุทรสงคราม ยังให้ความรู้เกี่ยวกับทรายขี้เป็ดไว้ในหนังสือเรื่อง “แดน ปลาทู ถิ่นหอยหลอด วิถีแม่กลอง” ไว้อีกด้วย หากจะว่ากันง่ายๆทรายขี้เป็ดก็คือดินดอนที่เกิดจากการตกตะกอนของดินปนทรายที่เบากว่าทรายท้องน้ำแต่หนักกว่าเลนชายฝั่งนั่นเอง

เราค่อยๆเดินเลียบลงทะเลไปตามสันดอนที่มีพื้นที่นับจากชายฝั่งลึกลงไปกว่า 8  กิโลเมตรก่อนจะเข้าสู่อ่าวไทยตอนบนหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งตามลักษณะว่าอ่าว ก. ถึงแม้ว่าใบหน้าของผมจะสัมผัสกับลมทะเลมาตลอด แต่เมื่อลองเลียริมฝีปากดูกลับไม่รู้สึกถึงความเค็มเหมือนทะเลทั่วไป อันเนื่องมาจากน้ำจืดของแม่น้ำแม่กลองและน้ำเค็มจากอ่าวไทยได้มาบรรจบกันที่บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง ทำให้เกิดกระแสน้ำกร่อยที่มีความเค็มน้อยกว่า

ขณะที่ชายฝั่งดูเล็กลงไปเรื่อยๆ ในเวลาเช่นนี้ ผมรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ใจกลางทะเล

น้ำทะเลที่ยังคงสูงไม่ถึงครึ่งนิ้วเท้าและบางแห่งที่ก้าวไปก็แห้งจนแทบไม่มีน้ำติดเท้า เราพบหอยหลากหลายชนิดเคลื่อนตัวไปบนผืนทรายอย่างอิสระ บางตัวมีทรายเกาะอยู่เต็มตัวจนคล้ายกับก้อนโคลนที่เดินได้ หอยตัวอวบอ้วนตัวหนึ่งเดินผ่านไปบนผืนทราย ทิ้งรอยทางเดินไว้คล้ายกับคนเอาไม้มาลากไปตามพื้นทราย ผมหยิบมันขึ้นมาด้วยความสนใจ จับเปลือกหอยล้างลงในแอ่งน้ำใกล้ๆสองสามที เปลือกหอยสีขาวส้มก็เผยออกมาให้ได้ชม หอยหวานเป็นหอยที่พบได้ทั่วไปบนผืนทรายแห่งนี้ ชาวประมงแถบนี้รู้ดีและมักจะเลือกเอาเฉพาะตัวโตๆ ปล่อยให้เหล่าตัวจ้อยได้มีชีวิตยืนยาวต่อไป เช่นกันกับหอยหลอดที่หากมีขนาดเล็กเกินไปก็มักจะถูกปล่อยให้ “ทะเล” เลี้ยงจนเติบโตเสียก่อน

หอยหลอดจัดว่าเป็นหอยสองฝาที่ฝังตัวอยู่ในทรายและสร้างเปลือกแข็งที่มีลักษณะคล้ายหลอด โดยจะประกอบไปด้วยส่วนแผ่นเท้าและท่อน้ำ โดยมีส่วนแผ่นเท้ายึดไว้กับดินเบื้องล่างเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่และหลบอันตราย รูของหอยหลอดมักจะทำมุมเฉียงประมาณ 30 องศากับผืนดิน ส่วนจะเฉียงไปทางไหนนั้นก็สุดแท้แต่เหล่าหอย

หากต้องการที่จะเจอหอยหลอด สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่แนะนำก็คือการสอดส่องหา “รู” บนผืนทรายขี้เป็ดแฉะๆ ทว่าบนดอนแห่งนี้ มีรูอยู่จำนวนนับไม่ถ้วน มองเผินๆ รูทุกรูจะมีลักษณะคล้ายๆกัน แต่หากมองด้วยสายตาของผู้มากประสบการณ์ รูเหล่านี้ก็คล้ายมีป้ายชื่อปักไว้อย่างชัดเจน

“รูที่มีทรายก้อนกลมๆอยู่รอบๆนั่นรูปู ส่วนหอยหลอดจะเป็นรูเล็กๆคล้ายรูปกุญแจ” ผู้ใหญ่น้อยกล่าวขณะเดินนำหน้าสอดส่ายสายตาหารูหอย ถึงแม้วันนี้อากาศออกจะร้อนเกินไปสำหรับหอยหลอดที่จะเปิดรูให้เห็นกันง่ายๆ แต่ในช่วงที่น้ำลงจนดอนแห่งนี้แทบจะแห้งสนิท การหาหอยหลอดก็ยังคงพอเป็นไปได้และเราอาจจะไม่ต้องเดินไปไกลมากนัก

เดินมาเรื่อยจนแทบจะถึงรางน้ำที่กั้นระหว่างดอน น้ำเริ่มเอ่อกลับขึ้นมาจนถึงข้อเท้า ปลาตัวเล็กตัวน้อยชุกชุม แหวกว่ายไปมาอย่างรวดเร็วราวกับจรวดใต้ผืนทราย หรือ จรวดมิดทราย (missile) มุกตลกที่ผ่านมานาน แต่ยังคงได้ผลอยู่สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยิน  พื้นที่ดอนหอยหลอดแห่งนี้ นอกจากเป็นพื้นที่ชายฝั่งที่มีการทำประมงสัตว์น้ำแล้ว ความอุดมสมบูรณ์ของการเป็นปากแม่น้ำยังทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากหลายชนิดอีกด้วย
๕.
ผู้ใหญ่น้อยเดินกระทุ้งส้นเท้าไปตามสันดอนที่มีน้ำแฉะ และอธิบายว่าการกระทุ้งเช่นนี้จะทำให้รูที่หอยหลอดอยู่ถูกบีบและจะพ่นน้ำออกมาจากรูเป็นฟองเล็กๆ นักหยอดหอยทุกคนจะตาไวและสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่ผิวทรายได้อย่างรวดเร็ว สองสามก้าวถัดมาผู้ใหญ่เริ่มทรุดตัวลงนั่ง วางขันใส่ปูนขาวไว้บนหลังเท้าเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่ ก่อนจะหยิบก้านธูปเล็กๆที่เตรียมมาแช่น้ำในแอ่งครู่หนึ่ง จุ่มปูนแล้วแทงลงไปในรูเล็กๆเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ฟองน้ำเริ่มปุดขึ้นมาจากผืนทราย หนึ่งปุด สองปุด และสามปุด ทันใดนั้น! หอยหลอดตัวยาวเกือบ 10 ซม. ก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากรู เปลือกหอยสีเหลืองเข้มกว่าลำตัวเล็กน้อย ดูคล้ายแท่งหน่อไม้อ่อนเล็กๆที่ต้มแล้ว มันยื่นท่อน้ำออกมาราวกับจะสำรอกเอาน้ำปูนขาวออกให้หมด ลำตัวของหอยหลอดที่จับได้ที่บริเวณดอนหอยหลอดนี้มักมีขนาดเล็กคือมีความยาวไม่เกินคืบหนึ่งหรือไม่เกิน 10 ซม. แต่หอยหลอดที่นี่ก็มักจะมีเนื้อนุ่มกว่าหอยหลอดที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านหรือทางใต้ซึ่งมีขนาดตัวที่โตกว่า และมักจะถูกนำมาขายในตลาดบนชายฝั่งปะปนกัน เนื่องจากหอยหลอดที่จับได้ในพื้นที่นั้นมีน้อยกว่าความต้องการมาก

หอยรูแล้วรูเล่าถูกหยอดขึ้นมานอนพ่นน้ำแผ่หลาบนผืนทราย มันยังไม่ตาย บางตัวเหนื่อยอ่อนและเลือกที่จะนอนอยู่นิ่งๆ ในขณะที่บางตัวสู้ชีวิตก็พยายามจะใช้ตีนหรือส่วนแผ่นเท้าหนีกลับลงรู ปูเปี้ยวและปูลมที่วิ่งขวักไขว่บริเวณนั้นบางตัวถือโอกาสแวะมาดูเพื่อนร่วมท้องทะเล แต่ส่วนใหญ่ยังคงวิ่งเล่นไปมาโดยไม่กลัวอันตรายคล้ายจะรู้ว่านักล่าเช่นมนุษย์ไม่สนใจในตัวผอมบางของพวกมันเท่าไรนัก

“มันจะอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มๆนี่แหละ” พูดใหญ่กล่าวก่อนจะใช้นิ้วกลาง นาง ก้อย เว้นระยะห่างนิ้วพอประมาณและกระแทกลงไปบนผืนทรายชุ่มน้ำ อย่างแรงจนทรายกระเพื่อม ทำให้รูหอยหลอดบริเวณใกล้เคียงเปิดออก และใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งคีบไม้คอยหยอดปูนขาวลงตามรูที่ขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งน่าจะเกิดจากทรายที่หอยหลอดใช้ปิดรูไว้หลุดออกจากแรงกระแทกและน้ำที่หอยหลอดพ่นออกมา

ผู้ใหญ่น้อยหยอดหอยด้วยมือขวาและเก็บหอยไว้ในมือซ้าย เมื่อหอยเต็มมือก็วางโครมลงในถังที่เตรียมมา เมื่อสอบถามจนพอใจ ผมจึงขอเป็นฝ่ายทดลองเองบ้าง การหยอดรูหอยนั้นไม่ง่ายเลย เพราะนอกจากผมจะไม่สามารถชี้รูของมันได้แล้ว การแทงไม้ลงไปในรูยังต้องรู้ทิศทางการขุดรูของหอยอีกด้วย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากทิศทางน้ำที่พ่นออกมา หรือเศษขุยดินสีเหลืองอ่อนที่หอยขุดไว้ โดยขุยดินสีเหลืองอ่อนนี้จะมีเม็ดที่ละเอียดกว่าและกองรวมกันอย่างไร้รูปทรง ซึ่งจะทราบเพียงว่า หนึ่งกลุ่มขุยดินจะมีหนึ่งรูหอยหลอดอยู่บริเวณใกล้ๆ และขุยดินดังกล่าวก็ไม่ได้ชี้ไปทางรูหอยแต่ประการใด ทั้งนี้ขนาดของหอยไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของรู เพราะเนื่องจากหอยสามารถใช้ดินก้อนเล็กปิดรูได้ ดังนั้นการกระแทกพื้นด้วยสามนิ้วพิฆาตหรือส้นเท้าก่อนการหยอดจึงเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างสำคัญ ในบริเวณดอนแฉะๆเช่นนี้

เมื่อเวลาประมาณสี่โมงเย็น ผมจบภารกิจด้วยหอยจำนวนไม่ถึงสิบตัว ผมอวยพรให้มันโชคดีและรวมทั้งหมดส่งให้กับผู้ใหญ่น้อย วัฏจักรของน้ำเริ่มหมุนเวียนเปลี่ยนจากน้ำลงสู่น้ำขึ้น นักหยอดหอยทั้งหลายทยอยกันกลับขึ้นฝั่ง ต่างเอียงตัวหิ้วถังหอยหลอดกันมาหนึ่งถังบ้าง สองถังบ้าง แล้วแต่กำลังคนและอุปกรณ์ แสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า แต่น้ำที่เอ่อท้นขึ้นมาท่วมพื้นที่ดอนกลางทะเลทำให้ภาระงานในฐานะของนักหยอดหอยจบลง

พื้นดินดอนกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาจมหายไปดุจความฝัน ที่ตรงนั้นเคยเป็นผืนดิน เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เด็กน้อยบางคนยังมีความสุขอยู่กับการไล่จับหอยหน้าตาประหลาด ผู้ใหญ่บางคนถือโอกาสพาครอบครัวมาเที่ยว บรรยากาศและการมีกิจกรรมร่วมกัน ย่อมสำคัญกว่าปริมาณหอยที่จับได้ในถัง

“เมื่อก่อนนี้ คนจับหอยหลอดกันเยอะ หอยหลอดก็มีมาก คุยกันบ้าง เล่นกันบ้าง แป๊บๆก็ได้เต็มกระป๋อง” ผู้ใหญ่น้อยเล่าถึงวันวานของการหยอดหอย แต่ในปัจจุบันหากต้องการหอยจำนวนมากในเวลาที่จำกัดก็ต้องใช้โซดาไฟผสมเข้ากับปูนขาว โซดาไฟจะทำให้หอยขึ้นเร็วและแสบร้อนจนหอยบางตัวต้องตาย หอยตัวใหญ่ถูกเก็บไป หอยตัวเล็กถูกทิ้งให้ตายอยู่บนทรายขี้เป็ดที่รักยิ่งของมัน เช่นเดียวกับสารเคมีที่ถูกทิ้งไว้บนดอน ทะเลปรับตัวได้กับปูนขาว แต่ครั้งนี้ไม่แน่ว่าทะเลจะปรับตัวเข้ากับโซดาไฟ ได้หรือไม่
๖.
โซดาไฟ เป็นสารเคมีแบบใหม่ที่นำมาผสมร่วมกับปูนขาวซึ่งมีที่มาจากการหยอดหอยของชาวสมุทรปราการ ที่นักหยอดหอย แห่งดอนหอยหลอดได้ไปเยือนครั้งเมื่อดอนหอยหลอดเกิดวิกฤต ปี 2550 ในปีนั้นหอยหลอดหายไปจากดอนหอยหลอดจนผู้คนต่างกลัวว่ามันจะสูญพันธุ์

เกร็ดแข็งๆของโซดาไฟถูกนำมาบดเป็นผงกลายเป็นสารผสมที่มีฤทธิ์เป็นเบสแรงกว่าปูนขาวหลายเท่าและใช้ได้ผลดีในพื้นที่สมุทรปราการ ที่น้ำไม่ค่อยแห้ง และขึ้น-ลงเร็ว บังคับให้การหยอดหอยต้องทำอย่างเร่งรีบและต้นทุนสูง ทั้งค่าเดินทางและสารเคมี

“หอยที่นั่นเยอะมาก เรียกได้ว่าเป็นตะแกรงหอยเลย” พี่เก๋ หรือ ธนาภรณ์ เจริญรัตน์ นักหยอดหอยมืออาชีพเล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งไปหยอดหอยที่พื้นที่สมุทรปราการก่อนจะแสดงสมุดบันทึกเล่มใหญ่ให้เราดู ซึ่งมีข้อมูลปริมาณหอยที่ได้ในแต่ละวัน และรายละเอียดต่างๆ เช่นเวลาน้ำขึ้น น้ำลง โดยมีการจดบันทึกมาตั้งแต่ช่วงปี 2546 จนถึงปัจจุบัน

“วินิจฉัยเองไม่ได้ก็เลยจดดู ว่าทำไมช่วงนี้ที่เคยได้ปีถัดมาถึงไม่มี” พี่เก๋อธิบายถึงเหตุผลที่เริ่มบันทึกและยอมรับว่าปัจจุบันทะเลก็ยังคงกุมความลับแห่งธรรมชาติไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่มีใครรู้สาเหตุและที่มาอย่างแท้จริงของการหายไปและกลับมาอีกครั้งอย่างน่าประหลาดของหอยหลอดในช่วงกลางปี 2553 หลังจากที่ลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องถึง 3 ปีเต็ม

“แล้วหอยหลอดที่สมุทรปราการล่ะครับ ทำไมถึงเลิกไปหยอด” ผมถาม
“หมดแล้ว หยอดได้มีกี่ปีก็หมด หายไปเลย” และนั่นอาจจะเป็นคำตอบสุดท้ายของวัฒนธรรมแห่งการทำลายล้างในยุคโซดาไฟและการ “ระเบิด” ทะเลเฟื่องฟู

 “การระเบิด” ไม่ใช่การหยอดหอย แต่เป็นการ สาดและเทปูนขาวผสมโซดาไฟลงไปในพื้นที่ที่มีน้ำขัง การจับหอยหลอดโดยวิธีนี้จะส่งผลให้พื้นดินบริเวณนั้นเป็นพิษอย่างร้ายแรง ทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด จนแม้แต่คนบางคนยังปวดแสบปวดร้อนแทบจะทนไม่ได้ เช่นป้าแหม่ม หรือ นางกนกรัตน์ วงศ์ราวรรณ นักหยอดหอยมากประสบการณ์วัย 60 ปีที่แพ้โซดาไฟจนตัดสินใจที่จะใช้เพียงแค่ปูนขาวเท่านั้นในการประมง

“ลำพังใช้โซดาไฟอย่างเดียว เราก็ไม่ค่อยอยากจะให้ใช้แล้ว ยิ่งการระเบิดนะไม่ต้องพูดถึง แต่คนที่เคยใช้แล้วก็ติด จะให้เลิกใช้ก็ส่งผลต่อรายได้ของเขา” ผมนึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่น้อยที่กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันซึ่งบังเอิญไป สอดคล้องกับคำบอกเล่าของ ป้าแหม่ม ที่ระบุชัดเจนถึงปริมาณหอยที่จับได้มากกว่ากันเกือบเท่าตัวหากใช้โซดาไฟและการระเบิด
๗.
เราตามผู้ใหญ่น้อยมาที่บ้านในค่ำวันเดียวกัน ก่อนจะพบชายผิวเข้มหุ่นสันทัดคนหนึ่งกำลังยืนเผากาบมะพร้าว อยู่บนพื้นดินที่ต่ำกว่าระดับตัวบ้านไม้ที่ได้รับการยกสูงให้พ้นจากกระแสน้ำขึ้นลงของป่าชายเลน ควันสีขาวของกาบมะพร้าวถูกลมเป่าให้เข้าสู่ตัวบ้านช่วยไล่ยุงได้อย่างดีและไม่มีกลิ่น

พี่โจ หรือ นายภานุวัฒน์ คงรักษา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอด พ่วงด้วยตำแหน่งอดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.บางจะเกร็งและสามีของผู้ใหญ่น้อย นั่งลงขัดสมาธิลงบนพื้นระเบียงไม้หน้าบ้านก่อนจะเล่าให้เราฟังถึง “พิธีสืบชะตาดอนหอยหลอด” พิธีสำคัญที่มีส่วนช่วยในการกลับมาอีกครั้งของหอยหลอด

พิธีสืบชะตา เริ่มขึ้นในปีเดียวกับการจัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอด ในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ดอนหอยหลอดเกิดวิกฤตอย่างหนัก และพิธีดังกล่าวก็เห็นผลอย่างชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปเพียงแค่เดือนกว่าหลังจากทำพิธี หอยหลอดก็เริ่มกลับมาและเพิ่มจำนวนขึ้น แม้มีไม่มากเท่าเก่า แต่ก็นับได้ว่าดีขึ้นมาก

 พี่โจเล่าให้เราฟังพึงคำว่า “7 ตะวัน พระจันทร์ 5” บนโปสเตอร์ข้างฝาที่เป็นผู้คิดขึ้นมาเอง ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่น้ำบนดอนแห้ง แบ่งเป็นกลางวัน 7 เดือนในฤดูร้อนซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือน มีนาคม-กันยายน และกลางคืน 5 เดือนในช่วงฤดูหนาวอันได้แก่เดือน ตุลาคม-กุมภาพันธ์ และถึงแม้หอยหลอดจะถูกจับได้มากที่สุดในช่วงฤดูร้อน แต่พี่โจกลับบอกเราว่าการหยอดหอยฤดูหนาวในอดีตนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนุกมากเรื่องหนึ่ง หลังกล่าวจบ พี่โจก็เริ่มพาเราย้อนวันวานของดอนหอยหลอดเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาด้วยม้วนฟิล์มภาพยนตร์ที่ส่งชัดเจนจากความทรงจำสู่คำพูด

มันเป็นคืนหนึ่งในช่วงฤดูหนาว ที่น้ำแห้งเวลากลางคืน ชายหนุ่มหญิงสาวนักหยอดหอยต่างพากันตื่นขึ้นกลางดึก พวกเขาทั้งหลายไปรวมตัวกันอย่างเงียบๆที่ท่าน้ำบ้านฉู่ฉี่ หลายคนมีเรือเป็นของตนเอง ส่วนใครที่ไม่มีก็ขออาศัยติดเพื่อนคนสนิทไปด้วย ในขณะที่ลมพัดส่งเสียงอื้ออึง คนที่คัดท้ายเรือก็คัดท้ายไป ปล่อยให้ผู้ที่อยู่บนเรือคอยประกองตะเกียงกระป๋องเบนซิน ไส้ด้ายดิบให้ไม่ถูกลมพัดจนดับไปหมดทั้งลำเรือ ถัดไปไม่กี่คุ้งน้ำชายหนุ่มร่างกายกำยำคล้องเชือกเป็นวงกลมตามวงล้อก่อนกระชากสุดแรง และเสียงเครื่องยนต์ของเรืออีป๊าบก็กระหึ่มขึ้นกลางราตรี

เรือหลายลำเดินทางไปยังดอนต่างๆแม่นยำราวกับมีเข็มทิศ ประมงที่เก่งกาจจะจดจำร่องน้ำได้ทุกเส้นทาง แต่แสงดาวที่สกาวฟ้ากลับทำให้เรือหลายลำเปลี่ยนใจจอดลงกลางลำน้ำและพากันนอนดูดาวกันโดยไม่รีบเร่งอะไร บนฟ้ามีดาวมากเหลือเกินเช่นเดียวกับหอยหลอดในทรายขี้เป็ด

ลมหนาวที่พัดแรงและหอยหลอดที่ยังอุดมสมบูรณ์อาจจะเป็นเหตุผลให้นักหยอดหอยเลือกที่จะหยอดอยู่ใกล้ๆกัน คนเป็นสัตว์เลือดอุ่นและจะอุ่นมากยิ่งขึ้นเมื่ออยู่รวมกันในค่ำคืนที่หนาวเหน็บ แสงไฟในตะเกียงเบนซินวับแวมไม่สู้ลมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุย และหยิบยื่นไมตรีจากเปลวไฟต่อเปลวไฟ และหากใครสักคนเกิดเมื่อยคอ และแหงนหน้ามองไปบนผืนฟ้า ก็จะพบว่าผีพุ่งไต้หรือดาวตกในคืนนั้นก็มีมากจนกลายเป็นเส้นเฉียงตัดขอบฟ้า เช่นกันกับทางช้างเผือกที่มีมาให้นับกันจนไม่หวาดไม่ไหว และแล้วค่ำคืนที่ยาวนานก็ผ่านพ้นไป หอยหลอดเต็มภาชนะแลกมากับการเป็นแพนด้าของเหล่านักประมง

”เพราะว่าอดนอนหรือครับ” ผมถามขึ้นหลังจากฟังพี่โจเล่าจนจบ
“เปล่า ควันเบนซินมันติดตาติดจมูกกันทั่วน่ะแหละ” ผู้ใหญ่น้อยที่นั่งฟังอยู่นานตอบแทนพี่โจด้วยรอยยิ้ม

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้แพนด้าในดอนหอยหลอดได้สูญพันธุ์ไปเสียแล้วนับตั้งแต่ไฟฉายคาดหัวได้เข้ามาแทนที่ ตะเกียงอย่างเป็นทางการ
๘.
เช้าวันถัดมาเป็นวันอาทิตย์ที่ซึมเซา ฝนที่เริ่มตกลงมาปรอยๆตั้งแต่เช้าดูเหมือนจะทำให้สันดอนตื่นสาย และยังคงหลับลึกอยู่ใต้ผืนน้ำเบื้องล่าง ผืนน้ำที่จำได้ว่าเคยเป็นสันดอนเมื่อวานนี้ บัดนี้ผมไม่เห็นใครนอกจากนกยางสีขาวหลายตัวกำลังเดินหาอาหารอยู่กลางทะเล

“น้ำลงมากแค่ไหนดูนกยางเอาก็ได้ครับ หรือไม่ก็ดูสีน้ำทะเล น้ำทะเลตรงสันดอนมันจะเป็นสีขาวๆ”

ฟีม หลานชายป้าแหม่มวัย 20 ปีตื่นมาขายหอยแช่เย็นที่ยังเหลือเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อวาน หอยส่วนใหญ่ถูกนำมาถอดเปลือกออก หอยหลอดต่างจากหอยสองฝาทั่วไปที่ฝาทั้งสองไม่ได้ปิดกันสนิทนัก ดันนั้นการแกะเปลือกจึงทำได้ง่ายโดยใช้เปลือกหอยหลอดขนาดเหมาะมือฝาหนึ่งเป็นตัวกรีดแซะขอบด้านในและไสซ้ำอีกครั้งหนึ่งเป็นการขูดตัวหอยให้หลุดจากฝา

เมื่อน้ำเริ่มลง ชายฝั่งบ้านฉู่ฉี่ก็คลาคล่ำไปด้วยชาวประมงที่ดูคล้ายกับนักรบผู้มีอาวุธคู่ใจแตกต่างกันไปตามความถนัด บ้างมีคราดไว้สำหรับหอยแครง บ้างมีทัพพีสำหรับหอยตลับ บ้างมีนิ้วพิฆาต,ปูนขาวและโซดาไฟสำหรับหอยหลอด พวกเขาสวมเสื้อผ้าบางมิดชิดสำหรับกันแดดแทนชุดเกราะเหล็ก และเมื่อสันดอนเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นในเวลาสิบโมงกว่าและฝนหยุดตก เหล่ากลาดิเอเตอร์ ก็พร้อมลงสู่สนามรบ

สันดอนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาได้กลับมาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงนับตั้งแต่ที่เรืออีป๊าบลำแรกได้ออกไปส่งนักหยอดหอยคนแรกเมื่อเวลาเกือบสิบโมง ไกลออกไป ณ ที่ใดที่หนึ่งกลางท้องทะเลที่คนเหยียบถึง “วัฒนธรรมการทำลายล้าง” อาจกำลังทำงานของมันอยู่

บริเวณหลังรถสองแถวที่กำลังออกจากท่า หน้าศาลกรมหลวงฯ ผมได้พบกับสาวน้อยผมบ๊อบอีกครั้งที่เบาะตรงข้าม เธอดูสวยในชุดแฟชั่นเสื้อยืด กางเกงขาสั้นตามสมัยนิยม หมวกปีกกว้างใบนั้นไม่อยู่แล้ว สายลมอาจจะพามันไปสู่ท้องทะเลได้สำเร็จ พลันนั้น เสียงประทัดก็ดังขึ้นอีกครั้งจากปล่องยิงประทัดหลังศาลกรมหลวงฯ ราวกับเป็นการบอกลา

หน้าที่ของผมในฐานะนักหยอดหอยจบลงแล้ว ผมชายตามองไปทางเจ้าหล่อนอีกครั้ง ส่งยิ้มให้และเริ่มกล่าวทักทาย

ขอขอบคุณ
ผู้ใหญ่น้อย-ผู้ใหญ่สุภาพ คงรักษา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.บางจะเกร็ง อ.เมือง จังหวัดสมุทรสงคราม
พี่โจ-นายภานุวัฒน์ คงรักษา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ฟื้นฟูดอนหอยหลอด
ป้าแหม่ม-นางกนกรัตน์ วงศ์ราวรรณ
พี่เก๋-นางธนาภรณ์ เจริญรัตน์
น้องฟีม และ พี่ทองใบ

บรรณานุกรม
สุธาสินี แท่นอ่อน.“การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ.”วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2550
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ. “วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัด สมุทรสงคราม.” กรุงเทพมหานครฯ: กรมศิลปากร,2544
ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 (จังหวัดสมุทรสาคร). “แดนปลาทู ถิ่นหอยหลอด วิถีแม่กลอง.” สมุทรสาคร : บริษัท บอร์น ทู บี พับลิชชิ่ง จำกัด,2555
ปุถุชน  บุดดาหวัง. “สมุทรสงคราม.” กรุงเทพมหานครฯ: บริษัท สำนักพิมพ์ พี เอส พี จำกัด,2543













No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...