เรากลับไปเปิดวรรณกรรมเยาวชนผ่านๆ
และเปิดอ่านหนังสือของคุณวินทร์ไปครึ่งเล่ม
เราพบข้อแตกต่างที่สำคัญ
หนังสือของคุณวินทร์มีกลิ่นไอของ ครีเอทีฟอยู่มาก
นั่นคือให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องสั้น มีประโยคหกมุม ตลอดทั้งเรื่อง แม้จะไม่ใช่ตอนจบก็ตาม
เช่นถ้อยคำเท่ๆ ปิดท้ายแล้วเปลี่ยนฉาก เท่ในที่นี้หมายถึงการใช้ประโยคที่ดูฉลาดเซอร์ไพรส์ผู้อ่าน
เชน นักสืบ พุ่มรัก พานสิงห์ จีบสาวแล้วแป้กโดนสาวๆ สวนกลับมาเพราะว่าแต่งงานแล้ว
"ไปกินข้าวกันมั้ยหลังเลิกงาน ผมรู้จักร้านอาหารอีสาน แซบๆ นอกเมืองไม่ไกล ใกล้แม่น้ำ"
ส่วนผู้หญิงก็จะตอบกลับมาด้วยประโยคเช่น
"นั่นร้านผัวหนูเองค่ะพี่"
"อยากไปนะคะ แต่พาสามีและลูกไปด้วยได้มั้ย"
ซึ่งเป็นรูปประโยคที่ไม่น่าเบื่อ มีการหักมุมเล็กๆ
และมีการเตรียมความพร้อมผู้อ่าน เหมือนการบอกใบ้ว่ากำลังจะเจอสิ่งต่อไปนี้
นั่นคือ มีการใช้ประโยค
"ไปกินข้าวกันมั้ยหลังเลิกงาน ผมรู้จักร้านอาหารอีสาน แซบๆ นอกเมืองไม่ไกล ใกล้แม่น้ำ"
ซ้ำ ทั้งสองครั้ง ในตอนจีบสาว
A..B..X!!
A..B...Z!!
หากเทียบกับ มุราคามิ ที่ใช้ถ้อยคำสั้นง่ายกระชับ มีการบรรยายน้อยที่สุดเฉพาะในช่วงที่สำคัญเท่านั้น ชวนติดตามเนื้อเรื่องด้วยเนื้อหาของนิยาย เนื้อเรื่องราบเรียบเหมือนกระแสน้ำ ไม่มีกระแทกกระทั้นไม่หักมุมแต่อ่านแล้วต้องไหลตามไปเรื่อยๆ
เนื้อเรื่อง เบล็คกราวน์ของตัวเอง จะมีนิสัยต่างกันไม่มากนัก เพื่อนพระเอก หรือ นางเอกจะให้ความรู้สึกว่าเป็น เซ็ทเดิม เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนอาชีพแต่แก่น ของตัวละครไม่เปลี่ยน
เหมาะมากสำหรับนิยายขายดี เพราะจะตอบความคาดหวังของผู้อ่านที่ "ติด" ปลาย ปากกาของนักเขียนนั้นๆ ได้อย่างดี
และในส่วนของ วรรณกรรมเยาวชนนั้น จะใส่การบรรยายที่มากกว่า นวนิยายข้างต้น คำบรรยายมากจนเห็นภาพตาม และใช้จุดเด่นคือ ความรู้สึกของเด็กๆ (เยาวขน) ชูโรงให้เห็นว่าโลกนี้ยังคงงดงามและความคิดของเด็กเป็นอะไรที่สดใหม่ น่าสนใจ เสมอ
ทำให้ อ่านวรรณกรรมเยาวชน แล้วรู้สึกดี โลกสดใสมากขึ้น
ในขณะที่อ่าน มุราคามิแล้ว รู้สึกจมลงในเนื้อเรื่อง มีประสบการณ์ร่วมกับตัวละครที่เราชอบ
อ่านของคุณวินทร์ จะรู้สึกตื่นเต้นกับการหักมุม
อ่านของคุณวินทร์ จะรู้สึกตื่นเต้นกับการหักมุม
No comments:
Post a Comment