Test

Wednesday, April 24, 2013

ช่วงหนึ่งของชีวิต . . . เด็กซิ่ว


    ช่วงเวลา ในชีวิตของผมผ่านมา แล้ว 20 กว่าปี บางคนอาจผ่านมานานมาก นานจนแทบจะจำมันไม่ได้ หรือ รู้สึกไม่ใส่ใจ บางคนมีชีวิตอยู่เพื่อ การรับเงินรายวันในตอนเย็น บางคนมีชีวิตอยู่กับ อนาคตในอีกสิบปี กับความฝัน ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง ในเวลาปัจจุบัน . . . .
หากแต่เมื่อเวลานั้นผ่านไป และ ผ่านไป แน่นอน ปัจจุบันจะกลายเป็นอดีต ความสำคัญของมันย่อมลดลง . . . และในที่สุด เราอาจจะจำมันไม่ได้ ช่วงเวลาในชีวิตของผมต่อไปนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมอยากจะจำมันไว้ ตลอดไป หรือ อย่างน้อย ผมอยากที่จะจดจำมันได้อีกครั้งเมื่อได้อ่านบันทึกนี้ . . . ผมมั่นใจ

    ในช่วงกลางปี 2012 ทั้งๆที่เพิ่งเรียนในชั้นปีที่สอง ไปได้เพียง 2-3 อาทิตย์เท่านั้น  ผมออกจากคณะ สัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของคนส่วนใหญ่ที่ผมรู้จัก ครอบครัว เพื่อนสนิท และ ใครหลายๆคนที่ผมมีโอกาสได้คุยด้วย . . .ผม รู้สึกว่ามันไม่ใช่ผม . . .ผมรู้สึกว่า การเรียนในทุกๆวัน มันดูดกลืนชีวิต ดูดกลืนพลังงาน ของผมไป ผมอยากทำอะไรที่มากกว่านั้น . .  ผมอยากคิด อยากทำสิ่งใหม่ๆ ทำสิ่งที่ผมถนัด . . .
   ตลอดมาผมไม่เคยชอบวิชา สายวิทย์เลยจนนิดเดียว แต่ ความชอบในอาชีพสัตวแพทย์ สัตว์ป่า ธรรมชาติ มันทำให้ผมคิดไปว่า ผมคงสามารถเปลี่ยนใจมาชอบสายนี้ได้ . . .แต่ผมทำไม่ได้ . . . คำตอบที่ชัดเจน มาสายไปหน่อยสำหรับผม ทำให้ . . . ผมเหลือเวลาอีกมากมาย จนกว่าจะถึงปีการศึกษาหน้า . . . . .  8 เดือน . . . ผมวางแผนที่จะทำอะไรๆมากมายหลายอย่าง . . .  แต่ พอเอาเข้าจริง ใครจะไปนึกว่า ผมแทบจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย . . .

   ในช่วงแรก ผมมีชีวิตที่มีความสุขมาก . . . ผมอยู่กับห้องสมุด อ่านหนังสือที่ตัวเองเคยต้องการที่จะอ่าน แต่ไม่มีเวลา . . . ต่อมาผมเริ่มเข้าฟิตเนส เล่นเวต เล่นกีฬา ให้ ร่างกายแข็งแรง . . . ผมไปเที่ยว หัดเล่นกีตาร์ ไปหาเพื่อน ยิ้มแย้มแจ่มใส รู้สึกราวกับว่ามันไม่มีเรื่องใดๆสามารถทำให้ผมเครียดได้อีกแล้ว . . . . ผมพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง ด้วยไม่อยากรบกวน ค่าใช้จ่ายของครอบครัว . . . ครอบครัวที่มีปัญหามาตลอด . . . มันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผม รู้สึกแย่ ไม่มีสมาธิและ รู้สึกว่างเปล่า ไม่มีที่ไปในบางครั้ง แต่มันก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการที่ผมตัดสินใจ "ซิ่ว" ในครั้งนี้ . . .ช่วงนั้นยอมรับว่าผม ใช้เวลากับแฟน (ที่ยังคงเรียนอยู่) ค่อนข้างมากเลยทีเดียว  ใช่มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในความรู้สึกตอนนั้น . . .

    หากมีคนถามถึงคณะที่จะไปเรียน ต่อ ผมมักจะตอบว่า อยากเรียนนิเทศ ซึ่งคิดว่าสามารถใช้คะแนนเก่าได้ ซึ่งคะแนนเก่าของผมก็มากพอที่จะสามารถ เข้าได้โดยไม่หนักใจอะไรนัก  ( มารู้ภายหลังว่า คำว่าสองปี ของคะแนนหมายถึงปีที่สอบและปีถัดไป ). . .ประกอบกับ การรับตรงของสถาบันต่างๆ ไม่เปิดโอกาส ให้ "เด็กซิ่ว" อย่างผม วันเวลาจึงผ่านไป

  หลายเดือนผ่านไป ผมเริ่มพบเจอกับปัญหาหลายๆอย่าง ที่ผมไม่เคยคิด มุมมองของญาติพี่น้อง ของคนรอบข้าง ทุกคนเริ่มบอกว่า งานประจำที่เป็นวิชาชีพ ถึงแม้ เงินเดือนไม่มากเท่าไหร่ ก็น่าจะดี ทั้งๆที่ตอนเลือกคณะสัตวแพทย์ แทบไม่มีใครสนับสนุนให้ผมเลือก (ใช่ครับ ทั้งตอนที่เลือกและตอนที่ออก ก็ไม่มีใครสนับสนุนผมเลย 555 ) ประกอบกับความสนใจด้านศิลปะเป็นทุนเดิม ทำให้ผมหันมาสนใจ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ . . . มันเป็นวิชาชีพสายหนึ่ง และ น่าจะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างมากกว่า นิเทศศาสตร์ . . .

  การสอบเดือนตุลาคม ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องเริ่มเรียนพิเศษ ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ อย่างจริงจังหากต้องการ ได้คะแนนในส่วนนี้ดี. . . ( ผมเคยสอบ Pat 4 ตอนปี 53 ครั้งที่เป็น ข้อกา ได้คะแนนค่อนข้างดีจึงทำให้ผมค่อนข้างประมาท ในการสอบ ครั้งนี้ )  ผมใช้เวลาค่อนข้างสบายๆในแต่ละวันไปกับการวาดภาพทิวทัศน์ หรือ เพอร์สเปคตีฟ เพื่อเตรียมสอบ (ประมาณ 5-6 ชม) เวลานอกเหนือจากนั้น ผมก็ใช้ไปกับ แฟน . . เกมส์ และ การเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ ที่ทำเป็นประจำ แต่ถ้าถามความรู้สึกผม ผมว่ามันก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันอะไร . . .

   เวลาล่วงมาถึงเดือน มกราคม . . .เมื่อผมเรียนจบคอร์ส ก้ได้ความชัดเจนว่า ผม คงไม่เรียน สถาปัตย์ . . . ใช่ เพราะผมไม่ได้ชอบมัน ขนาดที่จะยอมทุ่มเท อดหลับอดนอนได้ เหมือนรุ่นพี่ที่มาสอน . . . ช่วงเวลานี้เป็น ช่วงเวลา ที่ผมวุ่นวายใจมากที่สุด . . . ผมรู้สึกขาดการยอมรับจากคนรอบข้าง . . .ประกอบกับปัญหาที่บ้านเริ่มรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นที่ผมรู้สึกอยากร้องไห้ . . . รู้สึกล่องลอย ไร้ที่อยู่ ผมคิดถึง คณะสัตวแพทย์ มก คิดถึงบรรยากาศที่ง่ายๆ เรียน 8 โมง เลิก 4 โมงเย็น เรียนๆไป ไม่ต้องคิดอะไรมาก. . . ที่สำคัญ มันเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า เรายังมีอะไรสักอย่าง . . . อะไรสักอย่างที่ดูได้รับการยอมรับ . . . อย่างที่ผมบอก ผมรู้สึกขาดการยอมรับมากที่สุดในช่วงนี้ . . .

  ในเมื่อไม่มีใครว่างเหมือนผม เพื่อนๆส่วนใหญ่ยังคงเรียนหนังสือ ต่อไป ทั้งในคณะที่ชอบ และ ไม่ชอบ ผมจึงใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้น ทบทวนมากขึ้น การออกไปเที่ยวคนเดียวเริ่มเป็นปกติ สำหรับผม ผมชอบออกไปเที่ยวในเวลากลางคืน กรุงเทพมีอะไรมากมายที่น่าสนใจ . . . เมื่อก่อน ผมชอบเดินดูผู้คนตามตลาดกลางคืน และที่อื่นๆ ที่มีคนเยอะๆ เพราะผมมักจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง . . . แต่เมื่อมองสิ่งเหล่านั้นผ่านมุมมองของผู้สังเกต ผมรู้สึกว่าได้พบอะไรที่มีความหมาย ที่เชื่อมโยง ที่พูกพันกันของกลุ่มคนเหล่านั้น . . . ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไร แต่ถ้าจะให้พูดผมอยากเปรียบเทียบมุมมองนี้กับ มุมมองของนก (Bird eyes view) ที่มองลงมา . . . เป็นมุมมองที่ เห็นได้กว้างกว่า และไม่คิดที่จะแก้ไขอะไร

  เมือการสอบรอบมีนาคม 56 ผ่านไป . . . ผม เลิกกับแฟน . . . เวลาที่ใช้ไปกับเธอ ดูเหมือนสูญเปล่า . . . ผมเริ่มคิดทบทวนย้อนกลับไป . . .ผมใช้เวลาไปกับเธอมากจริงๆ ผมยอมรับว่ายังรู้สึกเสียใจ หากแต่ ถ้าหากคนเรามันไม่ใช่ ผมไม่อยากฝืนเราทั้งคู่ไว้ . . .เราทั้งคู่ยังเด็ก ( โอเคผมอาจจะแก่กว่า ใครๆหลายๆคนที่กำลังจะเข้า มหาวิทยาลัยในปีนี้ ) เรายังมีโอกาสได้พบคนอีกมาก . . . การยื้อกันไว้ ไม่เป็นผลดีสำหรับเราทั้งคู่ อย่างน้อยก็ในมุมมองของผม

   เมื่อผลคะแนนออกมา ปรากฎว่า ผมได้คะแนนต่ำลงกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว เล็กน้อย แต่เล็กน้อยนี่มันก็มากพอที่จะทำให้ผม หลุดจากคณะ อันดับ 1 ที่เลือกไว้ได้ . . . น่าแปลก ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงรู้สึกเสียใจมาก  เฟล หรือ อารมณ์แนวๆนี้ แต่ ในตอนนั้นผมกลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย . . . การสอบ, คะแนน , มหาวิทยาลัย กลายเป็นเรื่องเล็กๆไป แล้วสำหรับผม . . . ผมรู้ดีว่า ความสำเร็จของผมนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ คะแนน หรือ มหาวิทยาลัยอีกต่อไป . . . มันขึ้นอยู่กับตัวผมเอง . . . การจบมหาลัยดังๆได้นั้น อาจจะทำให้ได้งานที่ไวขึ้น สตาร์ทเงินเดือนสูงขึ้น . . . แต่การวัดความสำเร็จ . . . มันไม่ได้วัดที่ต้นทาง . . . ปลายทางของผม ยังคงอีกยาวไกล

    สรุปแล้วสิ่งที่ผมดีใจที่สุดที่ได้ทำไป ในช่วงหนึ่งของชีวิต ช่วงนี้ ก็คือการอ่านหนังสือ ผมขอบคุณ ความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกที่ถูกมองว่าไร้ค่า ความรู้สึกไม่มีที่ไป . . . ความรู้สึกในแง่ลบต่างๆที่ผมเจอ . . . มันทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น มาก มากจริงๆ

ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ผมยังลืมตาขึ้นมา . . . ผมยังมีชีวิตอยู่ โลกยังคงเป็นเหมือนเดิม . . . ขึ้นอยู่กับคุณ . . . ว่าคุณจะมองมันอย่างไร  : ))


  ยังคงมีเหตุการณ์ ต่างๆอีกมากมายที่เกิดขึ้น แต่ผมไม่ได้นำมาลงใน บทความนี้ . . . หากแต่ บางสิ่งบางอย่าง ก็ยังคงอยู่กับเรา ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ "รู้สึก"หรือไม่ . . . ก็ตาม

( เช่น ผิวที่ดำขึ้นถาวรหลังจากเล่นสงกรานต์ )

ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ : ))



 

4 comments:

  1. ขอบคุณสำหรับโพสนะค่ะ อ่านแล้วทำให้รู้สึกดีขึ้นจากความเครียดหลายๆอย่าง

    ReplyDelete
    Replies
    1. คุณรู้สึกดี ผมก้ดีใจครับ ขอบคุณที่โพส ตอบนะครับ : ))

      Delete
  2. เรายังคงเฝ้ามองดูเธอเดินไปอย่างช้าๆนะ อย่าลืมว่ายังมีเราที่ยังสามารถฟังเรื่องราวต่างๆจากเธอได้ตลอดเวลา เมื่อเธอไม่มีใคร :)))

    ReplyDelete
  3. อยากรู้ว่าตอนนี้เป็นเช่นไรบ้างค่ะ หนูกำลังตบบัญชี แต่ไม่ชอบจนสุดท้ายจะไปนอบ กสพท แต่คิดว่าคงเรียนไม่ไหว และจะไปสอบคณะอื่นซึ่งยังไม่รุ้ว่าชอบอะไร แต่สุดท้ายก็กลับมาบัญชี จริงๆแล้วอาชีพที่ชอบบอกยากนะ มันไม่มีหลักสูตรตายตัว เราอาจทำอะไรได้มากกว่า1 อย่าง การเรียนก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิต เอาเป็นว่าอยากทำไรให้เอาตัวเอง ลงไปทำเลย เช่น เราอยากทำอาหาร ก็ลอบทำตามสูตรไป มันอาจจะปิ้งไอเดีย อยากเรียนสถาปัต ลองไปเข้าคอส เพื่อให้ตัวเองแน่ใจว่าชอบจริงป่าาาว .... ชีวิตแมรงวนลูป จริงๆ สุดท้ายคือ อยากเที่ยววว แบบอยากเลิกคิดทุกเรื่องสุดๆ

    ReplyDelete

สรุปชีวิต 2022 ไม่อยากจะเชื่อว่าปีชงแต่ก็เป็นปีที่ซวยที่สุด

 จริง ๆ เราไม่ได้เขียนบลอคมานานมากแล้ว แต่รู้สึกชีวิตช่วงนี้มีอะไรเหี้ย ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหี้ยแบบเหี้ย แบบปล่อยวางไม่ได้  1. งานไม่ผ่านโปร ไ...