Test

Monday, June 13, 2016

แสงไฟสีแดงที่ปลายสายตา



  แก๊สบี้ผู้ยิ่งใหญ่เคยบอกผมว่า เมื่อคุณต้องการสิ่งใดมากพอ และคุณฝันถึงมันทั้งยามหลับและยามตื่น จงยื่นมือออกไปไขว่คว้ามัน ดังที่เขาทำมาตลอด เหม่อมองออกไปสุดท้องน้ำ และคว้าแสงไฟ
ดวงนั้นเอาไว้

แล้วซักวันหนึ่งคุณจะได้สิ่งนั้นมาครอบครอง 

มันเป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ฝนตกหนัก ในเดือนมิถุนายน รถไฟฟ้าบีทีเอสเพื่อนเก่า กำลังเคลื่อนขบวนใกล้สถานีปลายทางหมอชิตเข้าไปทุกขณะ เสียงฟ้าและฝนดังกลบเสียงเพลงที่ดังออกมาจาหูฟังเล็กๆสีขาวยี่ห้อสัปปะรดจากจีนที่เข้ามาตีตลาด แบรนด์ในตำนานอย่างแอ๊ปเปิ้ลจนพังพินาศ 

ฟ้าภายนอกมืดครึ้มและฝนเม็ดเป้งสาดกระทบกระจกรถรวดเร็ว รุนแรงดังห่ากระสุน รถเริ่มเคลื่อนที่ช้าลง จะเป็นเพราะจอดเทียบชานชาลาหรืออะไรก็ตามแต่ ไฟหรี่และเริ่มกระพริบ ผมปิดเสียงเพลง ถอดหูฟังและภาวนาให้รถเคลื่อนถึงสถานี ทันใดนั้นไฟในรถทั้งคันพลันดับมืดลง

ผู้คนเริ่มตกใจแต่ไม่มีใครกรีดร้องอย่างในภาพยนตร์ หลายคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเป็นไฟฉาย สัญญาณโทรศัพท์และ 3 4 5 6 G ยังใช้ได้ โล่งอก อย่างน้อยนี่ก็ไม่ใช่วันโลกแตก 

ไม่มีเสียงประกาศห้ามกินอาหารบนรถไฟฟ้าหรือประกาศใดๆผ่านออกมา ตำแหน่งที่ผมยืนริมกระจกยังคงมองทะลุห่าฝนออกไปได้บ้าง แสงไฟดวงๆจากภายนอกทำให้ผมอุ่นใจขึ้น อย่างน้อยไฟก็ไม่ได้ดับทั้งเมือง และผมกำลังจะได้กลับบ้านไปนั่งขี้เกียจอยู่หน้าทีวีซักพักก่อนจะลุกไปอาบน้ำ ซีรีย์เกาหลีเรื่องเยี่ยมที่สมจริงสุดๆดีกว่าละครไทยหลายเท่า มีประโยชน์มากมายอเนกอนันต์กำลังจะถึงตอนจบ 

การใช้ชีวิตคนเดียวในช่วงวัย 40 เป็นเรื่องที่น่าสบายอย่าบอกใคร

แต่ทันใดนั้นไฟภายนอกก็ดับลง
ความมืดและเสียงฝนดังกลบความกลัว ผมจ้องมองไปในความมืดคล้ายคนสิ้นหวังกำลังมองหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ 

แสงไฟสีแดง ปรากฎขึ้นจางๆที่ปลายสายตา อาจเป็นไฟจากยอดตึกอะไรสักอย่าง 
ตำแหน่งน่าจะอยู่หลังสวนจตุจักรไป น่าแปลกที่ผมกลับนึกไม่ออก ทั้งๆที่มันน่าจะผ่านสายตาของผมมาเกือบ 20 ปีเต็ม ที่ผ่านเส้นทางสายนี้ ผมไม่ใช่คนหมกหมุ่นกับโซเชียลมากนักถ้าจะพูดกันอย่างไม่ถ่อมตัว ผมสนใจสิ่งรอบข้างและสังเกตแม้กระทั่ง ใบหน้าของเด็กขอทานกับแม่ที่บางวันอุ้มลูกมาทำงานสลับกัน ไม่เป็นไรหรอกถือว่าเด็กได้เปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน

สถานทีอยู่ใกล้เหลือเกิน อีกแค่ 30 วินาทีผมก็น่าจะถึงแล้วแท้ๆ ผมบ่นกับตัวเอง อาจเพราะเหงา ไม่มีใครคุยด้วยหรือโรคจำพวกมิดเดิ้ลไลฟ์ ไครซิส แต่ช่างมันเถอะ ตอนนี้คนบนรถเริ่มเดินไปเดินมา และยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู พวกเขาอาจกำลังโทรหาใครสักคน

ผมอาจจะโทรหาแม่ 

แม่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว แม่มีเวลารับโทรศัพท์เราเสมอ อาจจะบ่นบ้าง ตกใจกลัวบ้าง แต่ถ้า "ได้ยิน" ก็จะรับโทรศัพท์เราเสมอ 
น่าเสียดายที่แม่เสียไปแล้ว ตายไปแล้วนั่นแหละ ปีที่แล้วนี่เอง

ช่างมันเถอะ ผมตัดสินใจมองไปที่แสงไฟสีแดงจางๆที่สุดขอบตา กระจกที่ถูกเม็ดฝนยิงดัง ปุๆ มัวและไม่สามารถเช็ดได้จากภายใน ผมขัดใจเล็กๆ แต่ก็พยายามเพ่งมอง

และตอนนั้นเองที่ผมนึกถึงแก๊สบี้ 
ผมอ่านเรื่อง The Great Gatbys จบเมื่อนานมาแล้ว ตอนอยู่มหาลัย จำได้แค่ว่านายแก๊สบี้จ้องมองไปยังดวงไฟติดท่าน้ำตรงข้ามคฤหาสก์ของเขา และคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งงานแล้ว แต่ตอนจบเป็นอย่างไรนั้นจำไม่ได้เสียแล้ว 

ขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ ไฟภายในตัวรถด่วนลอยฟ้าก็สว่างวาบขึ้น รถไฟฟ้าเริ่มขยับตัวอีกครั้ง 

"สถานีปลายทางหมอชิต" เสียงประกาศดังขึ้นภายในรถเหมือนปกติ ทุกคนเดินออกจากรถมุ่งหน้าสู่ทางลง บันไดเลื่อนและบันไดไม่เลื่อน เหมือนปกติ ราวกับเหตุการณ์ไฟดับเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น  

ผมเดินสวนฝูงชน ออกไปหยุดที่ระเบียงฝั่งซ้ายสุด โดนฝนสาดนิดหน่อย และเริ่มคัดจมูกจากโรคภูมิแพ้ที่แก้ไม่หาย ท่ามกลางความมืดมิดของตึกสูงต่างๆ ประภาคารที่ส่องไฟสีแดงเห็นได้ชัดเจนจากจุดที่ผมยืนคือตึก SCG น่าแปลกเหลือเกินที่ผมไม่เคยสังเกตมันมาก่อน

ผมหัวเราะกับตนเอง ถ้าเอาแก๊สบี้มายืนตรงนี้และสมมุติว่า SCG คือท่าน้ำติดดวงไฟ ทำฉากโรแมนติกให้แก๊สบี้จ้องมองตึกจากชานชาลารถไฟฟ้าหมอชิต ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คงจะกลายเป็นหนังคอเมดี้ต้นทุนต่ำที่ฮาเรื่องหนึ่ง

ที่นั่นคงมีใครสักคนที่แก๊สบี้กำลังรออยู่

แต่สำหรับผมที่นั่นก็คงไม่มีใคร เหมือนที่อื่นๆ ไม่มีใครทั้งนั้น
หรือถ้าเกิดมี
ผมก็คงจำไม้ได้เสียแล้ว

ใช่ ผมจำไม่ได้เสียแล้ว ถึงผู้หญิงผิวขาวคนหนึ่ง ผมสั้น สวมแว่นตา ปากนิด จมูกหน่อย ในวัย 20 ปีกว่าๆ เธอจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับมา . . . เธอเป็นลูกสาวคนจีนขนานแท้ แต่บ้านอยู่หาดใหญ่ เมืองที่ฝนตกชุกชุม ชอบใส่ กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ท่าเดินเหมือนลูกเป็ด มันเป็นชุดบ้านๆของเธอ แต่ผมคิดว่ามันน่ารักและไม่อยากจะเก็บเธอเอาไว้คนเดียว เธอตัวไม่ใหญ่ ไม่เล็ก แต่ก็มักจะบ่นว่าอ้วนเช่นเดียวกับผู้หญิงหลายๆคน แต่เธอจะผอมเป็นพิเศษเนื่องจากกินอะไรไม่ค่อยลง เวลาทะเลาะกันและลงเอยด้วยผมเป็นฝ่ายทิ้งเธอไป โดยรวมแล้ว สรีระเราสมส่วนกัน นิ้วของเธอเป็นรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย แต่ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นปัญหา อย่างไรก็ตามเธอก็จะแก่และเหี่ยวย่น แค่นี้วเหี่ยวก่อนเวลาบ้างจะเป็นอะไรไป เธอแต่หน้าบางๆ ผมเคยชมเธอว่างดงามราวกับเจ้าหญิง ในวันนั้นผมคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามผมจำเธอไม่ได้เสียแล้ว

เสียของเธอแหลม แต่น่ารัก พูดภาษาใต้ไม่ได้แต่นานๆครั้งก็จะหลุดคำเล็กๆออกมา เธอไม่ค่อยสนใจนักแต่ผมพบว่ามันมีเสน่ห์มาก เมื่อก่อนเธอชอบกัด หมายถึงตอนที่เธอยังรักผมอยู่ เธอมักจะกัดเบาๆ (แต่ก็เป็นรอยทุกที) ผมไม่ถือสา ผมชอบเวลาเธอพยายามสะบัดมือด้วยความเขินอายเมื่อผมจับมือเธอในที่สาธารณะ  ผมชอบมารยาของเธอ จริตจะก้านต่างๆ เธอใช้มันได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ทุกอย่างอยู่ในช่วง "กำลังดี" ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป

เธอผมบางดังนั้นเธอจึงไม่ค่อยชอบไว้ผมยาว เธอกังวลเสมอเวลาผมร่วง และมักจะเฝ้ามองมันอย่างเสียดาย เธออายุมากกว่าผมนิดหน่อย และเริ่มทำงานก่อน เธอกังวลว่าเธอจะทำไม่ได้ แต่จริงๆเธอมีความมั่นใจในตัวเองสูง และเก่ง เธอชอบกินส้มตำส่วนผมไม่ชอบกินเผ็ด ผมตามใจเธอเสมอเพราะผมชอบเวลาเธอยิ้มและมีความสุขกับอาหารตรงหน้า แม้สุดท้ายเธอจะกินไม่หมดและมันจะกลายเป็นหน้าที่ของผมเสมอในการรับผิดชอบ

เธอทำอาหารไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่มันก็เพียงพอกับผมที่ชอบกินอาหารง่ายๆ ผมมีความสุขที่ได้กินกับข้าวฝีมือเธอ เรามักจะนั่งดูทีวีด้วยกันบนคอนโดของเธอ เรานั่งพิงกัน มันเป็นช่วงเวลาที่ผมยอมแลกกับทุกๆอย่างที่ผมมีในชีวิต
น่าเสียดายเหลือกันที่ผมจำเธอไม่ได้อีกแล้ว

เธอชอบให้ผมพาไปเที่ยวที่ต่างๆ ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยว แต่ผมไม่ค่อยพาเธอไปไหน เพราะการได้กอดเธอมันเป็นความสุขที่ผมหาจากสถานที่ท่องเที่ยวไหนๆไม่ได้

เพราะแม้ทุกอย่างจะเพอเฟคแค่ไหนยังมีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่ยอมให้ผมเด็ดขาด
และเป็นผมเองที่ต้องการมันมากขนาดนั้น
ผมใช้มันเป็นข้ออ้างในการคุยกับผู้หญิงคนอื่น
ตลอดเวลาที่เราคบกัน ผมคุยกับผู้หญิงหลายคน ผมไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงเหล่านั้น เพียงแต่อยากรู้ว่า ผู้หญิงคนอื่นจะเป็นอย่างไร หรือผมจะปรับตัวกับเขาได้หรือเปล่า

แม้สุดท้ายผมเลือกเธอ

แต่มันก็ไม่เพียงพอ

ผมทำร้ายเธอมากเกินไป

ในตอนสุดท้าย ผมจำได้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีอะไรมากมาย

เธอจากผมไปตลอดกาล และผมก็ลืมเธอไปจนหมดหัวใจ




**** เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องแต่ง ******




No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...