ฝึกเขียนเรื่องสั้นโดยการ สุ่มคำจากพจนานุกรม 5 คำผูกเป็นเรื่อง โดยต้องอธิบายคำเหล่านั้นตามความหมายนัยตรง
ใช้เวลาโดยประมาณ 4 ชมยวด ผลุด ทนาย ถวิล บทกลอน
บ่ายแก่ของวันธรรมดาๆวันหนึ่ง
ชายวัยกลางคนในชุดสูทกำลังก้าวขาลงจากรถแท๊กซี่ รงค์
พงษ์โพคิณ ปัดฝุ่นที่เสื้อผ้าสองสามครั้งเพื่อให้สบายใจก่อนยกนาฬิกาข้อมือเรือนงามขึ้นดู มันเป็นเวลาบ่ายสามโมงพอดี ประสบการณ์การเป็นทนายมาหลายสิบปีหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนตรงต่อเวลาอย่างร้ายกาจ
เขากวาดสายตาไปที่บ้านตรงหน้าครั้งหนึ่ง มันเป็นบ้านหลังใหญ่ที่มีตัวบ้านสไตล์ยุโรปเรียบและสวยงามหากแต่
ดูเงียบเหงาวังเวงต้นมะม่วงใหญ่และสวนหน้าบ้านถึงแม้จะสวยแต่ก็ไม่ได้ดูสดชื่นแต่อย่างใด เมื่อเสียงออดดังขึ้นสองสามครั้ง หญิงรับใช้ใบหน้าเหี่ยวย่นคนหนึ่งก็โพล่ออกมาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง
เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเก็บอาการไว้ได้อย่างทันท่วงที ใครๆก็บอกว่าเขาเป็นทนายว่าความฝีมือฉกาจฉกรรจ์คนหนึ่งในแวดวงทนายรุ่นราวคราวเดียวกัน
เขาว่าความให้คนผิดเป็นถูกและถูกเป็นผิดมาแล้วด้วยคำพูดไม่กี่คำการเก็บอาการและสีหน้าจึงเป็นสิ่งที่เขาสามารถควบคุมมันไว้ได้อย่างดี
ในขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปในบ้าน
กระถางต้นไม้ขนาดเล็กอันหนึ่งก็หล่นวูบลงมาเขาหลบมันพ้นอย่างที่ตนเองยังประหลาดใจ
ใครสักคนในบ้านนี้ไม่ต้อนรับเขา .
.ตามปกติแล้วงานอ่านพินัยกรรมเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรับพิจารณา . .มันดูถูกความสามารถของเขามากเกินไป
หากแต่ข้อเสนอหนึ่งที่แนบมากับจดหมายในซองทำให้เขาปฏิเสธไม่ลง เขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของพินัยกรรมของผู้ตาย
ชายคนหนึ่งที่ญาติๆยืนยันไม่ยอมเอ่ยชื่อจนกว่าเขาจะมาถึง ครู่หนึ่ง คนใช้หญิงคนเดิมก็ปรากฏตัวขึ้น
เธอไม่กล่าวอะไรกับเขาแม้เพียงคำเดียว หากแต่เชื้อเชิญไปยังโต๊ะไม้เก่าความสูงครึ่งเข่าตัวหนึ่งซึ่งถูกจัดวางไว้อย่างดี
และบังเอิญเป็นไม้ฉลุลายมังกรเคลือบเงา แบบเดียวกับที่บ้านของเขา ช่วงขณะหนึ่งเขาเผลอคิดถึงบ้าน
นานมากแล้วที่เขาเอาแต่ทำงานโดยไม่ได้กลับบ้าน เขามีเงินมาก
มากพอขนาดที่เขามั่นใจว่า จะช่วยดูแลครอบครัวของเขาได้
เมื่อซองกระดาษสีน้ำตาลใส่พินัยกรรมถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
ตัวพินัยกรรมเป็นแบบเอกสารลับไม่มีใครรู้ว่าอะไรอยู่ข้างในจนกว่าจะมีการเปิดออกมา.
. . ใช่มันน่าจะไม่มีใครรู้ .
เขาคิดพลางจิบชาที่หญิงรับใช้นำมาให้เขาพร้อมกับซองพินัยกรรม น่าแปลก
รสชาติของชาทำให้เขาเริ่มคิดถึงครอบครัวอีกครั้ง
เขาพึ่งรู้สึกว่าท่ามกลางการทำงานหนักหักโหมแท้จริงแล้วเขา ถวิลหาบ้านเกิดและครอบครัวมากเพียงใด
การลางานสักสัปดาห์เพื่อที่จะกลับบ้านดูจะเป็นความคิดที่ไม่เลว และอาจจะได้เวลาแล้วก็ได้ที่เขาควรจะทำพินัยกรรมของตนเอง
. . .พินัยกรรมของทนายชื่อดังแห่งยุค “รงค์ พงษ์โพคิณ”
เวลาผ่านไปน้ำชาบนโต๊ะที่ถูกตั้งไว้ก็จืดสนิทไร้รสชาติ
เขาลุกขึ้น พอกันทีกับมารยาทและการตรงต่อเวลา เขาเดินออกสำรวจตัวบ้าน เขาไม่พบใคร.
. .แต่น่าแปลกเขากลับรู้สึก “คุ้นเคย” กับบ้านหลังนี้มากดูเหมือนทุกๆสิ่ง
ทุกๆอย่างเริ่มคุ้นตา ของหลายสิ่งหลายอย่างที่เขามั่นใจว่าเขาเพิ่งเห็นมันครั้งแรกไม่กี่ชั่วโมงก่อนก็รู้สึกคล้ายว่ามันตั้งอยู่ตรงนี้มานานแสนนาน ยิ่งเดินดูเขาก็สังเกตอะไรได้อย่างหนึ่ง บ้านแห่งนี้ไม่มีรูปของคนอยู่เลย
เขาจามออกมาเสียงดัง แปลกใจที่เพิ่งสังเกตได้ว่าบ้านแห่งนี้มีฝุ่นเยอะเพียงไร
เขาสังเกตเห็นกระดาษเก่าๆแผ่นหนึ่งตกอยู่ที่พื้น เขาหยิบขึ้นมาปัดฝุนด้วยความไคร่รู้
มันเป็นบทกลอนแผ่นหนึ่งเขาเริ่มอ่านบรรทัดแรก
“นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี . . .” พริบตานั้นเขาก็เสียวสันหลังวูบ
ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาให้หันหลังกลับไป หญิงรับใช้คนเดิมกำลังจ้องมองเขาอยู่
และผลุดหายไปเมื่อเขาตะโกนเรียก เขารู้สึกว่าหัวใจตนเองกำลังเต้นไม่ตรงจังหวะ
ขณะตามหญิงดังกล่าวไป ใช่เขากำลังรู้สึกกลัว . . .
มันเป็นห้องที่มืดสลัว
แสงแดดสีส้มสาดส่องเข้ามาจากหน้าต่าง จนเห็นฝุ่นฟุ้งเป็นลำจากการเดินของเขา
เขาเห็นกระจกกลมใหญ่บานหนึ่งมันดูคุ้นเคยจนเขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปสัมผัส ด้วยความแปลกใจ
สัมผัสที่เขาได้รับนั้นมันไม่ใช่กระจก หากแต่เป็นกระดาษอะไรสักอย่าง. . . มันเป็นรูปถ่ายติดกระจกกลม. . . เขาเช็ดฝุ่นหนาออกด้วยมือข้างขวาขณะจับภาพนั้นไว้แน่นด้วยมือซ้าย
มันเป็นภาพขนาดใหญ่ และใหญ่พอที่จะบอกได้ว่าชายหนุ่มในภาพคือเขาและครอบครัว
!
เขาถอยออกมาด้วยร่างกายสั่นเทา แทบล้มทั้งยืน อาจจะมีใครกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่ก็ได้
เขาเข็คลมหายใจ ควบคุมสติ และเดินค่อยๆเดินออกไป คิดกับตนเองว่าเขาจะหาประตูและออกไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด
ที่ประตูใหญ่เขาพบซากกระถางต้นไม้ที่แตกกระจายอยู่บนพื้น ภาพในหัวของเขาย้อนกลับไปเมื่อตอนที่กระถางกำลังตก
ใช่ เขาหลบมันไม่พ้น . . . มันทะลุผ่านตัวของเขาไป . . .
เขาทรุดลง กรีดร้อง
น่าแปลก . . ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา . . .
และหากเขาจะเดินกลับไปที่โต๊ะไม้ฉลุลายมังกรตัวเดิมอีกสักครั้ง
หากเพียงแต่เขาจะจำมารดาของตนเองได้ หล่อนกำลังใช้มือที่เหี่ยวย่นเปื้อนน้ำตาลูบไปมาบนซองพินัยกรรมสีน้ำตาลที่ลงลายมือที่บรรจงอย่างยิ่งยวดกำกับไว้ "รงค์ พงษ์โพคิณ" และหากจะมีใครซักคนเปิดซองนั้นดู
มันจะมีเพียงกระดาษเปล่าเท่านั้นที่เขาจะพบเจอ . . .
** ข้อมูลอ้างอิง/เพิ่งเติม เกี่ยวกับ
การทำพินัยกรรม
http://www.vcharkarn.com/vblog/39713
No comments:
Post a Comment