Test

Monday, October 28, 2019

ว่าด้วยความเข้าใจเรื่องของเซน

หลังจากอ่านหนังสือและพยายามทำความเข้าใจอะไรสักอย่างมาพักใหญ่
ขอสรุปได้ประมาณนี้

1.การฝึกเซน เป็นการฝึก ใจผสานกาย ทั้งสองสิ่งต้องไปด้วยกัน ควบคู่กัน
ไม่ใช่แค่จิต แต่ต้องเป็นกิจกรรมอะไรสักอย่างให้ยึดเหนี่ยว
เช่นการเขียนหนังสือ !

2.เป็นการใช้ชีวิตที่มีความสามารถในการแสวงหาอิสระ การกระทำไม่ถูกจำกัดอยู่ในยีนส์เหมือนสัตว์โลกชนิดอื่น ๆ
อิสระหมายถึงการทำสิ่งใด ๆ ได้ตามความต้องการ
และสิ่งที่เราต้องการคือแสวงหาสุญญตา หรือ ความว่างเปล่า อันเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาและ เซน
แต่ความว่างเปล่าทำให้เรามีความสุข มากแค่ไหนยังไม่แน่ใจ
มันน่าจะเป็นความสงบ
และความเป็นหนึ่งเดียว
ความเป็นหนึ่งเดียวนี้เราเคยสัมผัสได้ตอนอยู่ในป่า หรือ ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ
ลองจินตนาการถึงสมาธิที่แผ่จากตัวเราออกไปจนครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ในตอนนี้แม้แต่จินตนาการยังทำให้ครอบคลุมทั้งหมดไม่ได้
แต่ ถึงแม้จะทำได้แค่บางส่วนก็ยังรู้สึกได้ถึงความสงบและความสุข

3.เข้าใจว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าอ้างอิงมาจากธรรมชาติและตีความอีกทอดหนึ่งเพื่อให้ผู้คนเข้าใจ ใส่กิมมิคเพื่อง่ายต่อการปฏิบัติตาม

4.เข้าใจว่าเซนเป็นอะไรที่ง่ายกว่านั้น เพราะเซนจะปฏิบัติตามธรรมชาติเลย
ดูจากธรรมชาติเป็นครู และ ปฏิบัติตาม
เช่นน้ำนิ่งจะสะท้อนเงาจันทร์ได้งดงามที่สุด
ไม่ต้องหาจุดยึดเหนี่ยวเป็นรูปเคารพ แค่ยึดเอาธรรมชาติเป็นครู

5.สมาธิเป็นสิ่งจำเป็นในการฝึก แต่สมาธิไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
เราต้องอาศัยสมาธิที่แน่วแน่ ให้แปรเปลี่ยนเคลื่อนไหวรวดเร็วจนอยู่นอกเหนือความคิด ให้คล้ายกระแสน้ำ เคลื่อนที่เหมือนไม่เคลื่อน
เปลี่ยนสิ่งขั้วตรงข้ามให้เป็นวงกลม มีรักคือไร้รัก ไร้รักคือมีรัก

อาจเทียบได้กับ "รูหนอน" ในฟิสิกส์
และเทคนิกการวาปแบบ "พับกระดาษ"

เมื่อจุดสุดท้ายกับจุดแรกเริ่มเชื่อมถึงกันโดยไม่มีระยะใด ๆ กั้น
จุดแรกก็คือจุดสุดท้าย จุดสุดท้ายก็คือจุดแรก

6.รับรู้ความรู้สึกแบบสายน้ำ
ผ่านพบไม่ผูกพัน จะเรียกอะไรก็เรียก
แต่แค่ให้ระลึกอยู่เสมอว่า ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เข้ามาต่างเป็นสิ่งที่เข้ามาและผ่านพ้นไป
ยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่
ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะผ่านพ้นไปเร็วขึ้นเท่านั้น
และลองจินตนาการดูว่าถ้าเข้าใจมันถึงขีดสุด ทุก ๆ อย่างก็จะกลายเป็นสิ่ง ๆ เดียวกัน

ทดลองกับตอนถูกหมอฟันขูดหินปูน
เมื่อก่อนเราจะใช้นิ้วมือจิกต้นขา
เพ่งสมาธิจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดที่ราบเรียบต่อเนื่องบนต้นขา
แต่วันนี้เราลองเปลี่ยนเป็นการปล่อยสมาธิให้ครอบคลุมทั่วตัว
เวลาเจ็บเราระลึกรู้ทันที
และมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว
เกิดความเจ็บปวดขึ้นใหม่ และก็หายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
สิ่งที่ต่างคือ
เราไม่ยึดถือความเจ็บปวดนั้นไว้นานกว่าความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นเลย
แต่เอาตามตรงก็ยังตอบไม่ได้ว่า
การจิกต้นขากับการทำแบบนี้แบบไหนที่เวิร์คกว่ากัน
แบบแรกง่ายกว่า แต่ก็ไม่เห็นทางไปต่อ
แบบหลังยากกว่า แต่เห็นทางไปต่อว่าแม้จะควบคุมความเจ็บไม่ได้
แต่ควบคุมใจให้ยอมรับมันและปล่อยได้




No comments:

Post a Comment

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...