เรื่องที่ 8 (สุดท้าย) ในชุด ธารตะวันลมหนาวและดาวตก
ศรลมเล็กๆรูปไก่โต้งสีแดงที่ติดอยู่บนยอดหลังคาของบ้านหลังที่สอง ในซอยแก่นไม้จัน สี่สิบสอง กำลังเริ่มขยับ
มันส่งเสียดออดแอดเหมือนแมวแก่ที่กำลังขยับตัวบิดขี้เกียจหลังจากนอนหลับบนโซฟานุ่มมาตลอดทั้งวัน
และในไม่ช้าลมที่ค่อยๆพัดแรงขึ้นบังคับให้มันหมุนจนกลายร่างเป็นจานทรงกลมสีแดง
“ลมหนาวช่วยแม่เก็บผ้าหน่อยลูก ฝนมาแล้ว” เสียงแม่ตะโกนมาจากหลังบ้าน
พอดีกับที่ลมหนาวรู้สึกได้ถึงเม็ดฝนที่ตกกระทบผิว การจ้องมองศรลมรูปไก่หมุนติ้ว
ในเวลาที่ลมพัดแรงๆและฝนโปรยช่างเป็นความเพลิดเพลินที่ยากจะเลี่ยงได้
แต่อย่างไรก็ตามลมหนาวไม่อยากทำให้คุณแม่เสียใจ
บ้านของลมหนาวเป็นหนึ่งในจำนวนหลายๆหลังของซอยแก่นไม้จัน
สี่สิบสอง บ้านในแถบนี้มีลักษณะเหมือนๆกันแทบทั้งหมดซึ่งคุณแม่เล่าให้ฟังว่า
ในวันที่คุณแม่ย้ายเข้ามานั้น บ้านทุกหลังมีหน้าตาเหมือนกันหมดเลยทีเดียว
เหมือนกันชนิดที่เรียกว่าหากเอากระจกมาส่อง
บ้านหลังที่สองก็อาจจะงงว่าตนเป็นบ้านหลังที่สามหรือสี่หรือเปล่า
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ คุณ “บ้านหลังที่สอง”
สับสนคุณแม่เลยปูกระเบื้องเสียใหม่ทั้งหมดให้เป็นสีแดงโก้เก๋กว่าใคร
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาบ้านหลังที่สองก็เปลี่ยนเป็นชื่อว่า
“บ้านหลังคาสีแดง” อย่างเป็นทางการ หากชื่อ “บ้านหลังคาสีแดง”
อาจจะยาวไปคุณแม่อาจยอมให้เรียกสั้นๆว่า “บ้านสีแดง”
แต่คุณแม่จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาดหากใครจะมาเรียกบ้านสุดที่รักของพวกเราว่า
“หลังคาแดง” (ถึงแม้ลมหนาวจะไม่เห็นว่ามันจะประหลาดตรงไหนก็ตาม)
ในคืนนั้นฝนที่ตกปรอยๆตลอดคืนทำให้อากาศ
ภายในห้องเล็กๆสีฟ้าของลมหนาวเย็นสดชื่น หน้าต่างมุ้งลวดที่มีเหล็กดัดรูปนกสองสามตัวกำลังบินถูกหยดน้ำกระเด็นใส่
ส่งเสียงเปาะแปะ
ทุกอย่างมืดสนิทยกเว้นดวงดาวเรืองแสงที่คุณแม่นำมาติดไว้ให้บนเพดานเมื่อหลายเดือนก่อนที่ยังส่งแสงสีเขียวเรืองๆ
ทำให้ห้องนอนแห่งนี้ไม่น่ากลัวเกินไปนัก
หากแต่เด็กชายยังคงนอนไม่หลับและพลิกตัวไปมาตลอดคืน เขาคิดถึงโรงเรียนและคิดถึงเพื่อนๆ
คุณแม่บอกกับเขาว่า
ลมหนาวอาจจะไม่ได้ไปเจอเพื่อนๆอีกเพราะลมหนาวและคุณแม่กำลังจะ “ย้ายบ้าน”
ถึงแม้ว่าลมหนาวจะไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดจึงจำเป็นต้องย้ายบ้าน
แต่ลมหนาวรักคุณแม่และจะไปกับคุณแม่ในทุกๆที่ที่คุณแม่พาไป ถึงแม้ว่าคราวนี้ คุณพ่อจะไม่ได้ไปด้วยก็ตาม
ในขณะที่พระจันทร์ค่อยๆเคลื่อนตัวข้ามท้องฟ้า
ลมหนาวก็กำลังหลับอยู่ใต้ผ้าห่มผืนโปรดที่มีรอยคราบน้ำลายและกลิ่นประจำตัว
ภายนอกนั้นเด็กชายดูอ่อนโยนและผ่อนคลาย
หากแต่ภายในหัวของลมหนาวกลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่กำลังโลดแล่นอยู่ ลมหนาวกำลังฝันถึงพ่อที่แม้จำหน้าไม่ได้แต่
ก็ยังจำได้ดีถึงสัมผัสของผู้ชายตัวใหญ่ที่ชอบจับลมหนาวโยนขึ้นลงโดยใช้แขนใหญ่ๆสอดใต้ช่วงไหล่และสะโพกก่อนจะกำชับลมหนาวให้ทำตัวให้ตรงและแข็งที่สุด
เมื่อถูกแรงจากสองแขนนั้นส่งขึ้นไปบนอากาศ
เสียงกรีดร้องด้วยความชอบใจของเด็กชายลมหนาวก็ดังไปทั่วบริเวณ
พ่อใจดีเสมอเวลาอยู่กับลมหนาว
..............
ดึกมากแล้วในคืนนี้
แม้กระทั่งราตรียังหลับใหล
ธารตะวันหญิงสาวจากเมืองใหญ่ยืนเกาะกับระเบียงไม้นอกตัวบ้านอย่างเลื่อนลอย
อากาศภายนอกเย็นจัดขนาดแม้กระทั่งเหล่าใบไม้ ยังต้องกอดกัน เพื่อเพิ่มความอบอุ่น
เช่นกันกับเธอ ที่ค่อยๆ เอื้อมมือกระชับเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ให้แนบชิดเข้าไปอีก
เธอรู้ดีถึงแม้เสื้อกันหนาวจะไม่สามารถให้
“ความอบอุ่น” แบบ ที่เธอต้องการได้ แต่หากมันก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาได้ให้ไว้กับเธอ
ใจที่อบอุ่น จะทำให้ร่างกายอบอุ่น
ตามกันไป เธอเชื่ออย่างนั้น
ภายใต้สภาพภูมิประเทศ
ที่ไม่คุ้นเคย เธอและเขาถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจเดียวกัน สำรวจดาวหางดวงใหม่ หากแต่
ข่าวที่เธอได้รับเมื่อหัวค่ำทำให้เธอหลับไม่ลง “เฮลิคอปเตอร์ของนักสำรวจตกลงกลางหุบเขา” ในเฮลิคอปเตอร์ ลำนั้น มี “เขา” รวมอยู่ด้วย
ในบ้านเมืองที่ทุกชีวิต
มีค่าเท่ากัน หน่วยกู้ภัยลงความเห็นว่าทัศนะวิสัยแย่เกินไป ที่จะออกตามหา
กระนั้นก็ตามเธอยังคงปฏิบัติตามหน้าที่
ของเธออย่างเคร่งครัดแม้ว่าวันนี้จะไม่มีเขาอยู่ข้างๆ อุปกรณ์ และเต็นท์มากมายถูกนำออกมาจัดเรียงและติดตั้ง
การสำรวจยังคงต้องดำเนินต่อไป
เธอเคยคิดเสมอ ว่าฟากฟ้าและดวงดาวเป็นสิ่งที่เธอต้องการ
แต่เมื่อใครบางคนที่ได้หายไปในค่ำคืนนี้ได้นำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอไปด้วย...
เธอจึงรู้ว่าสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่ของไกลตัวอย่าง ท้องฟ้าหรือดวงดาว
แต่กลับเป็นคนใกล้ตัวที่เธอคิดว่าเขาจะอยู่กับเธอตลอดไป
ลมหนาวที่พัดผ่านลู่ไปกับยอดไม้
บริเวณรอบทะเลสาบทำให้ปลายยอดไม้ดูราวกับกำลังเต้นระบำ
ธารตะวันหวนนึกถึงช่วงเวลาครั้งแรงที่เขาและเธอเจอกัน มันเป็นบ้านเกิดของเธอ ทุ่งทานตะวัน
เธอเป็นช่างกล้องฝีมือดีและเขาเป็นนักดาราศาสตร์หนุ่มไฟแรง
ทั้งคู่มีสิ่งที่สนใจคล้ายๆกันคือฟากฟ้ายามค่ำคืน
การทำงานร่วมกันความใกล้ชิดและความเข้าใจซึ่งกันและกัน
เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้คนหนุ่มสาวตกหลุมรัก
เพียงแต่คำสำคัญคำนั้นยังมิได้ปริปรายออกมาจากปากของผู้ใด
สิ่งสำคัญที่เธอต้องการในค่ำคืนนี้คือการถ่ายภาพ
"วัตถุ"
จากท้องฟ้าที่ถูกเรียกว่าดาวหาง
เวลาล่วงเลยไป
อากาศหนาวจัดเริ่มอบอุ่นขึ้น ฟ้าเริ่มสาง
แสดงให้เห็นว่า แสงทองของวันใหม่ กำลังใกล้เข้ามา
ถ้วยกาแฟข้นที่ถูกทิ้งไว้จนเย็นชืดวางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ธารตะวันกำลังนั่งจดบันทึกรายงาน
อย่างขะมักเขม้น เวลาที่เธอรอคอยกำลังใกล้เข้ามา
ดาวหางดวงใหม่ที่ยังไม่ได้รับการบันทึกชื่อ
กำลังจะมาถึงในไม้ช้าจากการคำนวณของเขาและเธอ
เมื่อการปรากฏตัวของดาวหางที่เธอรอคอย เริ่มเคลื่อนที่อย่างช้าๆ จากฟากฟ้าสู่ฟากฟ้า
นิ้วที่สั่นน้อยๆเริ่มถ่ายน้ำหนักลงบนปุ่มชัตเตอร์
ถึงแม้ว่าเธอจะผ่านประสบการณ์การถ่ายภาพมานับร้อยๆ
แต่ทุกครั้งที่ถ่ายภาพที่งดงามและยิ่งใหญ่เช่นนี้ ใจของเธอก็ยังคงเต้นโครมครามเหมือนกับเด็กที่ได้รับของเล่นชิ้นใหม่
ทว่าคราวนี้มันต่างออกไปธารตะวันอยู่เพียงลำพัง
ไม่มีคนที่เคยตื่นเต้นไปกับเธอหรือแอบมองกล้องอยู่ข้างหลังเธอไม่มี
"เขา" ที่คอยดีใจกับภาพถ่ายของเธอไม่ว่ามันจะสวยหรือ
แย่แค่ไหนในสายตาของคนอื่น
ภาพถ่ายเรียบร้อยสมบูรณ์ดี
รอเพียงการเสนอชื่อใหม่ให้แก่มัน ธารตะวันยังไม่เก็บกล้องและอุปกรณ์
สิ่งที่เธอต้องการยังมาไม่ถึง เธอรอคอยการกลับมาของ "ดาวตก"
ชายผู้เป็นที่รักของเธอ...
ดาวตกอาจจะมีขนาดเล็กและมีความสำคัญในสังคมของมนุษย์ น้อยกว่าดาวหาง กระนั้นสิ่งที่ทำให้มันมีค่ากับเธอ
มากกว่าดาวหางก็เพราะมันไม่ได้ผ่านมาและผ่านเลยไป เฉกเช่นกับดาวหาง
แต่ทว่ามันตกลงมาสู่พื้นดิน มาพบกับเธอ
เสียงนกและแสงแดดปลุกธารตะวันให้ค่อยๆยกตัวขึ้นมาจากโต๊ะที่เธอเผลอฟุบหลับไปเมื่อคืน
เธอได้ยินเสียงดนตรี ดังมาจากบ้านพักใกล้ๆที่ประตูนั้นเปิดแง้มอยู่
เมื่อก้าวเข้าไป เธอพบเครื่องเล่นแผ่นเสียงกำลังหมุนอยู่และผู้ชายของเธอกำลังคุกเข่าขอเธอแต่งงานพร้อมกับแหวนในมือ
“แต่งงานกันนะ”
...........
...
เด็กชายพบไดอารี่เก่าเล่มนี้
ถูกวางทิ้งไว้ใต้เตียงของคุณแม่ในขณะที่ขึ้นมาตรวจตราของในบ้านเป็นครั้งสุดท้าย
แม้ว่าใบหน้าของชายที่ลมหนาวอาจจะเรียกว่าพ่อ
ยังคงเลือนรางไม่แจ่มชัดแต่บันทึกเรื่องนี้น่าจะบอกอะไรได้หลายอย่าง
ลมหนาวเก็บมันใส่กระเป๋าส่วนตัว แม้จะรู้ว่าการลักขโมยเป็นสิ่งไม่ดี
แต่หากหนังสือเล่มนี้กำลังจะถูกทิ้ง เด็กชายคิดว่าการขโมยย่อมไม่ผิดเท่าไรนัก
“เร็วเข้าลมหนาว”
เสียงคุณแม่ตะโกนขึ้นมา ก่อนจะบีบแตรรถอีกครั้ง เป็นการเร่ง
ของทุกอย่างกองอยู่หลังรถกระบะคันใหญ่ที่คุณแม่เช่ามาเรียบร้อยแล้ว ผมวิ่งลงไปที่รถ
ยิ้มให้คุณแม่ที่รอปิดประตูบ้าน
เปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับโดยไม่ลืมรัดเข็มขัดนิรภัย
ในขณะที่รถกระบะกำลังเคลื่อนตัว
ผมหันหลังกลับไปมองรถโฟร์วีลไดรฟ์คันใหญ่สีเขียวที่จอดอยู่ในบ้านเป็นครั้งสุดท้าย
รถของพ่อที่ถูกจอดทิ้งไว้ค่อยๆไกลออกไปจนลับสายตา
เป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวมากเลยนะ มีเวอร์ชั่นมุมมองของผู้ชายหรือเปล่าเอ่ยยย อยากรู้จังว่าตอนที่เจอกันที่ทุ่งทานตะวันนี่เจอกันตอนกลางคืนหรือเปล่า เลยปิ๊งกันเลย 555 พออ่านเรื่องนี้แล้วบรรยากาศผิดกับเรื่องล่าสุดที่เคยอ่านเลย นัดก็เขียนได้ดีหลายแนวนะเนี่ย ป.ล.มีพิมพ์ตกไปตัวนึง 'ตรงหน้าที่ของเธอ' ย่อหน้าสาม แต่ไม่เป็นไร เดาได้ๆ จะติดตามอ่านต่อน้า
ReplyDeleteขอบคุณมากสำหรับข้อแก้ไขนะ ขอบคุณมากๆที่ติดตามอ่านนะ : )
ReplyDelete