Test

Thursday, March 29, 2012

ธารตะวัน ลมหนาว และ ดาวตก

เรื่องที่ 8 (สุดท้าย) ในชุด ธารตะวันลมหนาวและดาวตก
ศรลมเล็กๆรูปไก่โต้งสีแดงที่ติดอยู่บนยอดหลังคาของบ้านหลังที่สอง ในซอยแก่นไม้จัน สี่สิบสอง กำลังเริ่มขยับ มันส่งเสียดออดแอดเหมือนแมวแก่ที่กำลังขยับตัวบิดขี้เกียจหลังจากนอนหลับบนโซฟานุ่มมาตลอดทั้งวัน และในไม่ช้าลมที่ค่อยๆพัดแรงขึ้นบังคับให้มันหมุนจนกลายร่างเป็นจานทรงกลมสีแดง

“ลมหนาวช่วยแม่เก็บผ้าหน่อยลูก ฝนมาแล้ว” เสียงแม่ตะโกนมาจากหลังบ้าน พอดีกับที่ลมหนาวรู้สึกได้ถึงเม็ดฝนที่ตกกระทบผิว การจ้องมองศรลมรูปไก่หมุนติ้ว ในเวลาที่ลมพัดแรงๆและฝนโปรยช่างเป็นความเพลิดเพลินที่ยากจะเลี่ยงได้ แต่อย่างไรก็ตามลมหนาวไม่อยากทำให้คุณแม่เสียใจ



บ้านของลมหนาวเป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆหลังของซอยแก่นไม้จัน สี่สิบสอง  บ้านในแถบนี้มีลักษณะเหมือนๆกันแทบทั้งหมดซึ่งคุณแม่เล่าให้ฟังว่า ในวันที่คุณแม่ย้ายเข้ามานั้น บ้านทุกหลังมีหน้าตาเหมือนกันหมดเลยทีเดียว เหมือนกันชนิดที่เรียกว่าหากเอากระจกมาส่อง บ้านหลังที่สองก็อาจจะงงว่าตนเป็นบ้านหลังที่สามหรือสี่หรือเปล่า ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ คุณ “บ้านหลังที่สอง” สับสนคุณแม่เลยปูกระเบื้องเสียใหม่ทั้งหมดให้เป็นสีแดงโก้เก๋กว่าใคร
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาบ้านหลังที่สองก็เปลี่ยนเป็นชื่อว่า “บ้านหลังคาสีแดง” อย่างเป็นทางการ หากชื่อ “บ้านหลังคาสีแดง” อาจจะยาวไปคุณแม่อาจยอมให้เรียกสั้นๆว่า “บ้านสีแดง”  แต่คุณแม่จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาดหากใครจะมาเรียกบ้านสุดที่รักของพวกเราว่า “หลังคาแดง” (ถึงแม้ลมหนาวจะไม่เห็นว่ามันจะประหลาดตรงไหนก็ตาม)
             ในคืนนั้นฝนที่ตกปรอยๆตลอดคืนทำให้อากาศ ภายในห้องเล็กๆสีฟ้าของลมหนาวเย็นสดชื่น หน้าต่างมุ้งลวดที่มีเหล็กดัดรูปนกสองสามตัวกำลังบินถูกหยดน้ำกระเด็นใส่ ส่งเสียงเปาะแปะ ทุกอย่างมืดสนิทยกเว้นดวงดาวเรืองแสงที่คุณแม่นำมาติดไว้ให้บนเพดานเมื่อหลายเดือนก่อนที่ยังส่งแสงสีเขียวเรืองๆ ทำให้ห้องนอนแห่งนี้ไม่น่ากลัวเกินไปนัก หากแต่เด็กชายยังคงนอนไม่หลับและพลิกตัวไปมาตลอดคืน เขาคิดถึงโรงเรียนและคิดถึงเพื่อนๆ

คุณแม่บอกกับเขาว่า ลมหนาวอาจจะไม่ได้ไปเจอเพื่อนๆอีกเพราะลมหนาวและคุณแม่กำลังจะ “ย้ายบ้าน”
            ถึงแม้ว่าลมหนาวจะไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องย้ายบ้าน แต่ลมหนาวรักคุณแม่และจะไปกับคุณแม่ในทุกๆที่ที่คุณแม่พาไป ถึงแม้ว่าคราวนี้ คุณพ่อจะไม่ได้ไปด้วยก็ตาม

            ในขณะที่พระจันทร์ค่อยๆเคลื่อนตัวข้ามท้องฟ้า ลมหนาวก็กำลังหลับอยู่ใต้ผ้าห่มผืนโปรดที่มีรอยคราบน้ำลายและกลิ่นประจำตัว ภายนอกนั้นเด็กชายดูอ่อนโยนและผ่อนคลาย หากแต่ภายในหัวของลมหนาวกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่กำลังโลดแล่นอยู่ ลมหนาวกำลังฝันถึงพ่อที่แม้จำหน้าไม่ได้แต่  ก็ยังจำได้ดีถึงสัมผัสของผู้ชายตัวใหญ่ที่ชอบจับลมหนาวโยนขึ้นลงโดยใช้แขนใหญ่ๆสอดใต้ช่วงไหล่และสะโพกก่อนจะกำชับลมหนาวให้ทำตัวให้ตรงและแข็งที่สุด

เมื่อถูกแรงจากสองแขนนั้นส่งขึ้นไปบนอากาศ เสียงกรีดร้องด้วยความชอบใจของเด็กชายลมหนาวก็ดังไปทั่วบริเวณ พ่อใจดีเสมอเวลาอยู่กับลมหนาว

                  ..............

            ดึกมากแล้วในคืนนี้ แม้กระทั่งราตรียังหลับใหล ธารตะวันหญิงสาวจากเมืองใหญ่ยืนเกาะกับระเบียงไม้นอกตัวบ้านอย่างเลื่อนลอย อากาศภายนอกเย็นจัดขนาดแม้กระทั่งเหล่าใบไม้ ยังต้องกอดกัน เพื่อเพิ่มความอบอุ่น เช่นกันกับเธอ ที่ค่อยๆ เอื้อมมือกระชับเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ให้แนบชิดเข้าไปอีก เธอรู้ดีถึงแม้เสื้อกันหนาวจะไม่สามารถให้  ความอบอุ่น แบบ ที่เธอต้องการได้ แต่หากมันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาได้ให้ไว้กับเธอ ใจที่อบอุ่น จะทำให้ร่างกายอบอุ่น ตามกันไป เธอเชื่ออย่างนั้น

                ภายใต้สภาพภูมิประเทศ ที่ไม่คุ้นเคย เธอและเขาถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจเดียวกัน สำรวจดาวหางดวงใหม่ หากแต่ ข่าวที่เธอได้รับเมื่อหัวค่ำทำให้เธอหลับไม่ลง เฮลิคอปเตอร์ของนักสำรวจตกลงกลางหุบเขา ในเฮลิคอปเตอร์ ลำนั้น มี เขา รวมอยู่ด้วย

                ในบ้านเมืองที่ทุกชีวิต มีค่าเท่ากัน หน่วยกู้ภัยลงความเห็นว่าทัศนะวิสัยแย่เกินไป ที่จะออกตามหา กระนั้นก็ตามเธอยังคงปฏิบัติตามหน้าที่ ของเธออย่างเคร่งครัดแม้ว่าวันนี้จะไม่มีเขาอยู่ข้างๆ อุปกรณ์ และเต็นท์มากมายถูกนำออกมาจัดเรียงและติดตั้ง การสำรวจยังคงต้องดำเนินต่อไป

            เธอเคยคิดเสมอ ว่าฟากฟ้าและดวงดาวเป็นสิ่งที่เธอต้องการ แต่เมื่อใครบางคนที่ได้หายไปในค่ำคืนนี้ได้นำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอไปด้วย... เธอจึงรู้ว่าสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่ของไกลตัวอย่าง ท้องฟ้าหรือดวงดาว แต่กลับเป็นคนใกล้ตัวที่เธอคิดว่าเขาจะอยู่กับเธอตลอดไป

                ลมหนาวที่พัดผ่านลู่ไปกับยอดไม้ บริเวณรอบทะเลสาบทำให้ปลายยอดไม้ดูราวกับกำลังเต้นระบำ  ธารตะวันหวนนึกถึงช่วงเวลาครั้งแรงที่เขาและเธอเจอกัน มันเป็นบ้านเกิดของเธอ ทุ่งทานตะวัน
 
เธอเป็นช่างกล้องฝีมือดีและเขาเป็นนักดาราศาสตร์หนุ่มไฟแรง ทั้งคู่มีสิ่งที่สนใจคล้ายๆกันคือฟากฟ้ายามค่ำคืน การทำงานร่วมกันความใกล้ชิดและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้คนหนุ่มสาวตกหลุมรัก

เพียงแต่คำสำคัญคำนั้นยังมิได้ปริปรายออกมาจากปากของผู้ใด
สิ่งสำคัญที่เธอต้องการในค่ำคืนนี้คือการถ่ายภาพ "วัตถุ"  จากท้องฟ้าที่ถูกเรียกว่าดาวหาง
                เวลาล่วงเลยไป อากาศหนาวจัดเริ่มอบอุ่นขึ้น  ฟ้าเริ่มสาง แสดงให้เห็นว่า แสงทองของวันใหม่ กำลังใกล้เข้ามา ถ้วยกาแฟข้นที่ถูกทิ้งไว้จนเย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ธารตะวันกำลังนั่งจดบันทึกรายงาน อย่างขะมักเขม้น เวลาที่เธอรอคอยกำลังใกล้เข้ามา   ดาวหางดวงใหม่ที่ยังไม่ได้รับการบันทึกชื่อ กำลังจะมาถึงในไม้ช้าจากการคำนวณของเขาและเธอ

                เมื่อการปรากฏตัวของดาวหางที่เธอรอคอย เริ่มเคลื่อนที่อย่างช้าๆ จากฟากฟ้าสู่ฟากฟ้า นิ้วที่สั่นน้อยๆเริ่มถ่ายน้ำหนักลงบนปุ่มชัตเตอร์ ถึงแม้ว่าเธอจะผ่านประสบการณ์การถ่ายภาพมานับร้อยๆ แต่ทุกครั้งที่ถ่ายภาพที่งดงามและยิ่งใหญ่เช่นนี้ ใจของเธอก็ยังคงเต้นโครมครามเหมือนกับเด็กที่ได้รับของเล่นชิ้นใหม่ ทว่าคราวนี้มันต่างออกไปธารตะวันอยู่เพียงลำพัง ไม่มีคนที่เคยตื่นเต้นไปกับเธอหรือแอบมองกล้องอยู่ข้างหลังเธอไม่มี "เขา" ที่คอยดีใจกับภาพถ่ายของเธอไม่ว่ามันจะสวยหรือ แย่แค่ไหนในสายตาของคนอื่น

                ภาพถ่ายเรียบร้อยสมบูรณ์ดี รอเพียงการเสนอชื่อใหม่ให้แก่มัน ธารตะวันยังไม่เก็บกล้องและอุปกรณ์ สิ่งที่เธอต้องการยังมาไม่ถึง เธอรอคอยการกลับมาของ "ดาวตก" ชายผู้เป็นที่รักของเธอ...
                ดาวตกอาจจะมีขนาดเล็กและมีความสำคัญในสังคมของมนุษย์ น้อยกว่าดาวหาง  กระนั้นสิ่งที่ทำให้มันมีค่ากับเธอ มากกว่าดาวหางก็เพราะมันไม่ได้ผ่านมาและผ่านเลยไป เฉกเช่นกับดาวหาง แต่ทว่ามันตกลงมาสู่พื้นดิน มาพบกับเธอ 

            เสียงนกและแสงแดดปลุกธารตะวันให้ค่อยๆยกตัวขึ้นมาจากโต๊ะที่เธอเผลอฟุบหลับไปเมื่อคืน เธอได้ยินเสียงดนตรี ดังมาจากบ้านพักใกล้ๆที่ประตูนั้นเปิดแง้มอยู่ เมื่อก้าวเข้าไป เธอพบเครื่องเล่นแผ่นเสียงกำลังหมุนอยู่และผู้ชายของเธอกำลังคุกเข่าขอเธอแต่งงานพร้อมกับแหวนในมือ
          “แต่งงานกันนะ”
            ...........
            ...
            เด็กชายพบไดอารี่เก่าเล่มนี้ ถูกวางทิ้งไว้ใต้เตียงของคุณแม่ในขณะที่ขึ้นมาตรวจตราของในบ้านเป็นครั้งสุดท้าย แม้ว่าใบหน้าของชายที่ลมหนาวอาจจะเรียกว่าพ่อ ยังคงเลือนรางไม่แจ่มชัดแต่บันทึกเรื่องนี้น่าจะบอกอะไรได้หลายอย่าง ลมหนาวเก็บมันใส่กระเป๋าส่วนตัว แม้จะรู้ว่าการลักขโมยเป็นสิ่งไม่ดี แต่หากหนังสือเล่มนี้กำลังจะถูกทิ้ง เด็กชายคิดว่าการขโมยย่อมไม่ผิดเท่าไรนัก

            “เร็วเข้าลมหนาว” เสียงคุณแม่ตะโกนขึ้นมา ก่อนจะบีบแตรรถอีกครั้ง เป็นการเร่ง ของทุกอย่างกองอยู่หลังรถกระบะคันใหญ่ที่คุณแม่เช่ามาเรียบร้อยแล้ว ผมวิ่งลงไปที่รถ ยิ้มให้คุณแม่ที่รอปิดประตูบ้าน เปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับโดยไม่ลืมรัดเข็มขัดนิรภัย

ในขณะที่รถกระบะกำลังเคลื่อนตัว ผมหันหลังกลับไปมองรถโฟร์วีลไดรฟ์คันใหญ่สีเขียวที่จอดอยู่ในบ้านเป็นครั้งสุดท้าย รถของพ่อที่ถูกจอดทิ้งไว้ค่อยๆไกลออกไปจนลับสายตา














2 comments:

  1. เป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวมากเลยนะ มีเวอร์ชั่นมุมมองของผู้ชายหรือเปล่าเอ่ยยย อยากรู้จังว่าตอนที่เจอกันที่ทุ่งทานตะวันนี่เจอกันตอนกลางคืนหรือเปล่า เลยปิ๊งกันเลย 555 พออ่านเรื่องนี้แล้วบรรยากาศผิดกับเรื่องล่าสุดที่เคยอ่านเลย นัดก็เขียนได้ดีหลายแนวนะเนี่ย ป.ล.มีพิมพ์ตกไปตัวนึง 'ตรงหน้าที่ของเธอ' ย่อหน้าสาม แต่ไม่เป็นไร เดาได้ๆ จะติดตามอ่านต่อน้า

    ReplyDelete
  2. ขอบคุณมากสำหรับข้อแก้ไขนะ ขอบคุณมากๆที่ติดตามอ่านนะ : )

    ReplyDelete

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...