Test

Tuesday, June 23, 2015

บางที บางหน . กับ . บางคน ณ บางไส้ไก่

บางที บางหน  . กับ . บางคน ณ บางไส้ไก่

เรื่อง โทรนัด เทียนอุดม
ภาพ โสภณัฐ โสมขันเงิน

บางที ชีวิตคนเราก็เลือกเกิดไม่ได้
บางหน เรายังคงหวนคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่ผ่านพ้นไป
บางคน ที่เรายังจดจำ ความรักที่ถูกส่งผ่าน ข้ามวันเวลาและศาสนา
ณ บางไส้ไก่ ชุมชนติดแม่น้ำที่หล่อรวมผู้คนหลายเชื้อชาติ หลากศาสนาเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่นกลมกลืน

                 คำว่าบางไส้ไก่ อาจฟังดูแปลกหู และชวนให้นึกถึงภาพอู่จักรยาน หรือใครที่มีความคิดพิสดารกว่านั้นก็อาจจะนึกถึงไส้ของไก่จริง ๆ แต่จากคำบอกเล่าของชาวบ้านและข้อมูลจากมูลนิธิ เล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ คำว่าไส้ไก่ในที่นี้ น่าจะกร่อนเสียงมาจากคำว่า “จักกาย”ซึ่งเป็นคำเรียกหัวหน้ามอญ ที่ได้มาตั้งรกรากภายในชุมชนแห่งนี้ และต่อมาจึงค่อยๆเพี้ยน กลายเป็นคำว่า “สะกาย” ก่อนที่กาลเวลาจะค่อยๆกร่อนมันจนกลายเป็นคำว่า “ไส้ไก่” ในที่สุด

                เรื่องราวชีวิตของผู้คนในบางไส้ไก่หากจะเปรียบกับสายน้ำแห่งคลองบางหลวง แม่น้ำสายสำคัญสายหนึ่งของชุมชนบางไส้ไก่ที่มีจุดกำเนิดมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาและไหลลงสู่คลองต่างๆทั่วฝั่งธนบุรี ก็อาจจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สายน้ำนั้นคดเคี้ยวแต่ก็ยังคงตรงตามเส้นทาง ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออกว่าน้ำส่วนนี้ ไหลลงมาจากเขาลูกใด หรือ ตกลงมาจากฟ้าส่วนไหน ไม่มีใครสามารถแยกสายน้ำออก และก็คงไม่มีใครคิดจะแยก เช่นกันกับความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของคนภายในชุมชนบางไส้ไก่  ที่มีประวัติอันยาวนานผ่านกาลเวลาที่จากไปพร้อมกับคนรุ่นเก่า ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมอันมีค่าสู่คนรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมารับช่วง ไม้ต่อไม้ได้อย่างทันท่วงที

                ชุมชนบางไส้ไก่ยังเป็นชุมชนหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกให้มีโอกาสได้ต้อนรับเยาวชนมุสลิมจากโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ เพื่อมาศึกษาแบบอย่างการอยู่อย่างสันติ เนื่องจากเป็นชุมชนที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข มานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้ง พุทธไทย พุทธจีน พุทธลาว คริสเตียน คริสคาทอลิก ซิกซ์ และ ฮินดู

“โดยการอ้างอิงจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 คำว่า “บาง” นั้นหมายความถึง ทางน้ำเล็กๆ ที่ไหลขึ้นลงตามระดับน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเล และ 
น่าจะกร่อนมาจากคำว่า “บัง” 
ของภาษามอญอันมีความหมายว่าเรือ”

ดังนั้นในวันนี้พวกเราจะขอพาทุกท่านล่องไปยังทางน้ำแห่งบางไส้ไก่ผ่านเรื่องราวของทางน้ำสี่สายอันหมายถึงชีวิตของผู้คนสี่คน ที่แม้อาจจะไม่สามารถร้อยเรียงภาพของชุมชนชื่อแปลกนี้ได้ทั้งหมดแต่ก็อาจจะทำให้ท่านเห็นภาพรางๆที่อาจจะเพิ่มความคมชัดได้ด้วยการลงมาสัมผัสด้วยตนเอง


ทางน้ำที่ ๑ : “บางที”


             บางที. . ชีวิตของคนเราก็เลือกเกิดไม่ได้ . . .  แต่เราเลือกที่จะเป็นได้

“คริสเตียนไม่เรียกว่าเปลี่ยนศาสนา  เรียกว่าเปลี่ยนชีวิต”

ท่ามกลางเสียงแอร์ที่ครางเบาๆ ภายในห้องกระจกที่เย็นฉ่ำ นั่นคือน้ำเสียงอ่อนโยน ช้าแต่ชัดถ้อยชัดคำของพี่บุญชัย โชคดีภูษิต ชายร่างท้วมในช่วงอายุห้าสิบปี กำลังเล่าให้เราฟัง ถึงการตัดสินใจเปลี่ยนจากศาสนาพุทธที่เคยนับถือมาตลอดกว่าสี่สิบปีและถือกำเนิดใหม่ในศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ผ่านพิธีบัพติศมา หรือพิธีประกาศตนว่าจะรับเชื่อพระเยซู โดยพิธีดังกล่าวเป็นพิธีรับ “ผู้ที่เพิ่งรับเชื่อ” ให้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของคริสตจักร ซึ่งปัจจุบันพิธีดังกล่าวมีวิธีปฏิบัติแตกต่างกันไป แต่หลักๆแล้วมักจะใช้ “น้ำ” เป็นสัญลักษณ์แทนการกำเนิดใหม่ สำหรับพิธีบัพติศมาภายในคริสตจักรแสงสว่างนั้นกล่าวได้ว่าค่อนข้างยิ่งใหญ่และโออ่าโดยมีภาพของแม่น้ำจอร์แดน หรือ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์อันสวยงามอยู่เป็นพื้นหลังและมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ให้ ผู้เข้ารับเชื่อเดินลงไปจนมิดศีรษะ

       และในวินาทีที่ศีรษะพ้นจากน้ำ พี่บุญชัยก็ได้ถือกำเนิดใหม่อีกครั้งในอ้อมกอดของพระเจ้าและครอบครัว

            พี่บุญชัยไม่ใช่คนที่มีถิ่นกำเนิดในบางไส้ไก่แต่ถึงกระนั้นก็มีความผูกพันในชุมชนนี้อันเนื่องจากได้มาทำพิธีดังกล่าวที่
คริสตจักรแสงสว่าง คริสตจักรที่อยู่ใจกลางชุมชนซึ่งมีเพื่อนบ้านสิ่งก่อสร้างเป็นศาสนสถานต่างๆเช่น วัดจีน มัสยิดนุรุ้ลมู่บีน และวัดบางไส้ไก่ เมื่อเราถามพี่บุญชัยถึง ความเห็นต่อชุมชนแห่งนี้ พี่บุญชัยตอบยิ้มๆว่า ได้ยินผู้คนพูดกันบ่อยๆถึงความหลากหลายทางศาสนาของชุมชนแห่งนี้ ซึ่งถึงตนจะไม่ได้สนิทกับใครมากเป็นพิเศษแต่ก็รู้สึกได้ว่าเป็นชุมชนที่พึ่งพาอยู่ด้วยกันได้และถ้าว่ากันตามหลักของคริสเตียนแล้ว คนทุกคนก็คือเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน

 “เราไปงานศพ เราก็ไม่จุดธุป แต่เคารพศพเหมือนญาติผู้ใหญ่ ตอนพระสวดเราก็จะสวดหรืออธิษฐานในทางของคริสเตียน” พี่บุญชัยตอบเมื่อเราถามถึงความสัมพันธ์กับชุมชนในแง่ต่างๆ ซึ่งนอกจากชาวคริสต์จะไปร่วมงานของศาสนาอื่นๆได้แล้วก็ยังมีกิจกรรมต่างๆของทางคริสตจักรออกสู่ชุมชนเช่นกันเช่น การเปิดสอนเด็กๆระดับชั้นก่อนอนุบาล และ กิจกรรมแจกไข่อีสเตอร์

พวกเราบอกลาพี่บุญชัย ท่ามกลางครอบครัวคริสตจักรอันอบอุ่นที่มีผู้คนหลายช่วงวัย รวมทั้งภรรยาและลูกสาวของพี่บุญชัยและที่กำลังสนุกกับการเล่นปิงปองบนลานกว้าง ณ พื้นที่ของพระเจ้าที่ชื่อ “คริสตจักรแสงสว่าง”

                ความสงบสุขภายในคริสตจักรแห่งนี้ถ้าจะพูดไปแล้วก็อาจจะทำให้เราต้องเบือนหน้าหนีเพราะในความจริง สงครามระหว่างศาสนาที่ยังปะทุอยู่ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีวิธีแก้ไขที่ชัดเจนแต่ที่แน่ๆเราอาจจะต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ถึงประโยคคลาสสิกที่มีคนกล่าวไว้ว่า “กระบี่ไม่ผิด ผิดที่ผู้ใช้” ใช่ครับ. . . ศาสนาไม่ผิด. . . ผิดที่ผู้คน

ทางน้ำที่ ๒ : “บางหน”








              เรายังคงหวนคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ที่ผ่านพ้นไป

             ในซอยแคบๆ ที่ดูไม่มีเอกลักษณ์อะไรที่โดดเด่น เว้นไว้แต่ป้ายสีน้ำตาลแก่ๆ ที่มีรูป ถ้วย,ไห และผ้ายาวผืนหนึ่ง ซึ่งดูออกถึงความพยายามที่จะสื่อถึงความโบราณและวัฒนธรรมของชุมชน แต่อย่างไรก็ตามรูปเหล่านั้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับตัวอักษรไทย หรือภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ว่า “ขลุ่ยบ้านลาว”


            ถึงเรือนจะไป ใจยังอยู่ บ้านแบบลาวแม้สูญเสียอัตลักษณ์ไปจนไม่เหลือเค้าเดิมตามกาลเวลา หากแต่จิตใจที่ยังรักบ้านเกิดยังคงไหลเวียนส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านท่วงทำนองที่ร้อยเรียงเรื่องราว จนกลายเป็นที่มาของขลุ่ยขึ้นชื่อแห่งบางไส้ไก่หรือ “ขลุ่ยบ้านลาว” ชุมชนทำขลุ่ยชื่อดังมากที่สุดในประเทศไทยอันประกอบด้วยช่างในหลากหลายสกุล แต่ในสารคดีฉบับนี้จะขอเจาะจงไปที่ สกุลช่าง “กลิ่นบุปผา”

หากกระบี่เปรียบเสมือนหัวใจของจอมยุทธ์ เครื่องดนตรีก็เปรียบเสมือนหัวใจของนักดนตรี

           ช่างฝีมือแห่งบ้านกลิ่นบุปผา ยืนกรานที่จะผลิตขลุ่ยน้ำดีออกสู่มือของผู้คนทุกเพศทุกวัยมากว่า 200 ปี

“เข้ามาเลยครับ เข้ามาเบียดๆกันหน่อยนะ” เสียงของพี่ช้าง หรือ สุนัย กลิ่นบุปผา ผู้สืบทอดสกุลช่างทำขลุ่ย
กลิ่นบุปผา รุ่นที่ ๔ เชิญชวนพวกเราให้เข้ามาภายใน “ห้องทำงาน” ที่เต็มไปด้วยขลุ่ยหลากหลายประเภท รอยยิ้มเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเองทำให้เราได้เข้ามาชื่นชมขลุ่ยทั้งหลายที่รายล้อมตัวพี่ช้างอย่างใกล้ชิดโดยไม่ขัดเขิน

                       ขลุ่ยเหล่านี้มีตั้งแต่ ขลุ่ยที่ทำจากท่อพีวีซีราคาเลาละ 50 บาทไปจนถึง ขลุ่ยไม้เนื้อแข็งอย่างดี เลาละหลายหมื่นบาท เสียงขลุ่ยที่เปิดออกมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังแผ่วๆไปทั่วห้องเล็กๆที่ผลิตขลุ่ยคุณภาพออกมาแล้วนับไม่ถ้วน ถึงแม้จะผลิตได้วันละไม่มาก แต่พี่ช้างก็บอกกับเราว่า สิ่งสำคัญคือต้องเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

                  ความเหงาและคิดถึงบ้านเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากผลพวงของสงครามในอดีตได้เริ่มทำขลุ่ยเป่ากันภายในชุมชน ซึ่งต่อมาได้รับความนิยมมากเนื่องจากมีคุณภาพดีจนกลายเป็นสินค้าที่นิยมของคนทั่วไปและมีชื่อเสียงโด่งดัง ถึงแม้ในปัจจุบันวิธีการทำขลุ่ยจะเปลี่ยนไปและเริ่มมีการนำพลาสติกเข้ามาใช้เมื่อประมาณเกือบห้าสิบปีมาแล้ว

               ใครสักคนเคยกล่าวไว้ว่า “ทำสิ่งที่รัก. . .อย่างไรก็รุ่ง” แต่สำหรับพี่ช้างเหตุผลในการทำขลุ่ยนั้นอาจจะยิ่งใหญ่กว่าคำว่า “รัก”

“มันผูกพัน. . .มันลึกเข้าไปอีก” พี่ช้างตอบยิ้มๆ ก่อนจะยกขลุ่ยขึ้นมาเป่าบรรเลงเพลง ลาวดวงเดือน ขับกล่อมพวกเราและเหล่าขลุ่ยนับร้อยพันที่กระจายตัวอยู่ตามมุมต่างๆของบ้านราวกับจะสั่งสอนตัวขลุ่ยเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากมือแห่งผู้สร้างไปสู่มือของผู้คนภายนอก และส่งเสียงเพลงเดินทางข้ามเขตแดน พื้นดินผืนน้ำตลอดจนท้องฟ้าที่กว้างไกลไปสู่สถานที่หนึ่งซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาเรียกว่าบ้าน และแต่งเติมโลกใบนี้ด้วยเสียงดนตรีแห่งความคิดถึง

ทางน้ำที่ ๓ : “บางคน”


                ที่เรายังจดจำ ความรักที่ถูกส่งต่อ . . .จากศาสนาสู่ศาสนา ความคิดถึงบ้าน หรือ คิดถึงคนไกลแม้รุนแรง ทว่าอย่าไรก็ไม่มีทางทัดเทียมได้กับความคิดถึงที่เดินทางระหว่าง “ความเป็น” และ “ความตาย”

                ภายในกุโบร์(สุสาน)ของมัสยิดนูรุ้ลมู่บีน หรือ มัสยิดบ้านสมเด็จ ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดปากีสีขาว อันประกอบด้วยเสื้อแขนยาวสีขาวฉลุลายตรงบริเวณอกเสื้อ และกางเกงขายาวสีขาว บนศีรษะสวมหมวกกะปิเยาะซึ่งเป็นหมวกที่ใช้ใส่ทั่วไปทั้งเวลาประกอบศาสนกิจและดำเนินชีวิตประจำวันของมุสลิม ใบหน้าของชายผู้นั้นเศร้าหมองแต่สงบนิ่ง ข้างๆปรากฏหลุมศพซึ่งปกคลุมไปด้วยหญ้าใหม่ เขียวขจีสดสวย ท่ามกลางความสงบเงียบ ชาย-หญิงสูงอายุ สองคนก็กำลังก้มหน้าก้มตา “ขุด”
หลุมศพนั้นด้วยเสียมในมือ และ “ตกแต่ง” มันด้วยพืชสวยงามนานาพันธุ์ที่เตรียมมา
ไว้อย่างพร้อมสรรพ ใบหน้าของคนทั้งคู่เศร้าหมองเกินกว่าจะเป็นคนงานทั่วไป หยดน้ำเล็กๆไหลลงมาจากใบหน้าลงสู่ดิน น่าเสียดายที่พวกเรามองไม่ชัดนัก มันอาจจะเป็นหยาดเหงื่อหรือหยดน้ำตา

หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่าง

              “เป็นภรรยาครับ” เมื่อได้ยินคำตอบจากชายหนุ่มในชุดปากี ความเงียบแบบฉับพลันก็ตามมา ความตายเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ และมักจะฝากคราบน้ำตาไว้ให้กับผู้ที่ยังอยู่เสมอ หลักฐานชิ้นโตก็คือดวงตาที่แม้แดงก่ำแต่ยังคงสงบนิ่ง

             “เมื่อก่อนเขาเป็นพุทธ เพิ่งแต่งไปเมื่อ 14 กุมภานี้เอง” ชายชาวมุสลิมหรือ ฮาซัน วงศ์ยังอยู่ เล่าถึงหญิงผู้เป็นที่รักซึ่งจากไปด้วยโรคลิ่มเลือดติดขั้วปอด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีได้พรากชีวิตของหญิงสาวที่แข็งแรงคนหนึ่งในวัย 23 ปีไปพร้อมกับลูกในท้องอายุ 2 เดือนให้จากเขาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ซึ่งหากจะนับเวลาตั้งแต่วันที่เธอได้สวมใส่ชุดเจ้าสาวจนถึงวันที่เธอต้องจากชายหนุ่มผู้เป็นที่รักไปสู่อ้อมกอดพระเจ้านั้นกินเวลาเพียงแค่ 3 เดือนกว่าเท่านั้น

           “คนพุทธเค้าเรียกหมดบุญ แต่ถ้าเป็นศาสนาผมนี่ เหมือนว่าพระเจ้าเรียกตัวไป เพราะคนที่เพิ่งเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม เหมือนผ้าขาวเพิ่งเกิด” ฮาซันบอกกับเรา

           และเมื่อเราถามถึงชาย-หญิงสองคนที่กำลังบรรจงตกแต่งหลุมศพของหญิงสาวก็ได้รับคำตอบจากฮาซันว่า เขาเหล่านั้นเป็น พ่อและแม่ของเธอซึ่งตามหลักอิสลามแล้ว จะต้องเป็นผู้ฝังศพเธอด้วยตนเอง ความรักข้ามศาสนา ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเขาและเธอ เช่นกันกับพ่อและแม่ของหญิงสาวที่ยังคงรักลูก และยอมรับการตัดสินใจของลูกและความแตกต่าง แม้ในวันที่ลูกจากโลกนี้ไปตลอดกาล

ณ บางไส้ไก่


                ในความต่าง ยังคงมีสถานที่หนึ่งในชุมชนบางไส้ไก่ซึ่งได้รวบรวม ผู้คนหลากหลายในชุมชนไว้ด้วยกัน สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่อาคารใหญ่โตโอ่อ่าที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อสร้างประโยชน์ระยะยาว และก่อหนี้มากมายมหาศาลระยะสั้น หรือโครงการขายฝันพันล้าน หากแต่เป็น ประกายเล็กๆที่ยังคงเชื่อมโยงคนในชุมชนบางไส้ไก่ไว้ด้วยความสามัคคี และ “ความอร่อย”



               ร้านไทยกาแฟ นับว่าเป็นร้านกาแฟที่โด่งดังอันดับต้นๆในชุมชนบางไส้ไก่ ซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณไม่ใกล้ไม่ไกลเกินไปนักจากทั้ง คริสตจักรแสงสว่าง บ้านขลุ่ยสกุลต่างๆ หรือ มัสยิดนุรุ้ลมู่บีน ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในเบื้องต้น

              ร้านไทยกาแฟเปิดท้ากาลเวลามายาวนานหลายสิบปี โดยมีบังรุ่นแรกหรือ “บังแช” เป็นผู้ตั้งชื่อร้านแห่งนี้ตามกระแสสังคมนิยม”ไทย”ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ตามคำบอกเล่าของ “บังรอน” หรือ คุณลุง ธวัชชัย ดลขุมทรัพย์ เจ้าของร้านกาแฟ “ไทยกาแฟ” รุ่นที่ 3 และมีเมนูเด็ดของร้านอย่าง “ชาซีลอนร้อน” เป็นไม้เด็ดมัดใจเหล่านักชิม ทั้งขาประจำและขาจร ให้กลับมาแวะเวียนเติมเต็มเก้าอี้ของร้านให้ “อุ่น” อยู่เสมอ

              ชาซีลอน คือชาเกรดเอที่นำเข้ามาจากประเทศ ศรีลังกา มีสีส้ม-น้ำตาลอ่อนกว่าชาไทย หากลองชิมดูจะพบว่ามีรสนุ่ม เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งในปัจจุบันถึงแม้ชาซีลอนจะแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย แต่ทว่าชาซีลอนแห่งร้านไทยกาแฟก็ยังคงความโดดเด่น อร่อยหอมมัน ต่างไปจากร้านอื่นๆ ซึ่งเกิดจากความพิธีพิถันและความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นของผู้สืบทอดร้าน ทั้งการคัดสรร การกรองชาด้วยถุงกรองชาแบบโบราณ นมวัวสดจากฟาร์มนำมาต้มเองให้เกิดฟอง ใบชาที่เก็บรักษาอย่างดีไม่ให้ความชื้นเข้า แม้แต่ขนมปังกะโหลกก็สั่งซื้อมาจากร้านขนมปังโฮมเมด และที่สำคัญบังยังบอกอีกว่า จำ “รสชาติ” ของขาประจำได้ทุกคน

                 “พูดคุยกันแทบทุกเรื่องนะ บางครั้งก็คุยเรื่องปัญหาภาคใต้ เพราะบางคนก็เป็นคนใต้ มาคุยถึงข้อเท็จจริง” บังรอน เล่าให้เราฟังเมื่อเราถามถึง บรรยากาศการพูดคุยกันในร้านที่นอกจากอบอวลไปด้วยกลื่นไอกาแฟหอมหรือ ไอน้ำจากกาต้มแบบโบราณแล้วยังอวลไปด้วยไอความอบอุ่นของคนในชุมชนที่ไม่กีดกั้นแบ่งแยกกันทั้งทางศาสนาและวัฒนธรรม


                งานที่คริสตจักร งานที่โรงเจ งานที่สุเหร่า บังเล่าว่าเคยไปช่วยมาแล้วทุกศาสนา และด้วยความที่เป็นเมืองกรุงที่มีผู้คนอยู่มากมาย งานหลายๆงานต้องอาศัยแรงคน ทำให้ผู้คนในชุมชนช่วยเหลือกัน ถึงต่างศาสนาแต่ก็เป็นชุมชนเดียวกัน

               ในชุมชนพุทธ เรามีวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เช่นกันกับในชุมชนมุสลิม หรือ ชุมชนชาวคริสต์ ทว่าหากในชุมชนที่ทุกศาสนามารวมตัวกันอยู่ วันสำคัญต่างๆเหล่านั้นย่อมมีมากขึ้นกว่าเดิมจนทำให้ร้านกาแฟยอดนิยมแห่งนี้ มีวันสำคัญมากมายที่บังต้องต้อนรับลูกค้าทุกคนในทุกๆโอกาส

               เมื่อเราได้มีโอกาสสอบถาม “พี่วา” หรือ คุณ สุภาพร ดลขุมทรัพย์ ลูกสาวของบังรอน ในฐานะ “ว่าที่รุ่นที่ 4” ของร้านไทยกาแฟ เธอยิ้มก่อนจะตอบเราด้วยท่าทางที่เป็นกันเอง พลางใช้ผ้าเช็ดมือประจำตัวที่คาดอยู่ที่เอวซับมือที่พึ่งล้างใหม่

 “กดดันเพราะคนจะมองว่าทำได้ไหม เพราะมีชื่อเสียงของคุณพ่ออยู่ แรกๆก็ต้องปรับตัว ลูกค้ามาเราก็ต้องคุย จะยังไงจะเข้ากับคนแถวนี้ไหม” เธอกล่าว

       “แล้วตอนนี้ผ่านรึยังครับ” พวกเราหันกลับไปถามบังรอน ที่ยืนอมยิ้มอยู่ใกล้ๆ

       “พอได้ละ มียีนอยู่ พวกชงๆเนี่ย มีพันธุกรรม” เสียงหัวเราะดังครืนตามมาเมื่อบังตอบทีเล่นทีจริง
                   ก่อนจะจากลาร้านไทยกาแฟในช่วงแสงสุดท้ายของวันพวกเราขอถ่ายรูปพี่วาในแสงสีส้มอ่อนๆเจือด้วยไอจากกาน้ำร้อนที่ลอยล่องขึ้นมาจากบริเวณเคาเตอร์ที่พี่วายืนประจำ เธอยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลงโดยขอซับหน้าก่อนเพื่อเรียกความมั่นใจ

                  ในขณะที่เพื่อนช่างภาพบรรจงถ่ายรูปพี่วาที่กำลังยิ้มให้กล้องอย่างเขินอาย 
  มันก็ทำให้ผมอดยิ้มไม่ได้ก่อนบรรจงวางแก้ว “ชาซีลอนร้อน” ลงบนโต๊ะ ชาในแก้วหมดเกลี้ยง แต่คราบอร่อยยังคงติดอยู่ที่มุมปากและบรรยากาศที่อบอุ่นยังติดอยู่ที่หัวใจ พร้อมกับความหวังประกายเล็กๆที่ส่องสว่างถึงปลายด้ามขวานทอง

                 

                   ในทางน้ำทั้ง 4 สาย ที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วบ้างข้างต้นนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆส่วนหนึ่งเท่านั้นอันเกิดจากการผสมผสานศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลายจนทำให้ชุมชนบางไส้ไก่โดดเด่นขึ้นมาในหมู่ชุมชนที่มีความหลากหลายสูงทั้งทางเชื้อชาติและศาสนาแต่ถ้าหากจะให้พูดถึงแม่น้ำสายที่ใหญ่ที่สุดที่เรียกว่า “ประเทศไทย” แม่น้ำสายนี้ก็นับว่าได้นำพาสายน้ำน้อยใหญ่ก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์ต่างๆหล่อหลอมโอบอุ้มสายน้ำเล็กๆทุกสายที่ได้หลงเข้ามาทั้งโดยบังเอิญและตั้งใจ รวมถึงแม่น้ำแห่งกระแสเชื้อชาติและศาสนาที่เรียกว่า “ชุมชนบางไส้ไก่” ให้ไหลรินไป ตามทางของมันอย่างยั่งยืนตราบนานเท่านาน


ขอขอบคุณ
คุณบุญชัย โชคดีภูษิต
คุณสุนัย กลิ่นบุปผา
คุณฮาซัน วงศ์ยังอยู่
คุณธวัชชัย ดลขุมทรัพย์
 คุณสุมาพร ดลขุมทรัพย์
คุณโสรญา อะทาโส สารคดีเรื่อง “กำแพงบ้านขลุ่ย”
คุณนลิน สินธุประมา สารคดีเรื่อง “เป็นมา เป็นอยู่ เป็นไป ไทยกาแฟ”
มูลนิธิ เล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

รวมทั้งแหล่งข่าวอื่นๆที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้ข้างต้น


No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...