“ 3 นาทีเท่านั้นแล้วราคาของนาฬิกาชิ้นนี้จะมากขึ้นกว่าเดิม 2
เท่าครับ”
เทคนิคการขายของที่แปลกประหลาดของชายมอซอคนหนึ่งทำให้ผมต้องหยุดชะงัก
ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ตลาดนัดจตุจักรแห่งนี้มักจะคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา
เช่นกันกับสินค้าที่มีมาให้เลือกอย่างหลากหลาย
ดังนั้นการทำตัวให้เป็นจุดสนใจจึงเป็นเทคนิกการขายที่ยอดเยี่ยม
และผมก็ต้องยอมรับว่า ชายแก่คนนี้ทำได้ดีเลยทีเดียว เช่นกันกับการแต่งตัว
ด้วยชุมคลุมยาวสีหม่นๆที่เหมือนกับพ่อมดผู้วิเศษทั้งหลายราวกับหลุดออกมาจากนวนิยายดีๆสักเรื่อง
“1000 บาทเท่านั้นครับหากท่านซื้อมันไปในเวลานี้”
ชายแก่ยังคงแกว่งไกวนาฬิกาพกในมือไม่หยุดหย่อน ดูขัดกับเคราสีขาวที่ยาวลงมาถึงทรวงอก
สายของนาฬิกาเป็นสีทองเช่นเดียวกับตัวเรือนสีทองเก่าๆ
ที่ฉลุลายแปลกๆเอาไว้ผมมองไม่ถนัดนัก แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากมาย ท้องฟ้าที่ดูครึ้มฟ้าครึ้มฝนมาตั้งแต่เช้าทำให้
อากาศร้อนอบอ้าว ผมละความสนใจไปจากชายแก่
และล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบเงิน สำหรับค่า สตรอเบอรรี่โยเกิต ร้านตรงข้าม
ได้อะไรเย็นๆมาสักหน่อยก็คงจะดี . . .
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ทำอะไร ชายแก่ มอซอก็สร้างความแปลกใจให้กับฝูงชนอีกครั้ง
เขากล่าวโฆษณาออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศษ ภาษาฝรั่งเศษแบบที่คนที่จบจากประเทศฝรั่งเศษอย่างผมฟังรู้เรื่องและชัดถ้อยชัดคำทุกๆคำ
เรียกว่าเขาพูดมันออกมาราวกับเป็นภาษาแม่เลยก็ไม่ผิดมากนัก
ผมสบตากับเขา ไม่สิในบรรดาคนหลายสิบคนที่มุงดูเขาอยู่ ผมรู้สึกว่า
เขาต่างหากที่สบตากับผม
“แล้วมันทำอะไรได้บ้างละ” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามเป็นภาษาฝรั่งเศษ
สายตาปนความเย้ยหยันไปในตัว ชายคนนั้นดูมั่นใจเหลือเกินว่า
ชายมอซอไม่น่าจะตอบคำถามของเขาได้
“มันทำได้มากกว่าที่คุณคาดคิดมากมายนัก” ชายมอซอยิ้มก่อนกล่าวเสียงดังฟังชัด
ผมแน่ใจว่าผมไม่ได้ยินผิดไป เสียงดังชัดถ้อยชัดคำหากแต่มิได้
อธิบายความหมายของมันออกมาเลย
“เหลืออีก 1 นาทีเท่านั้น นาฬิกาพกเรือนนี้จะเพิ่มราคาขึ้นเป็น 2000
บาท” ชายแก่คนนี้ดูมีความสามารถมากกว่าที่จะมาหลอกขาย นาฬิกาพกเก่าๆ
ที่ตลาดแห่งนี้ และหากจะมองไป การแต่งกายของเขาก็มิได้ มอซออย่างที่ผมมองเห็นตอนแรก
. . . มันเป็นผ้าคลุมยาวเก่าๆ คล้ายจะบอกว่ามันดูคล้ายกับพ่อมดก็คงไม่ผิดไปมากนัก
“ผมขอดูลายของมันหน่อย” เสียงชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ
คำตอบที่ได้ ทำให้ฝูงชนต้องแปลกใจอีกครั้ง
“เสียใจด้วย หนุ่มน้อย นาฬิกาพกล้ำค่าเรือนนี้
มีไว้สำหรับคนใจกล้าเท่านั้น” ชายมอซอกล่าวยิ้มๆเป็นภาษาอังกฤษ
ในมือของเขายังคงไม่คลายสายสร้อยนาฬิกา เสียงนาฬิกาพกยังคงดังติ๊ก ติ๊ก
อยู่อย่างสม่ำเสมอ และอีกครั้งที่ชายมอซอมองมาทางผม ผมสำรวจตัวเองและถามคำถามง่ายๆกับตัวเอง
ผมมองไปที่ผู้คนรอบข้าง มองไปที่ร้านขายสตรอเบอรี่โยเกิต ผมได้คำตอบ
ผมยังไม่ถูกสะกดจิต และ ในวินาทีนั้น ผมตัดสินใจซื้อนาฬิกาเรือนนี้มาด้วยราคา 1000
บาท
เสียงนาฬิกายังคงดังอย่างสม่ำเสมอ . . . . มันเป็นนาฬิกาที่มีปุ่มกดอยู่เพียงปุ่มเดียวไว้สำหรับตั้งเวลา สีทองฉลุลายเถาวัลย์ ไม่มีคำอธิบายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาฝรั่งเศษหรือภาษาไทย หน้าปัดหรือก็เป็นกระจกที่ไม่มีอะไรพิเศษตัวเลข 12,3,6,9 สีดำนูนขึ้นมาเล็กน้อยจากพื้นหลังสีขาวก็ไม่ได้ดูแปลกตาอะไร ผมพยามยามมองหารายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่น่าจะเป็นจุดเด่นในตัวมันแต่อย่างไรก็ไม่พบและในขณะที่ผมกำลังลงบันไดเลื่อนของรถไฟฟ้าใต้ดินกรุงเทพมหานคร
ฯ สถานี จตุจักร ผมก็มั่นใจว่าผมโดนหลอกเข้าให้แล้ว
ผมพบกับเธอในขณะที่กำลังรอรถไฟอยู่ ภาเป็นแฟนเก่าของผมในสมัยมหาลัยฯ
บางครั้งโชคชะตาก็ชอบเล่นตลกกับความทรงจำ
มันมักไม่ยอมให้เราลืมอะไรที่อยากจะลืมได้ง่ายๆ . . . เรายิ้มให้กันและทักทายกันตามประสาของคนที่ไม่ได้สนิทกันมากมายอะไรนัก.
. . ไม่อีกต่อไป
เหลือบมองไปยังป้ายบอกเวลาของรถไฟ อีก 3 นาที
รถไฟขบวนถัดไปจะมาถึง แต่ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงเหมือนรถไฟกำลังใกล้เข้ามา
เสียงของมันดังขึ้นเรื่อยๆแต่ทันใดนั้นทุกอย่างก็นิ่งสนิท. . .น่าแปลกที่ไม่มีใครขยับตัว
หรือ มีทีท่ารับรู้ใดๆ ไม่มีรถไฟใดๆที่มาถึง ทุกอย่างรอบข้างนิ่งสนิท
ไม่มีเสียงใดๆนอกจากเสียงจังหวะวินาทีของนาฬิกา ! ลมหายใจของผมเหมือนกับขาดห้วงไปอึดใจหนึ่ง
ผมรู้สึกตัวจากเสียงของคนจำนวนมากที่ทยอยกันออกมาจากรถไฟที่เพิ่งมาถึงทั้ง
2 ขบวน ผมเงยหน้ามองป้ายบอกเวลา . . .เวลา 3 นาทีเมื่อสักครู่กลายเป็น 0 !
เวลาของผมหายไป 3 นาที?
รถไฟทั้งสองขบวนจอดพร้อมกัน ผู้คนทยอยกันเดินออก
วันนี้คนบางตา รถไฟสายที่ผมจะไปอยู่ทางซ้ายและภากำลังเดินไปทางขวา
ผมหันซ้ายและสะดุดเข้ากับอะไรสักอย่าง เธอหัวเราะคิกคัก ผมเงยหน้ามองก่อนจะยิ้มและวิ่งตามเธอเข้าไปในรถไฟ
. . . คนละสายกับที่ผมต้องการ
เมื่อผมวิ่งเข้าไปในรถไฟ
คล้ายกับเวลาได้หยุดลงอีกครั้ง และ ทุกสิ่งหยุดนิ่งและเงียบสงัด ยกเว้น
เสียงนาฬิกา
ภายในรถไฟดูแปลกตาออกไปราวกับผมไม่เคยเห็นมันมาก่อน ผมพยายามจะเอื้อมมือไปจับเสาเมื่อรถไฟโคลง ทว่ามือผมกลับผ่านเสาไปคล้ายเป็นอากาศธาตุ และสายตาผมก็พบว่ามีตัวผมอีกคนนั่งอยู่ข้างๆภา เราทั้งคู่ดูแก่ขึ้นมากรวมทั้งเครื่องแต่งกายที่ดูคล้าย "ลุง" กับ "ป้า" ที่พวกเราเคยหัวเราะใส่ เธอกล่าวทักทายกับตัวผมอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆเธอ ราวกับไม่ได้พบกันมานานแสนนาน เราถามไถ่ถึงชีวิตของกันและกัน เธอแต่งงานแล้ว และกำลังมีลูกคนที่ 3 ส่วนผมโสด เวลาผ่านไปร่วมสิบปีนับจากที่เราเจอกันบนรถไฟใต้ดินครั้งนั้น
เธอเล่าให้ฟังอย่างรื่นเริง ดูเธอจะดีใจมากที่พบผมอีกครั้ง
ความรู้สึกบางอย่างเอ่อล้นออกมาจากตัวผม ผมสังเกตเห็นผู้ชายที่น่าสมเพศคนหนึ่ง
จากตัวผมที่นั่งอยู่ข้างเธอในเวลานั้นความรักที่มีต่อภาในตัวของผมยังคงไม่จากไปไหนแม้กาลเวลาผ่านไปนับสิบปี!
ผมและภาคุยกันอยู่พักใหญ่ก่อนรถไฟจะเคลื่อนถึงสถานีถัดไป
เธอเดินออกไปเช่นเดียวกันกับผม
เวลาหยุดลงอีกครั้ง น่าแปลกที่ตัวผมย้อนกลับมายังสถานีเดิม
ผมเห็นตัวผมเองยืนอยู่ตรงนั้น เวลาบนป้ายบอกเวลาเป็น 3 นาทีก่อนรถจะมา ถึงแม้ในคราวนี้ผมจะได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาพกเรือนเดิม
หากแต่เวลาบนป้ายค่อยๆ ลดลงและทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวของผมหยุดนิ่ง ถ้าผมเดาไม่ผิด
ผมมีเวลาอีก 3 นาทีก่อนที่ทุกอย่างจะขยับอีกครั้ง
ผมมองซ้ายมองขวา
มันต้องเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใหญ่เกินไปจนผมมองเห็นมัน
และไม่เล็กเกินไปจนทำให้ผมเหยียบผ่านมันไปเฉยๆ ด้วยความว้าวุ่นทำให้ผมไม่พบอะไรเลยที่จะเป็นวัตถุชิ้นนั้นได้
. . . เวลาบนป้ายค่อยๆถอยหลังลงจนใกล้เลข 0และเสียง ติ๊ก ติ๊ก
ของนาฬิกาพกยังดังอยู่อย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่กำลังจะสิ้นหวัง
ประกายตาผมวูบขึ้นวาบหนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปคว้านาฬิกาพกสีทองมูลค่า 1000 บาทในกระเป๋ากางเกง
. . . .
^^
ReplyDelete^^ ขอบคุณครับ
Delete