Test

Saturday, May 9, 2015

ภูกระดึง. . . สวรรค์รำไรใกล้กรุง


ภูกระดึง . . . สวรรค์รำไรใกล้กรุง


เรื่องและภาพโดย โทรนัด เทียนอุดม 
ภาพโดย ปฏิพล มหัจฉริยวงศ์

พระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น     ภาพโดย ปฏิพล มหัจฉริยวงศ์
                    เมื่อสายลมปัดเป่าเมฆหมอกที่บดบังท้องฟ้าในยามรุ่งอรุณให้พลิ้วผ่านไปตามริมขอบผาจนกลืนหายไปกับแสงสว่างที่ปรากฏออกมาจากจุดสีส้มเล็กๆ ณ ปลายขอบฟ้า ดวงอาทิตย์ก้อนสีส้มกลมโตเปล่งแสงสว่างสีทองไปทั่วท้องฟ้าให้งดงามราวกับสรวงสวรรค์ขับไล่รัตติกาลอันหนาวเหน็บ และปลุกชีวิตของทุกสรรพสิ่งให้ตื่นขึ้นมาพร้อมรับกับวันใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง 


 พระอาทิตย์ขึ้นอย่างสง่างามอีกครั้งแล้ววันนี้ ที่ผานกแอ่น,อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จังหวัดเลย 



            เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้ใครบางคนอาจจะเกิดคำถามขึ้นในใจถึงความ ใกล้-ไกล ของกรุงเทพ-ภูกระดึง ใกล้จริงหรือ. . .
           กับระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร 

           ภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยป่าไม้หลากหลายรูปแบบ ทะเลหมอก ทางขึ้นสูงชัน และที่ราบยอดดอยกว้างใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ของภูกระดึงที่ท้าทายใจคนให้เข้ามาพิสูจน์ มาตลอดรุ่นสู่รุ่น การต่อสู้ระหว่างคนกับธรรมชาติที่ไม่มีผู้แพ้และผู้ชนะ มีเพียงความเคารพอันยั่งยืนที่เกิดขึ้นในใจของผู้ที่ได้มีโอกาสมาสัมผัส เชื่อหรือเปล่าครับ . . . สถานที่เช่นนี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงชั่วข้ามคืน

              เรานั่งรถทัวร์ กรุงเทพ-เลย จากศูนย์ขนส่งมวลชนหมอชิตในเวลาประมาณ 4 ทุ่ม บอกกับกระเป๋ารถว่า ลงที่ “ผานกเค้า” ซึ่งจะถึงในเวลาประมาณตี 5 ของวันใหม่  แบกสัมภาระจากรถลงมา สูดรับอากาศเย็นของเช้าตรู่ต้นเดือนมกราคมให้หายเหนื่อย ก่อนจะทักทายเพื่อนร่วมทางที่แบกกระเป๋าตามๆกันมา ไม่นานเกินรอก็พบรถสองแถวสีแดงที่วิ่งผ่านบริเวณนั้นเพื่อต่อไปยังตีนภูกระดึงได้โดยสะดวก

ภาพของภูกระดึงที่แสดงให้เห็นที่พื้นที่ราบยอดดอยกว้างใหญ๋
             บนรถสองแถว แสงแรกยามเช้าก็ค่อยๆปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเช่นกันกับภูกระดึงที่สามารถสังเกตเห็นได้แต่ไกล . . . ภูเขาสูงใหญ่แต่กลับดูเป็นมิตรอย่างน่าประหลาดผ่านรูปภาพและคำบอกเล่าของผู้คนมากมายที่ยืนยันว่าพื้นที่ลี้ลับบนยอดดอยนั้นงดงามราวกับสรวงสวรรค์

            คำว่าสวรรค์ของใครหลายคนอาจจะหมายถึง ดินแดนอันเต็มไปด้วยความสุขสะดวกสบาย แต่ถ้าคำว่า "สวรรค์" ของคุณหมายถึง ความตื่นเต้นท้าทายที่โอบล้อมไปด้วยสรรพสัตว์และธรรมชาติที่งดงาม อากาศที่บริสุทธิ์ ความรู้สึกที่ได้รับถึงแม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของ ภูกระดึงคือสวรรค์ใกล้กรุงที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ธารน้ำในช่วงปลายฝนต้นหนาว ที่ความชุ่มชื้นเปลี่ยนทุกอย่าง
ให้กลายเป็นสีเขียว  ภาพโดย ปฏิพล มหัจฉริยวงศ์

            อุทยานแห่งชาติภูกระดึงนั้นเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเยี่ยมชมในช่วงวันที่ 1 ต.ค. - 31 พ.ค. ของทุกปี โดยแบ่งเป็นสามช่วงใหญ่ๆนั่นก็คือ
     
           ช่วงปลายฝนต้นหนาว หรือช่วงต้นเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ที่มีจุดเด่นคือความชุ่มฉ่ำและน้ำตกอันงดงามที่มีอยู่มากเกินพอ เราจะพบกับบรรดาช่างภาพมืออาชีพและนักเดินป่าตัวจริงที่ชอบความท้าทายเช่นโคลน หินลื่นๆ และตัวทากที่จะออกมาทักทายเราในช่วงนี้เช่นกันกับใบเมเปิ้ลสีส้มแดงที่เปลี่ยนบรรยากาศเมืองไทยเป็นเมืองนอกได้โดยไม่ต้องพึ่งตั๋วเครื่องบิน (หรือเรือกลไฟ เรือท้องแบน ฯลฯ)
เห็ดที่ชุ่มฉ่ำ    ภาพโดย ปฏิพล มหัจฉริยวงศ์
            ช่วงฤดูหนาว หรือช่วงเดือน ธันวาคม-กุมภาพันธ์ ช่วงเดือนที่ว่ากันว่าโรแมนติกที่สุดบนภูกระดึงซึ่งเหมาะสำหรับคู่รักและผู้ที่ชื่นชอบในอากาศหนาว ที่บางคราวลดต่ำลงจนถึง 4 องศาเซลเซียส  รวมทั้งปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ขึ้นชื่อต่างๆทั้งแม่คะนิ้ง และทะเลหมอก ก็มักจะเกิดในช่วงเวลานี้เช่นกัน

        
          และช่วงสุดท้ายก่อนที่ภูกระดึงจะปิดเพื่อพักฟื้นธรรมชาติ นั่นก็คือ ฤดูร้อน หรือช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ที่อาจจะมี
นักท่องเที่ยวบางตากว่าทุกฤดู แต่ความแห้งแล้งและร่องน้ำแห้งที่เผยให้เห็นเนื้อหินที่ถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นหลุมเป็นบ่อก็ได้บรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ
             
นักท่องเที่ยวสามารถเลือกที่จะแบกสัมภาระขึ้นไปเอง
หรือ ใช้บริการลูกหาบก็ได้
        ภูกระดึงนั้นคล้ายกับอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่งที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติสูง เพราะเพียงแค่ป่าที่พบในยามเดินขึ้นยอดดอยนั้นก็แตกต่างกันถึง 4 รูปแบบ เป็นระยะทางทั้งสิ้น 5.5 กม. ซึ่งต้องอาศัยพละกำลังจากสองขาของตนและความมุ่งมั่น เพื่อพาตนเองและสัมภาระขึ้นจากส่วน "ตีนภู" ไปยัง "หลังแป" ที่กว่าจะถึงก็ทำเอา "หลังแป" ได้ตามชื่อ

            ด้านป่าไม้บนภูกระดึงส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นป่าไม้แบบโบราณ อันหมายถึงมีพืชโลกเก่า เช่นพืชจำพวกสนและเฟิร์นที่ยังไม่ได้รับวิวัฒนาการมากนักอันเนื่องจากขึ้นอยู่ในระบบนิเวศป่าที่อุดมสมบูรณ์ส่งผลให้มันไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องปรับตัวตามพืชเบื้องล่าง


                    โดยจุดแรกที่พลาดไม่ได้และมีระยะทางที่ไม่ไกลมากจากที่พักของเรา นั่นก็คือ “ผานกแอ่น” หรือจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ต้องตื่นไปรวมตัวกับเจ้าหน้าที่ที่มีบริการนำส่งทุกวันในช่วงเวลาตี 5 ซึ่งควรไปให้ทันเวลาเพราะเนื่องจากเจ้าหน้าที่จะตรงต่อเวลาชนิดตามเข็มวินาทีแล้ว ยามเช้าบนภูกระดึงนั้นยังค่อนข้างที่จะมีหมอกลงหนาจัดจนอาจจะทำให้ผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เดินป่ามาก่อนหลงทางได้ ทว่าหากใครตื่นไม่ทัน อ่างเก็บน้ำวังกวางก็เป็นอีกที่หนึ่งในการดูพระอาทิตย์ขึ้นที่น่าสนใจและไม่ไกลจากที่พักเช่นกัน

สายหมอกยามเช้าปกคลุมอ่างเก็บน้ำวังกวาง
                 เมื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นแล้วสิ่งถัดไปที่เป็นไฮไลท์ของภูกระดึงก็คือพระอาทิตย์ตก ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมากทั้งที่พบเจอด้วยตนเองและรับชมผ่านรูปถ่าย นั่นก็คือภาพ พระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก โดยเส้นทางการไปผาหล่มสักนี้ มีหลากหลายเส้นทางให้เลือกขึ้นอยู่กับ ฤดูกาล ความพร้อมและความชอบส่วนบุคคลดังนี้

                คุณอาจจะเลือกเดินทางสายในที่อากาศร่มรื่นและเย็นสบายผ่านน้ำตกใหญ่ๆ เช่นน้ำตกเพ็ญพบใหม่ ที่ตลอดเส้นทางจะสัมผัสกับป่าดิบเขาที่เขียวชอุ่มตลอดปี
แม้ในฤดูแล้ง และที่นี่เองคุณยังสามารถพบกับโลกใหม่อีกใบในขอนไม้ผุที่เหล่ามดและปลวกรวมถึงแมลงต่างๆอาศัยอยู่โดยมีเห็ดเป็นหลังคา และมีฟ้าเป็นแผ่นเปลือกไม้ ที่หลุดออกอย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
ทุ่งหญ้าแห้งในฤดูหนาว(แล้ง) 

                    แต่ถ้าหากคุณเป็นคนชอบที่กว้างโล่ง พื้นดินที่แข็งกว่าเส้นน้ำตก และไม่มีทางให้ปีนป่ายขึ้นลงมากนัก ก็สามารถเลือกเส้นนอกเพื่อเดินเลียบผาไปเรื่อยๆได้ ซึ่งเส้นทางนี้จะมีอากาศที่ร้อนกว่าเนื่องจากมีไม้ขนาดเล็กเช่นดอกหญ้าที่ขึ้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง ระบายสีน้ำตาลอ่อนแก่สลับกันไปมาบนทุ่งกว้างไกลสุดสายตา ที่หากได้สัมผัสแล้วก็อาจจะรู้สึกถึงบรรยากาศของทุ่งหญ้าสะวันนา แต่อย่างไรก็ตามทางอุทยานยืนยันมาว่าจะไม่มีสัตว์ผู้ล่า หรือสิงโตวิ่งออกมาล่าเหยื่อเหมือนในสารคดีสำรวจโลกอย่างแน่นอน

                 
              โดยตลอดทุกเส้นทางที่ได้ระบุไปแล้วนั้นนักท่องเที่ยวสามารถที่จะพบเจอกับบรรดาสัตว์ต่างๆได้ตลอดเวลา ดังนั้นการเดินสำรวจบนเส้นทางภูกระดึงนี้ เราจึงต้องเปิดสองตาให้กว้างเข้าไว้เพื่อที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับทุกๆเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งสัตว์ป่าที่อาจจะปรากฏตัวออกมาหากินเป็นฝูงหรือสัตว์แม่ลูกอ่อนที่ขี้กังวลและไม่ค่อยจะอารมณ์ดีสักเท่าไหร่หากคุณเข้าไปใกล้(ลูก)พวกมัน

แม้พระอาทิตย์ยังไม่ตกก็ยังสวย ด้านขวามือเป็นชะง่อนหินแลนด์มาร์คสำคัญของผาหล่มสัก ที่ทุกคนต้องถ่ายรูป
ไว้เป็นที่ระลึก ภาพโดย ปฏิพล มหัจฉริยวงศ์ 

                เรามาถึงผาหล่มสักในเวลาประมาณ 6 โมงเย็นก็จะถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆทอแสงลงลับตาเข้ากับหุบเขาเบื้องหน้าและหมู่เมฆ เมื่อนั้นโลกทั้งโลกก็ดูจะกลับกลายเปลี่ยนสีไปและเริ่มเข้าสู่ห้วงเวลาค่ำคืน สัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางวันถึงเวลาพักผ่อนและชีวิตยามราตรีของสัตว์และธรรมชาติอันน่าตื่นตาบนภูกระดึงก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ในเวลานี้การเดินกลับที่พักยามค่ำคืน ก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความสามัคคีสอดส่องดูแลกันและกัน รวมทั้งประกายตาและเสียงฝีเท้าของสัตว์ต่างๆที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของป่า แม้สัตว์ทั้งหลายโดยธรรมชาติแล้วจะไม่อยากเข้าใกล้คน แต่มันก็น่าจะเป็นการดีกว่าในการเปิดไฟให้สว่างไว้และไม่ส่งเสียงรบกวนธรรมชาติมากจนเกินไป

นักท่องเที่ยวสามารถนำเต้นท์มากางเองหรือจะเช่าจากอุทยานก็ได้
แต่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง 

            ณ บริเวณที่พัก ภูกระดึงยามราตรีนี้จะให้ประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยวเสมือนอยู่กลางป่าอย่างเป็นส่วนตัว เสียงของผู้คนจะเงียบสนิทในเวลาไม่เกิน 3 ทุ่ม เนื่องจากเป็นนโยบายของทางอุทยานที่จะอนุรักษ์และรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของป่ากับมนุษย์ไว้ให้นานที่สุด อย่างไรก็ตามยามค่ำคืนนั้นกลับไม่ได้เงียบสนิทซะทีเดียวหากแต่ยังมีเสียงของสรรพสัตว์นานาๆชนิดในบริเวณนั้นดังเป็นระยะให้ได้ยินบ้างตลอดคืน 

     และถึงแม้ทางอุทยานจะไม่ได้สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวออกมาดูสัตว์ป่า แต่ทว่าหากตื่นเช้าและโชคดีพอก็อาจจะมีโอกาสได้เห็นฝูงหมาป่าในสายหมอกเจือจางที่ดูสง่างามราวกับภาพลวงตา ส่งเสียงเห่าหอนคล้ายกับดนตรีไพรขับกล่อมผู้คนเพื่อคอยย้ำเตือนเสมอว่ามนุษย์เป็นเพียง “ผู้มาเยือน” เท่านั้นในดินแดนแห่งนี้


                ในระยะทางที่ไม่ไกลเกินไปนักจากกรุงเทพฯ (แค่เพียงหลับแล้วตื่น) การเดินทางที่สะดวกสบาย การผจญภัยที่แสนพิเศษบนเส้นทางที่เปิดเฉพาะฤดูฝน เส้นทางลับต่างๆที่อยู่นอกเหนือเส้นทางหลัก ต้นไม้ใหญ่รูปทรงประหลาด ป่าทึบสลับซับซ้อนไม่สิ้นสุดท่ามกลางไอหมอกหนาอากาศหนาวที่จะก้าวล้ำเข้าไปจับจองพื้นที่ในหัวใจของคุณโดยไม่รู้ตัว มิตรภาพของนักเดินทางที่เกิดขึ้นกับทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและธรรมชาติ รวมทั้งสัตว์ต่างๆที่ยึดสถานที่แห่งนี้เป็นบ้าน สถานที่ที่พวกมันได้ใช้ชีวิตของมันอย่างอิสระเสรี ปราศจากกรงขังและโซ่ตรวน รอให้คุณได้มาสัมผัสและพบเจอด้วยตนเอง   

แล้วมาเที่ยวภูกระดึงกันนะครับ (ตัวผู้เขียนคนที่สองจากซ้ายมือ) 






No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...