แล้วเราจะพบกันอีกครั้งหนึ่ง
. . . .คุณเชื่อในโชคชะตาไหม?
. . . ผมเคยได้ยินมาว่าคนเราพบกัน ครั้งแรกเป็นความบังเอิญ ครั้งที่สองคือความโชคดี
แต่ครั้งที่สามมันคือโชคชะตา . . . . ย้อนกลับไปเมื่อ 7 วันก่อน นั่นเป็นวันแรกที่ผมได้พบเธอ
จะว่าไปมันก็เป็นรูปภาพแปลกๆรูปหนึ่งสำหรับคนไม่มีหัวทางด้านศิลปะอย่างผมแต่สำหรับในสายตาของผู้เชี่ยวชาญเขาว่ากันว่ารูปภาพนี้มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท
. . มันถูกส่งมาในรถตู้นิรภัย . .ไม่มีรอย ไม่มีการกระแทกทุกขั้นตอนในการขนส่งมีการป้องกันเป็นอย่างดีและ
เมื่อมันถูกส่งเข้ามาถึงพิพิธพันธ์แห่งนี้หน้าที่ของผมก็เริ่มขึ้น
"สวัสดีครับ ทุกๆท่าน . . . "
เสียงวิทยากรเริ่มอธิบายความสำคัญของรูปภาพแปลกๆรูปนั้น แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมสนใจมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นนั่นคือ
มันจะต้องยังคงอยู่ ณ ที่นี้อีกเป็นเวลาอีก 1 อาทิตย์
ผมเริ่มเฝ้ามองผู้เข้าร่วมงานมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกได้ในทันทีว่าในบรรดาผู้ร่วมงานเหล่านี้มีใครบ้างที่คิดจะมาขโมยรูปภาพ
แต่อย่างไรก็ตามสายตาของผมสะดุดเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่ง
เธอใส่แว่นตาสีชากับชุดและหมวกสีดำใบใหญ่
สายตาของเธอดูมีประกายและจ้องไปยังภาพชิ้นนั้นอย่างไม่วางตา
"มีพิรุธอะไรอย่างนั้นหรอคมน์ ?" ผมหันกลับไป
เจ้าของเสียงหยอกเย้ากลับเป็นถึงนายตำรวจยศร้อยตำรวจเอก ร.ต.อ.สรร
คู่หูประจำภารกิจและเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม
ผมสบตากับเขาแวบหนึ่งก่อนมองไปทางหญิงสาว
สรรนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดทีเล่นทีจริงกับเขา
"อะไรเนี่ย
ให้มาหาคนร้ายนะเว้ยไม่ได้มามองสาว" เขาตบบ่าผม หัวเราะเบาๆและเดินจากไป
หญิงสาวคนดังกล่าวหายไป เมื่อผมหันกลับมาอีกครั้ง
* * * * * * * * * * * *
"สวัสดีคะ คุณตำรวจ"
เสียงกล่าวทักทายของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
ผมหันกลับไป เธออยู่ใกล้ตัวผมมากจนผมรู้สึกแปลกใจ
เธอค่อยๆถอดแว่นและหมวกออก . . .
เธอเป็นผู้หญิงผิวขาวคนหนึ่งที่ดูดีมากคนหนึ่ง
"สวัสดีครับ” ผมกล่าวสั้นๆ
เนื่องจากไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านี้
"ชอบงานศิลปะหรือคะ" เธอหยุดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
"เห็นตรวจซะใกล้ชิดเลย"
ผมแน่ใจว่าเธอกำลังประชด
"ทำตามหน้าที่นะครับ" ผมกล่าวยิ้มๆ
"ถ้าอย่างนั้นคุณตำรวจช่วยมากับดิฉันสักครู่ได้ไหมคะ"
". . . คงไม่ได้น่ะครับ ผมมีงานต้องทำ" ผมกล่าวก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา
ผมคิดมากไปเธอคงไม่ได้คิดร้ายอะไรไม่มีคนร้ายที่ไหนกล้าขนาด
เข้ามาคุยกับตำรวจชนิดที่ใกล้จนหายใจรดต้นคอ
* * * * * * * * * *
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ในวันต่อๆมา ทำให้ผมเริ่มกลับมาคิดอีกครั้ง
พฤติกรรมของเธอที่เที่ยวสอบถามข้อมูลต่างๆกับพนักงานคนนู้นคนนี้ทำให้ผมอดสงสัยเธอไม่ได้
“เป็นยังไงบ้างคมน์ หาพิรุธโจรสาวคนนั้นได้เพิ่มบ้างรึเปล่า
" สรร ยังคงเย้าผมเล่นอย่างอารมณ์ดี แต่ผมก็ไม่ได้ตอบอะไร
หลายวันผ่านไป
เธอเริ่มสนิทสนมกับชายแก่ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์
คนหนึ่งมากขึ้นเธอมาที่นี่ทุกวันและคุยกับเขาทุกวัน
"นี่นายกำลังจับพิรุธ
หรือนายกำลังหึงเธอกันแน่วะ" ประโยคยียวนยังคงออกมาจากปาก ร.อ.สรร
อย่างต่อเนื่องแต่เขาไม่โกรธเนื่องจากรู้นิสัยเพื่อนคนนี้ดี . . .
* * * * * * * * * * * *
ผมยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบอย่างช้าๆ
เปล่าผมไม่ได้กำลังพัก ผมได้รับมอบหมายให้มาเฝ้าดูที่บริเวณร้านกาแฟแห่งนี้
มันเป็นร้านกาแฟที่เก่าและไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการมากนักนอกจากคนแก่ๆที่ชอบกลิ่นของควันกาแฟโบราณที่ลอยอ้อยอิ่งในแดดยามเช้าขณะจับกลุ่มคุยกันเรื่องการเมืองอย่างออกรสโดยไม่มีตำรวจหรือใครให้ความสนใจอะไร
ในขณะที่นาฬิกาข้อมือบอกเวลาบ่ายสามโมง ใกล้จะเลิกเวรเต็มที
ผมรู้สึกแปลกๆ ภารกิจของผมกำลังจะจบลงในอีกสามวัน รูปภาพรูปนั้นจะถูกย้ายไปจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
และ ผมคงไม่ได้เจอเธออีก
"สวัสดีคะ คุณตำรวจ" เธอทักผมจากด้านหลังอีกครั้งผมจำเสียงเธอได้ดี
"สวัสดีครับ คุณมาทำอะไรที่นี่?" มันเหมือนเป็นคำอุทานมากกว่าคำถามสำหรับผม
"สบายใจได้ ดิฉันไม่ได้มาดักพบคุณหรอกค่ะ
ร้านนี้เป็นร้านโปรดของดิฉันตั้งนานแล้ว" เธอตอบก่อนจะหันไปสบตากับเจ้าของร้าน
* * * * * *
"ผมมั่นใจว่าหญิงสาวคนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการขโมยรูปภาพครับผม" เสียงผมกล่าวกับหัวหน้าอย่างหนักแน่น ทางโทรศัพท์
อย่างไรก็ตามทางหน่วยเหนือไม่ได้ให้คำตอบใดๆกลับมา ผมไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติโดยปราศจากคำสั่ง
"สรร มึงต้องเชื่อกูนะ"
ผมกล่าวหลังจากวางโทรศัพท์ลง
"ไอ้เชื่อก็เชื่ออยู่หรอกแต่จะให้ทำไงวะงานนี้ก็ต้องเฝ้าอีกงานก็ต้องทำ"
"เอางี้มึงไปเฝ้าเธอไว้เดี๋ยวกูจะอยู่เฝ้าแถวๆพิพิธภัณฑ์ให้เอง
มึงจะได้เห็นว่ากูไม่ได้คิดไปเอง"
ผมต้องจับเธอให้ได้และจับให้ได้พร้อมหลักฐาน!
* * * ** * * * * *
กลางดึกวันสุดท้ายของภารกิจ สัญญาณกันขโมยแผดเสียงดังลั่น
แต่ช้าไปรูปภาพได้หายไปแล้วตำรวจหลายนายได้วิ่งดักไปยังทางออกเช่นกันกับผม
แต่อะไรบางอย่างทำให้ผมฉุกคิดได้ว่าผมควรไปดักอยู่ที่ "ทางเข้า"
ตามคาดผมพบ "เธอ" ปืนประจำตัวของผมถูกชักออกมาไวกว่าความคิด
"ยกมือขึ้น"
ผมกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดลึกๆแล้วในใจผมหวังว่าไม่ใช่เธอ "คุณกำลังเข้าใจผิด"
เธอกล่าวแต่สายตาจริงจังของผมทำให้เธอยกมือขึ้นอย่างช้าๆ ในชั่ววินาทีเธอชักปืนออกมาจากเอวยิงเข้าใส่ผม
ก่อนจะวิ่งหนีไป
ผมรวบรวมสติได้อีกครั้งก่อนจะวิ่งตามเธอไป
เธออาจจะชักปืนเร็วแต่อย่างไรก็ตามเธอยิงไม่แม่นนัก ผมขับรถคันหนึ่งที่หาได้บริเวณนั้นไล่ตามเธอไป
ผมไล่ตามเธอมาถึงท่าเรือ จอดและลงจากรถด้วยเสียงที่เบาที่สุด
ปืนในมือถูกกระชับแน่น เหงื่อเม็ดโตๆแข่งกันออกมา. . .ใบหน้าผมรู้สึกร้อนผ่าว. . .
ภายในโกดังท่าเรือเงียบสนิท
ความมืดปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ ผมรู้สึกอยากด่าตัวเองที่ไม่ได้นำวิทยุติดตัวมาด้วย
งานนี้เท่ากับว่าผมอาจจะอยู่ท่ามกลางศัตรู
เธออาจจะกำลังพาพรรคพวกออกตามล่าตัวผมอยู่ก็เป็นได้ เพราะจากรูปการณ์แล้ว
ผมเป็นคนเดียวที่ตามเธอมาถึงที่นี่บางทีผมควรจะออกจากที่นี่ไปและขอกำลังเสริม
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียง
. . . เสียงฝีเท้าคนเดิน
ใกล้เข้ามา เสียงฝีเท้าหนักแน่น
ผมปลดเซฟปืน ภาวนาให้เกิดเสียงเบาที่สุด
เสียงฝีเท้าค่อยๆช้าลงผมเดาว่ามันคงรู้ตัวแล้ว วินาทีปะทะอาจะเกิดขึ้นได้ในทุกๆวินาทีต่อจากนี้
ผมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง มันเต้นดังคล้ายกับกลัวว่าจะไม่ได้เต้นอีกแล้วในชีวิตนี้
ผมเหวี่ยงตัวออกมาจากที่กำบังเป็นเวลาเดียวกันกับที่มันโผล่หน้าออกมา
มันกลับเป็นไอ้สรร!
เสียงถอนหายใจแบบโล่งอกดังออกมาจากเราทั้งคู่ก่อนจะลดปืนลง
"มึงตามมาได้ยังไงวะ"
ผมถามแต่ก่อนที่มันจะทันได้พูดอะไร
"ลดปืนลง แกถูกจับแล้ว" เสียงของ “เธอ”
ตวาดดังออกมาก่อนที่ต้นเสียงจะค่อยๆเดินออกมาช้าๆ
สายตาจับจ้องไปที่บุคคลข้างหลังผม. . .ไอ้สรร?
กริ๊ก เสียงปืนลูกโม่แบบเดียวกันกับของผมถูกขึ้นไกจี้เข้าที่ขมับผมสัมผัสได้ถึงความเย็นจากปากกระบอกปืน
"วางปืนลงคุณสายตรวจหรือคุณไม่ห่วงว่าผมจะระเบิดขมับไอโง่นี่"
ผมรู้สึกมือไม้อ่อน มิน่าทำไมเกือบทุกที่ที่ผมไปซุ่มตรวจถึงเจอเธอทุกครั้งไป เธอเป็นสายตรวจเหมือนผม
ไม่สิเธอเก่งกว่าผมมาก เธออ่านเกมออก ส่วนผมคือคนที่ถูกหลอก
"วางปืนลงคุณสายตรวจ . . . ผมบอกให้วางปืนลงไง!" ไอ้สรรคำราม
ขณะที่ในหัวของผมพยายามคิดถึงวิธีการเอาตัวรอด ร้อยแปดอย่างที่ได้เคยร่ำเรียนมา
มือของผมกลับชาและอ่อนแรง ผมไม่อยากตายแต่ก็ไม่อยากให้เธอลดปืนลง
ถ้าหากเป็นเช่นนั้นโอกาสรอดของเราทั้งคู่จะมีต่ำมาก
ฉับพลันนั้น แววตาของเธอสงบนิ่งอยู่ชั่วขณะเธอขบริมฝีปากตัวเองเบาๆยกปืนขึ้น
และ ลั่นไก
เปรี้ยง !
กระสุนถากขมับของผมไป เลือดไหลซิบ
ก่อนจะพุ่งเข้าตรงกลางหน้าผากเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุดของผม ผมรู้สึกได้ถึงร่างของ
ร.ต.อ.สรร กระตุกก่อนจะหงายหลังล้มลงไป
ชั่วขณะหนึ่งในอากาศคละคลุ้งไปด้วยเลือด
แต่คล้ายกับผมเห็นหยดน้ำตา มันเป็นหยดน้ำตาที่ปะปนอยู่ในอากาศที่เต็มไปด้วยคาวเลือดมันเป็นความเสียใจและเจ็บปวดที่ผู้พิทักษ์กฏหมาย จำเป็นต้องทำ
ร.ต.อ.สรร หรือ สรรสร้าง บุญทำ ตายแล้ว
"เอ้าคุณตำรวจอย่ามัวแต่อึ้งสิ รีบตามไปเอารูปภาพคืนมาเร็ว"
เธอกล่าวน้ำเสียงเย็นชา ผมรู้สึกเนื้อตัวสั่นเทา
การตายของเพื่อนร่วมงานต่อหน้าต่อตาทำให้ผมแทบอาเจียนผมมั่นใจว่าสีหน้าของผมคงดูแย่มากๆในสายตาของเธอ
"งั้นคุณขับรถกลับไปตามกำลังเสริมละกันเดี๋ยวชั้นจะรีบตามลงไปในเรือเอง"
เธอกล่าวก่อนจะหันหลังและหายวูบไปในความมืด
เสียงหวูดเรือไฟดังขึ้นสองสามครั้ง
* * * * * *
ผมเดินไปที่ศพของ ร.ต.อ.
สรรสร้าง บุญทำ . . . ยิ้มเยาะเล็กๆก่อนจะควานหากุญแจรถในกระเป๋าเสื้อเปื้อนเลือด แต่นั่นไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด
. . เขาช่างเป็นเพื่อนที่แสนดี เขายอมทำตามแผนที่ผมวางไว้ทุกอย่าง ขโมย,ดักเฝ้าสายตรวจอีกคน ถึงแม้การตายของเขาจะไม่ได้รวมอยู่ในแผนการตั้งแต่แรกก็ตาม
แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อเสียแต่อย่างใดเงินหลายสิบล้านจากการขายรูปจะกลายเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว
ในรถของสรร มีรูปเด็กหญิงตัวน้อยและภรรยาเด่นหลาอยู่บนแผงคอนโซล
ใครเล่าจะเชื่อว่าชายหนุ่มที่ดูเสเพล เฮฮา จะเป็นคนรักครอบครัว
และเมื่อเหลียวมองไปยังเบาะด้านหลังผมเห็นรูปภาพที่ขโมยมาถูกวางไว้อย่างเรียบร้อย
ผมตรวจเช็คดูก่อนจะขับรถออกไป
ผมจุดบุหรี่ขึ้นสูบอย่างช้า ๆ ไฟสีแดงสว่างวาบท่ามกลางความมืดยามราตรี
ความเงียบสงัดช่วยขับอากาศที่เย็นอยู่แล้วในเดือนธันวาคมให้เย็นขึ้นไปอีก
ผมยังคงพอมีเวลาอยู่บ้างก่อนที่ฟ้าจะสว่าง ก่อนที่ทุกคนจะไหวตัวทัน
ผมคิดถึงเธอ ใช่ผมคงคิดถึงเธอมากทีเดียว ผมรู้ได้จากการมองว่าเธอเป็นคนที่เด็ดเดี่ยว
แต่จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ยิงสามีตัวเองได้ด้วยสายตาแบบนั้น
ผมเดินจากไปพร้อมภาพที่ไอ้สรรขโมยมา
ทิ้งซากรถยนต์ที่ถูกไฟลุกท่วมไว้เบื้องหลัง ภายในรถภาพของคน 3 คนที่ดูมีความสุขกำลังถูกเปลวไฟค่อยๆกลืนกินและเปลี่ยนมันเป็นเถ้าถ่านสีดำไร้ความทรงจำ มันเป็นภาพของ
สรร ,เด็กหญิงคนหนึ่ง และเธอ . . ภรรยาของเขา
So many twist in a row! lol
ReplyDeleteAlmost too much..but just almost :)
Keep writing!
Thank God! someone comment on my blog
ReplyDeleteI'll keep writing for sure ! ; ))